พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 23 (เล่ม 86)

๒. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์
ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.
[๑๑๔๗] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. พระอริยบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ข่มแล้ว,
รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต
ด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.
๒. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์
ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.
[๑๑๔๘] ๖. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสที่ละแล้วที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่
ข่มแล้ว, รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลาย
ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๒. รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ.
๓. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่เจโต-
ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ
แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 24 (เล่ม 86)

๔. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์
ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.
[๑๑๔๙] ๗. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณ-
ปัจจัย
คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิต
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-
เวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออกจาก
ผล แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๒. พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านละได้
แล้วที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา,
พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ข่มแล้ว. รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน,
พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดีด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๓. บุคคลย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะ ทิฏฐิ
วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น.
๔. พระอริยบุคคลทั้งหลาย รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ.
๕. อากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ ด้วยอำ-
นาจของอารัมมณปัจจัย ฯลฯ อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญา-
นาสัญญายตนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 25 (เล่ม 86)

๖. ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ
แก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนา-
คตังสญาณ แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
๗. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.
[๑๑๕๐] ๘. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากมรรค ออกจากผลแล้ว
ย่อมพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.
๒. พระอริยบุคคลทั้งหลาย. พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลส
ทั้งหลายที่ข่มแล้ว, รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, เพราะปรารภ
ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ย่อมยินดี
ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ
๓. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.
[๑๑๕๑] ๙. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 26 (เล่ม 86)

คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วย
จิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา โทมนัสย่อมเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้มีวิปปฏิสาร.
๒. เมื่อฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เสื่อมไปแล้ว โทมนัส
ย่อมเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้มีวิปปฏิสาร.
๓. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.
๓. อธิปติปัจจัย
[๑๑๕๒] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม
พิจารณา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.
๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากมรรค ออก
จากผลแล้ว กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม
พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.
๓. ย่อมยินดีย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่สัม-
ปยุตด้วยสุขเวทนาให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ครั้นกระทำขันธ์นั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 27 (เล่ม 86)

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็น
ปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
[๑๑๕๓] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม
พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออก
จากผลแล้ว กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม
พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๓. ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ
ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ
[๑๑๕๔] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีที่สัมปยุตด้วยทุกข-
เวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
[๑๑๕๕] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 28 (เล่ม 86)

มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว การทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
ย่อมพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากมรรค
ออกจากผล แล้วการทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อม
พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๓. ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุต
ด้วยอทุกขมสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว
ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิบดีที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
[๑๑๕๖] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
ย่อมพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.
๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา, ออกจากมรรค,
ออกจากผลแล้ว กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม
พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 29 (เล่ม 86)

๓. ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ
ทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ.
๔. อนันตรปัจจัย
[๑๑๕๗] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็น
ปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของ
อนันตรปัจจัย.
๒. อนุโลมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน.
๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค.
๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค.
๖. มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล.
๗. ผล เป็นปัจจัยแก่ผล.
๘. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๙. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 30 (เล่ม 86)

[๑๑๕๘] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. จุติจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อุปบัติจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๒. ภวังคจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิต
ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๓. สุขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนธาตุ ด้วย
อำนาจของอนันตรปัจจัย.
๔. วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่กิริยามโนวิญญาณธาตุ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๕. ภวังคจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ภวังคจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๖. กุศลและอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
วุฏฐานะที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
๗. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ, ผลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วย
อำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๑๑๕๙] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็น
ปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของ
อนันตรปัจจัย.

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 31 (เล่ม 86)

[๑๑๖๐] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. ทุกขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนธาตุ
ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๒. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๑๑๖๑] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตร-
ปัจจัย
คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วย
อำนาจของอนันตรปัจจัย.
๒. อนุโลมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่โคตรภู
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๓. อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน.
๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค.
๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค.
๖. มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล.
๗. ผลเป็นปัจจัยแก่ผล.
๘. อนุโลมเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 32 (เล่ม 86)

๙. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ของพระอริยบุคคลผู้ออกจากนิโรธ
เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตร-
ปัจจัย.
๑๐. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่
วุฏฐานะที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๑๑๖๒] ๖. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. จุติจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อุปบัติ-
จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๒. อาวัชชนจิต เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุข-
เวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๓. วิบากมโนธาตุ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๔. ภวังคจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ภวังค-
จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๕. กุศลและอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่วุฏฐานะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.
๖. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๗. ผล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๘. เนวสัญญานาสัญญายตนะของพระอริยบุคคลผู้ออกจากนิโรธ
เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

32