[๑๖๗๗] ๓. อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสัง-
กิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้วพิจารณา
กุศลนั้น.
๒. บุคคลพิจารณากุศลที่สั่งสมไว้ในกาลก่อน.
๓. บุคคลออกจากฌานแล้วพิจารณาฌาน.
๔. พระอริยบุคคลพิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน.
๕. พิจารณาเห็นจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตา พิจารณา โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
หทยวัตถุ และขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
๖. เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพโสตธาตุ
๗. รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียง ด้วยจิตที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเล-
สิกธรรม ด้วยเจโตปริยญาณ.
๘. อากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ
๙. อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
๑๐. รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ด้วยอำนาจของ
อารัมมณปัจจัย ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ด้วยอำนาจ
ของอารัมมณปัจจัย.
๑๑. ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ
แก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่
อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.