พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 471 (เล่ม 8)

ก็แล จำเดิมแต่กาลที่ได้บอกแล้วไป มีภิกษุทั้งหลายเว้นภิกษุ
ไว้รูปหนึ่ง ที่เหลือจะไปเสียในเมื่อมีกิจจำเป็นก็ควร ครั้นอรุณขึ้นแล้ว
พึงเก็บวัตรในสำนักภิกษุนั้น. ถ้าภิกษุแม้นั้นไปเสียก่อนอรุณด้วยกรรม
บางอย่าง มานัตตจาริกภิกษุเห็นภิกษุใดก่อน จะเป็นภิกษุอื่นซึ่งออกจาก
วัดไปก็ตาม เป็นอาคันตุกะก็ตาม พึงบอกแล้วเก็บวัตรในสำนักภิกษุนั้น.
ก็มานัตจาริกภิกษุนี้ บอกแก่คณะและคอยกำหนดความที่มีภิกษุ
หลายรูปอยู่ ด้วยเหตุนั้น โทษเพราะประพฤติในคณะพร่องหรือโทษ
เพราะอยู่ปราศ จึงไม่มีแก่เธอ.
พระมหาสุมัตเถระกล่าวว่า ถ้าไม่เห็นใคร ๆ, พึงไปวัดแล้วเก็บ
ในสำนักภิกษุรูปหนึ่ง ในบรรดาภิกษุที่ไปกับตน.
ส่วนพระมหาปทุมเถระกล่าวว่า เห็นภิกษุใดก่อน, พึงบอกแล้ว
เก็บในสำนักภิกษุนั้น. นี้เป็นบริหารของภิกษุผู้เก็บวัตรแล้ว .
ภิกษุนั้นครั้นประพฤติมานัต ๖ ราตรีไม่ขาดอย่างนั้นแล้ว พึงขอ
อัพภานในที่ซึ่งมีภิกษุสงฆ์เป็นคณะ ๒๐ รูป. และภิกษุทั้งหลายผู้จะ
อัพภาน พึงทำเธอให้เป็นผู้ควรแก่อัพภานก่อน.
จริงอยู่ ภิกษุนี้ชื่อว่าตั้งอยู่ในฐานผู้ปกตัตต์ เพราะเธอเก็บวัตร
เสียแล้ว. และจะทำอัพภานแก่ปกตัตต์ ย่อมไม่ควร. เพราะฉะนั้น
พึงให้เธอสมาทานวัตร. เธอย่อมเป็นผู้ควรแก่อัพภาน ในเมื่อสมาทาน
วัตรแล้ว. แม้เธอพึงสมาทานวัตรแล้วบอก แล้วขออัพภาน. กิจที่จะ
ต้องสมาทานวัตรอีก ย่อมไม่มีแก่ผู้มีได้เก็บวัตร.

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 472 (เล่ม 8)

จริงอยู่ ภิกษุผู้มีได้เก็บวัตรนั้น เป็นผู้ควรแก่อัพภาน โดยล่วง
๖ ราตรีเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น เธออันสงฆ์พึงอัพภาน
อัพภานวิธีในอัปปฏิจฉันนาบัตินั้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
พระบาลีว่า เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อพฺเภตพฺโพ ดังนี้ นั่นแล
แต่อัพภานวิธีนี้ พระองค์ตรัสด้วยอำนาจอาบัติตัวเดียว. ก็ถ้าเป็นอาบัติ
๒-๓ ตัว หรือมากมาย มีวัตถุเดียวหรือมีวัตถุต่าง ๆ กัน . พึงทำ
กรรมวาจาด้วยอำนาจอาบัติเหล่านั้น อัปปฏิจฉันนมานัต สงฆ์พึงให้
ด้วยประการอย่างนี้.
ปริวาส
ก็ปฏิจฉันนมานัต เป็นของที่สงฆ์ควรให้แก่ภิกษุผู้อยู่ปริวาสเพื่อ
อาบัติที่ปกปิดไว้เสร็จแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวปริวาสกถา
ก่อน แล้วจึงจักกล่าวปฏิจฉันนมานัต นั้น
ปริวาสและมานัต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยอาการเป็นอเนกใน
พระบาลีโดยนัยเป็นต้นว่า ถ้ากระนั้น สงฆ์จงให้ปริวาสวันหนึ่งเพื่อ
อาบัติ ชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิอันปิดไว้วันเดียว แก่ภิกษุอุทายีเถิด
วินิจฉัยที่ท่านได้กล่าวไว้ในอาคตสถานของปริวาสและมานัตนั้นๆ
ถึงความพิสดารเกินไปเหมือนในบาลี ทั้งเป็นวินิจฉัยที่ใคร ๆ ไม่อาจ
กำหนดได้โดยง่าย. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจักประมวลปริวาสและมานัต
นั้นแสดงในอธิการนี้ทีเดียว.
ก็แล ขึ้นชื่อว่าปริวาสนี้ ที่ประสงค์ในพระบาลีนี้ มี ๓ อย่าง
คือ ปฏิจฉันนปริวาส ๑ สุทธันตปริวาส ๑ สโมธานปริวาส ๑ .

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 473 (เล่ม 8)

ใน ๓ อย่างนั้น ปฏิจฉันนปริวาส ควรให้เพื่ออาบัติตามที่ปิดไว้
ก่อน.
จริงอยู่ อาบัติของภิกษุบางรูปปิดไว้วันเดียว เหมือนอาบัตินี้ของ
พระอุทายีเถระ, ของบางรูปปิด ๒ วันเป็นต้น เหมือนอาบัติของพระ-
ยุทายีเถระนั่นเอง ซึ่งมาแล้วข้างหน้า, ของบางรูปมีตัวเดียวเหมือน
อาบัตินี้, ของบางรูปมี ๒-๓ ตัวหรือยิ่งกว่านั้น เหมือนที่มาแล้วข้าง
หน้า. เพราะเหตุนั้น เมื่อสงฆ์จะให้ปฏิจฉันนปริวาส ควรทราบความ
ที่อาบัติเป็นอันปิดเป็นทีแรกก่อน.
อาการปิดอาบัติ
ก็แล ขึ้นชื่อว่าอาบัตินี้ ย่อมเป็นอันปิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง.
หัวข้อในการปิดอาบัตินั้นดังนี้:-
เป็นอาบัติ และรู้ว่าเป็นอาบัติ, เป็นผู้ปกตัตต์ และรู้ว่าเป็นผู้
ปกตัตต์, เป็นผู้ไม่มีอันตราย และรู้ว่าเป็นผู้ไม่มีอันตราย เป็นผู้อาจอยู่
และรู้ว่าเป็นผู้อาจอยู่, เป็นผู้ใคร่จะปิด เเละปิดไว้.
ในหัวข้อเหล่านี้ ๒ ข้อว่า เป็นอาบัติและรู้ว่าเป็นอาบัติ มีอธิบาย
ว่า ภิกษุต้องอาบัติใด จัดว่าเป็นอาบัตินั้นแท้. และแม้เธอก็มีความ
สำคัญในอาบัตินั้นว่า เป็นอาบัติเหมือนกัน. เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้และ
ปิดไว้ เป็นอันปิด. แต่ถ้าภิกษุนี้ มีความสำคัญในอาบัตินั้นว่า เป็น
อนาบัติ ไม่เป็นอันปิด.

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 474 (เล่ม 8)

ส่วนอนาบัติ ซึ่งภิกษุปิดอยู่ด้วยความสำคัญว่า เป็นอาบัติก็ดี ด้วย
ความสำคัญว่า เป็นอนาบัติก็ดี ไม่เป็นอันปิดเลย.
ภิกษุปิดลหุกาบัติ ด้วยสำคัญว่า เป็นครุกาบัติ ก็ดี ปิดครุ-
กาบัติ ด้วยสำคัญว่า เป็นลหุกาบัติ ก็ดี; อนึ่ง เธออยู่ในพวกอลัชชี
อาบัติไม่เป็นอันปิด.
ภิกษุสำคัญครุกาบัติว่า เป็นลหุกาบัติ และแสดง, อาบัตินั้น
ไม่เป็นอันแสดง ไม่เป็นอันปิด.
รู้จักครุกาบัติว่า เป็นครุกาบัติ แล้วปิดไว้ เป็นอันปิด. ไม่รู้จัก
ว่าเป็นอาบัติหนักอาบัติเบา คิดว่า เราปิดอาบัติ แล้วปิดไว้ เป็นอัน
ปิดแท้.
ภิกษุไม่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ๓ อย่าง ชื่อว่าผู้ปกตัตต์.
ถ้าเธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า ตนเป็นผู้ปกตัตตะ ปิดไว้ เป็นอัน
ปิดไว้แท้ ถ้าเธอเป็นผู้มีความสำคัญตนว่า ไม่ใช่ผู้ปกตัตต์ ด้วยเข้าใจ
ว่า สงฆ์ทำกรรมแก่เรา และปิดไว้ ไม่เป็นอันปิดก่อน.
อาบัติแม้ที่ภิกษุมิใช่ผู้ปกตัตต์ ซึ่งมีความสำคัญตนว่าเป็นผู้ปกตัตต์
หรือสำคัญตนว่า มิใช่ผู้ปกตัตต์ ปิดแล้ว ไม่เป็นอันปิดแท้.
จริงอยู่ คำนี้แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ (ในคัมภีร์บริวาร)
ดังนี้ว่า :-
บุคคลต้องครุกาบัติมีส่วนเหลือ. อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อปิดไว้,
บุคคลนั้นไม่ใช่ภิกษุณี แต่ไม่พึงต้องโทษ; ปัญหานี้ ท่านผู้ฉลาดทั้ง
หลายติดกันแล้ว, จริงอยู่ ปัญหานี้ ท่านกล่าวด้วยภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร.

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 475 (เล่ม 8)

ข้อว่า อนนฺตรายิโก มีความว่า ในอันตราย ๑๐ อย่าง
อันตรายแม้อย่างหนึ่ง ไม่มีแก่ภิกษุใด, ถ้าภิกษุนั้น เป็นผู้มีความ
สำคัญว่าไม่มีอันตราย แล้วปิดไว้. อาบัตินั้นเป็นอันปิดแท้.
ถ้าแม้เธอผู้มีความสำคัญว่า มีอันตรายเพราะอมนุษย์และสัตว์ร้ายใน
เวลากลางคืน เพราะเป็นผู้มีชาติแห่งคนขลาด จึงปิดไว้ อาบัตินั้นไม่
เป็นอันปิดก่อน.
ก็เมื่อภิกษุใดอยู่ในวิหารใกล้ภูเขา ครุกาบัติเป็นของภิกษุนั้นจะต้อง
ข้ามซอกเขาหรือคงหรือแม่น้ำไปบอก. ภัยมีสัตว์ดุร้ายและอมนุษย์เป็นต้น
มีในระหว่างทาง, งูทั้งหลายย่อมนอนในทาง แม่น้ำเต็ม, และเมื่อ
อันตรายนั้นมีอยู่จริง ๆ เธอมีความสำคัญว่ามีอันตราย จึงปิดไว้, อาบัติ
นั้นไม่เป็นอันปิดก่อน.
อนึ่งเมื่อภิกษุผู้มีอันตราย ปิดไว้ด้วยสำคัญว่าไม่มีอันตราย อาบัติ
นั้นไม่เป็นอันปิดเหมือนกัน.
ข้อว่า ปหุ มีความว่า ภิกษุใดอาจเพื่อจะไปสู่สำนักภิกษุ และ
เพื่อจะบอกได้. ถ้าเธอเป็นผู้มีความสำคัญว่าคนอาจ แล้วปิดไว้, อาบัติ
นั้นเป็นอันปิดเทียว. ถ้าที่ปากของเธอเป็นฝีเล็กน้อย. หรือลมเสียดคาง,
หรือฟันปวด, หรือได้ภิกษาน้อย; ก็แลด้วยเหตุเพียงเท่านั้น จะจัดว่า
ไม่อาจบอก ไม่อาจไป หาได้ไม่. ก็แต่ว่าเธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า
เราไม่อาจ ภิกษุนี้ เป็นผู้อาจ แต่ชื่อว่าผู้มีความสำคัญ ว่า ตนไม่อาจ.
อาบัติแม้ที่ภิกษุนี้ปิดไว้ จัดว่าไม่เป็นอันปิด.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 476 (เล่ม 8)

อนึ่ง อาบัติที่ภิกษุผู้ไม่อาจ คือ ไม่สามารถจะบอกหรือจะไป
จะมีความสำคัญว่า ตนอาจก็ตาม มีความสำคัญว่า ตนไม่อาจก็ตาม
ปิดไว้ ไม่เป็นอันปิดแท้.
ข้อว่า เป็นผู้ใคร่จะปิด และปิดไว้ นี้ ตื้นทั้งนั้น.
แต่ถ้าภิกษุทอดธุระว่า เราจักปิด ครั้นในปุเรภัต หรือปัจฉาภัต
หรือในยามทั้งหลาย มีปฐมยามเป็นต้น หยั่งลงสู่ลัชชีธรรม บอกเสีย
ภายในอรุณนั่นเอง; ภิกษุนี้ ชื่อว่าผู้ใคร่จะปิดแต่ไม่ปิด.
แต่เมื่อภิกษุใด อยู่ในสถานไม่มีภิกษุ ต้องอาบัติแล้วคอยความ
มาแห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกัน หรือไปสู่สำนักของภิกษุผู้เป็นสภาคกันอยู่ล่วง
ไปกึ่งเดือนก็ดี เดือนหนึ่งก็ดี; ภิกษุนี้ ชื่อว่าปิดไว้ ทั้งที่ไม่ประสงค์
จะปิด, แม้อาบัตินี้ก็ไม่เป็นอันปิด.
ฝ่ายภิกษุผู้ใดพอต้องเข้าแล้ว รีบหลีกไปสู่สำนักภิกษุผู้เป็นสภาค
กัน กระทำให้แจ้งเสีย เหมือนบุรุษเหยียบไฟฉะนั้น; ภิกษุนี้ชื่อว่า
ผู้ไม่ประสงค์จะปิด ทั้งไม่ปิด.
แต่ถ้าแม้เห็นภิกษุผู้เป็นสภาคกันแล้วแต่ไม่บอก เพราะกระดากว่า
ผู้นี้เป็นอุปัชฌาย์ของเรา หรือว่า ภิกษุนี้เป็นอาจารย์ของเรา. อาบัติ
เป็นอันปิดแท้.
จริงอยู่ ความเป็นอุปัชฌาย์เป็นต้น ไม่เป็นประมาณในการบอก
อาบัตินี้, ข้อที่ภิกษุไม่ใช่ผู้มีเวรและเป็นสภาคกันเท่านั้น เป็นประมาณ
เพราะเหตุนั้น ควรบอกในสำนักภิกษุซึ่งไม่ใช่ผู้มีเวรและเป็นสภาคกัน.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 477 (เล่ม 8)

ฝ่ายภิกษุใดเป็นวิสภาคกัน เป็นผู้มุ่งจะฟังแล้วประจาน, ไม่ควร
บอกในสำนักภิกษุเห็นปานนั้น แม้เป็นอุปัชฌาย์.
บรรดากาลเหล่านั้น ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติในปุเรภัตก็ตาม ปัจฉา-
ภัตก็ตาม กลางวันก็ตาม กลางคืนก็ตาม, ควรบอกเสียตั้งแต่อรุณยัง
ไม่ขึ้น. เมื่ออรุณขึ้นแล้วอาบัตินั้นเป็นอันปิดด้วย. ทั้งต้องทุกกฏเพราะ
ความปิดเป็นปัจจัย. จะทำให้แจ้งในสำนักภิกษุผู้ต้องสังฆาทิเสสชนิดเดียว
กัน ไม่ควร.
ถ้าจะทำให้แจ้ง อาบัติเป็นอันเปิดเผย, แต่ภิกษุไม่พ้นอาบัติทุกกฏ;
เพราะเหตุนั้น ควรเปิดเผยในสำนักภิกษุผู้บริสุทธิ์
ในกุรุนทีแก้ว่า และเมื่อจะเปิดเผย จงกล่าวว่า ข้าพเจ้าแจ้ง
อาบัติตัวหนึ่งในสำนักของท่าน, หรือว่า ข้าพเจ้าบอกอาบัติตัวหนึ่งใน
สำนักของท่าน, หรือว่า ข้าพเจ้ากล่าวอาบัติตัวหนึ่งในสำนักของท่าน,
หรือว่า ท่านจงทราบความที่ข้าพเจ้าต้องอาบัติตัวหนึ่ง, ก็ได้, จงบอก
โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าแจ้งครุกาบัติตัวหนึ่ง ดังนี้ก็ได้, อาบัติไม่
เป็นอันปิด ด้วยอาการแม้ทั้งปวง. แต่ถ้าภิกษุกล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า
ข้าพเจ้าแจ้งลหุกาบัติ ดังนี้ อาบัตินั้นอันปิดไว้แท้.
อาบัติเป็นอันบอกด้วยอาการทั้ง ๓ อย่าง คือ บอกเฉพาะวัตถุ,
บอกเฉพาะอาบัติ, บอกทั้ง ๒. อันสงฆ์จะให้ปฏิฉันนปริวาส พึงกำหนด
เหตุ ๑๐ เหล่านี้ ทราบความที่อาบัติเป็นอันปิดเสียก่อน ด้วยประการ
ฉะนี้.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 478 (เล่ม 8)

วิธีให้ปริวาส
ลำดับนั้น พึงกำหนดวันที่ปิดและอาบัติ, ถ้าปิดไว้วันเดียวเท่านั้น;
พึงให้ขออย่างนี้ว่า:-
อหํ ภนฺเต เอกํ อาปตฺตึ อาปชฺชึ สญฺเจตนิกํ
สุกฺกวิสฏฺฐึ เอกาหปฏิจฉนฺนํ.
แล้วพึงสวดกรรมวาจาให้ปริวาส ตามนัยที่กล่าวแล้วในบาลีนี้
นั่นแล.
ถ้าปิดได้ ๒ วัน ๓ วันเป็นต้น พึงให้ขออย่างนี้ว่า :-
ทฺวีหปฏิจฺฉนฺนํ, ตีหปฏิจฺฉนฺนํ, จตูหปฏิจฺฉนฺนํ, ปญฺจาห-
ปฏิจฺฉนฺนํ, ฉาหปฏิจฺฉนฺนํ, สตฺตาหปฏิจฺฉนฺนํ, อฏฺฐาหปฏิจฺฉนฺนํ,
นวาหปฏิจฺฉนฺนํ, ทสาหปฏิจฺฉนฺนํ, เอกาทสาหปฏิจฺฉนฺนํ,
ทฺวาทสาหปฏิจฺฉนฺนํ, เตรสาหปฏิจฺฉนฺนํ, จุทฺทสาหปฏิจฺฉนฺนํ.
พึงแต่งคำประกอบตามจำนวนวัน เพียง ๑ วัน ด้วยประการ
ฉะนี้.
สำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ๑๕ วัน พึงแต่งคำสวดประกอบว่า ปกฺข-
ปฏิจฺฉนฺนํ. ตั้งแต่ ๑๕ วันไปจนถึงวันที่ ๒๙ พึงแต่งคำสวดประกอบว่า
อติเรกปกฺขปฏิจฺฉนฺนํ ตั้งแต่ ๒๙ วันขึ้นไป พึงแต่งคำสวดประกอบ
ว่า มาสปฏิจฺฉนฺนํ, อติเรกมาสปฏิจฺฉนฺนํ, ทฺวิมาสปฏิจฺฉนฺนํ,
อติเรกทฺวิมาสปฏิจฺฉนฺนํ, เตมาสปฏิจฺฉนฺนํ, อติเรกเตมาส
ปฏิจฺฉนฺนํ, จตุมาสปฏิจฺฉนฺนํ, อติเรกจตุมาสปฏิจฺฉนฺนํ,

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 479 (เล่ม 8)

ปญฺจมาสปฏิจฺฉนฺนํ, อติเรกปญฺจมาสปฏิจฺฉนฺนํ ฉมาส, อติเรก-
ฉมาส, สตฺตมาส, อติเรกนวมาส, ทสมาส, อฏิฐมาส, อติเรก-
อฏฺฐมาส. นวมาส, อติเรกนวมาส, ทามาส, อติเรกทสมาส,
เอกาทสมาส, อติเรกเอกาทสมาสปฏิจฺฉนฺนํ.
เมื่อเต็มปี พึงแต่งคำสวดประกอบว่า เอกสํวจฺฉรปฏิจฺฉนฺนํ.
เบื้องหน้าแต่นั้น พึงแต่งคำสำหรับสวดประกอบอย่างนี้ว่า อติ-
เรกเอกสํวจฺฉร, ทฺวิสํวจฺฉร, อติเรกทฺวิสํวจฺฉร, ติสํวจฺฉร,
อติเรกติสํวจฺฉร, จตุสํวจฺฉร, อติเรกจตุสํวจฺฉร, ปญฺจสํวจฺฉร,
อติเรกปญฺจสํวจฺฉรปฏิจฺฉนฺนํ, ดังนี้ จนถึงว่า สฏฺฐิสํวจฺฉร,
อติเรกสฏฺฐิสํวจฺฉรปฏิจฺฉนฺนํ หรือแม้ยิ่งกว่านั้น.
และถ้าเป็นอาบัติ ๒ ตัว หรือยิ่งกว่านั้น พึงกล่าวว่า เทฺว
อาปตฺติโย, ติสฺโส อาปตฺติโย, เหมือนที่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ว่า เอกํ
อาปตฺตึ ฉะนั้น. แต่ที่เกินกว่านั้น จะเป็นร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งก็ตาม
สมควรกล่าวว่า สมฺพหุลา.
แม้ในอาบัติที่มีวัตถุต่าง ๆ กัน พึงแต่งคำสวดประกอบด้วยอำนาจ
แห่งจำนวนอย่างนี้ว่า:-
อหํ ภนฺเต สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ
เอกํ สุกฺกวิสฏฺฐิ เอกํ กายสํสคฺคํ เอกํ ทุฏฺฐุลฺลํ วาจํ เอกํ
อตฺตกามปาริจริยํ เอกํ สญฺจริตํ เอกาหปฏิจฺฉนฺนาโย หรือด้วย
อำนาจแห่งการระบุวัตถุอย่างนี้ว่า :-

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 480 (เล่ม 8)

อหํ ภนฺเต สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ
นานาวตถุกาโย เอกาหปฏิจฺฉนฺนาโย หรือด้วยอำนาจแห่งการระบุ
ชื่ออย่างนี้ว่า :-
อหํ ภนฺเต สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ
เอกาหปฏิจฉนฺนาโย.
ในวัตถุและชื่อนั้น ชื่อมี ๒ อย่าง คือชื่อที่ทั่วไปของอาบัติที่มีชาติ
เสมอกัน ๑ ชื่อที่ทั่วไปของอาบัติทั้งปวง ๑.
ในชื่อทั้ง ๒ อย่างนั้น คำว่า สงฺฆาทิเสโส เป็นชื่อที่ทั่วไปของ
อาบัติที่มีชาติเสมอกัน.
คำว่า อาปตฺติ เป็นชื่อที่ทั่วไปของอาบัติทั้งปวง.
เพราะฉะนั้น ควรอยู่ที่จะแต่งคำสวดประกอบ แม้ด้วยอำนาจแห่ง
ชื่อที่ทั่วไปของอาบัติทั้งปวง อย่างนี้ สมฺพหุลา อาปตฺติโย อาปชฺชึ
เอกาหปฏิจฺฉนฺนาโย.
จริงอยู่ วินัยกรรมมีปริวาสเป็นต้นแม้ทั้งปวงนี้ สมควรแท้ที่จะ
แต่งคำสวดประกอบด้วยอำนาจแห่งวัตถุ ด้วยอำนาจแห่งโคตรด้วยอำนาจ
แห่งชื่อ และด้วยอำนาจแห่งอาบัติ.
ในวัตถุและโคตรเป็นต้นนั้น คำว่า สุกฺกวิสฏฺฐิ เป็นวัตถุด้วย
เป็นโคตรด้วย.
คำว่า สงฺฆาทิเสโส เป็นชื่อด้วย เป็นอาบัติด้วย
คำว่า กายสํสคฺโค เป็นวัตถุด้วย เป็นโคตรด้วย
คำว่า สงฺฆาทิเสโส เป็นชื่อด้วย เป็นอาบัติด้วย

480