พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 271 (เล่ม 85)

จนถึงอาเสวนปัจจัย พึงทราบความเหมือนกันของคำนั้น กับคำว่า
นอญฺญมญฺญปจฺจยา สหชาเต เอกฺ เพราะนอัญญมัญญปัจจัย ในสหชาต-
ปัจจัย มี ๑ วาระ ใด ที่ท่านเขียนไว้ในภาษาสิงหลว่า พระอาจารย์ย่อม
รวมเอาซึ่งปัจจัย ๕ ใน นกัมมปัจจัย ที่คำนวณแล้ว พึงทราบใจความ
แห่งคำนั้นดังนี้ ปัจจัย ๕ เริ่มต้นแต่ นเหตุปัจจัย อันท่านแสดงไว้อย่าง
นี้ว่า บัณฑิตย่อมได้วิสัชนาข้อหนึ่งในสหชาตปัจจัย ที่ต่อกับนกัมมปัจจัย
อย่างนี้ว่า นกมฺมปจฺจยา ดังนี้ ย่อมได้โดยอนุโลม ปัจจัยอื่นไม่ได้ ใน
ฐานอื่นที่เป็นแบบนี้ บัณฑิตไม่ควรถือเอาพยัญชนะ ควรถือเอาเฉพาะเนื้อ
ความที่ประสงค์เท่านั้น. จริงอยู่ พยัญชนะเช่นนั้นพระโบราณาจารย์เขียน
ไว้เป็นภาษาสันสกฤต เพื่อร้อยกรองตามความทรงจำของตน.
อีกอย่างหนึ่ง แม้ในบรรดาปัจจยุบบันธรรมในปัจจนียานุโลมนี้
อัตถิธรรม (อัตถิปัจจัย) ย่อมได้กัมมปัจจัย แต่ไม่ได้อินทริยปัจจัย. อัตถิ-
ธรรมนั้นพึงทราบด้วยอำนาจ รูปชีวิตินทรีย์ในอสัญญสัตว์ และใน
ปวัตติกาลในปัญจโวการภพ อัตถิธรรมที่ได้มัคคปัจจัยแต่ไม่ได้เหตุปัจจัย
อัตถิธรรมนั้น พึงทราบด้วยอำนาจโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจและอุทธัจจ-
สัมปยุตตจิต อัตถิธรรมที่ได้ฌานปัจจัยแต่ไม่ได้มัคคปัจจัย อัตถิธรรมนั้น
พึงทราบด้วยอำนาจมโนธาตุและอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ. บรรดาความใน
อัตถิปัจจัยนั้น กัมมชรูปย่อมได้กัมมปัจจัย ด้วยอำนาจนานักขณิกกัมมปัจจัย
เท่านั้น. ในปัจจัยเหล่านั้น รูปธรรมย่อมไม่ได้เหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย
วิปากปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย. ปัจจัยที่เข้าได้ทุกที่
ไม่มีปัจจนียะ ในอเหตุกจิตไม่มีอธิปติปัจจัยแล. ในอธิการนี้ บัณฑิตพึง
ทราบวาระแห่งการคำนวณด้วยอำนาจปกิณกะ แม้เหล่านี้โดยไม่งมงาย.

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 272 (เล่ม 85)

ในข้อนั้นมีนัยดังต่อไปนี้ อเหตุกโมหะ และอเหตุกวิบาก และกิริยา
เท่านั้น เป็นปัจจยุบบันธรรมในพระบาลีนี้ว่า นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ เทฺว
เพราะนเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๒ วาระ คำว่า มี ๒ วาระ
ในอธิการนี้ท่านจึงหมายเอา อกุศลกับอกุศล อัพยากตะกับอัพยากตะ.
แม้ในคำที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนในอาเสวนปัจจัยย่อมไม่ได้วิบาก
และกิริยามโนธาตุ เพราะฉะนั้นในที่นี้ คำว่า อพฺยากเตนาพฺพากตํ บัณฑิต
พึงทราบด้วยอำนาจอเหตุกมโนวิญญาณธาตุฝ่ายกิริยา. สองบทว่า วิปาเก
เอกํ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ คืออัพยากตะกับอัพยากตะนั่นเอง. คำว่า
มคฺเค เอกํ คืออกุศลกับอกุศล. คำว่า เหตุยา ปญฺจ ในเหตุปัจจัย มี ๕
วาระ ในอารัมมณมูลกนัย ท่านกล่าวหมายเอารูปเท่านั้น. จริงอยู่ รูปนั้น
ย่อมเกิดเพราะอาศัยส่วน ๕ คือ กุศล อกุศล อัพยากตะ กุศลกับอัพยากตะ
และอกุศลกับอัพยากตะ. แม้ในปัญจกะทั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน. สองบทว่า
อญฺญมญฺเญ เอกํ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ท่านกล่าวหมายเอา
มหาภูตรูปและวัตถุรูป. จริงอยู่ รูปเหล่านั้นย่อมเกิดเพราะนอารัมมณ-
ปัจจัย เพราะอัญญมัญญปัจจัย. แม้ใน ติมูลกนัย ก็มีนัยอย่างนี้
เหมือนกัน.
คำว่า เหตุยา นว ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ ในนาธิปติมูลกนัย
ท่านกล่าวไว้แล้วในเหตุปัจจัยตอนุโลมนัย. แม้คำว่า ตีณิ=๓ เป็นต้น
ก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าวแล้วในอนุโลมนัยในหนหลัง. ใน ติมูลกนัย คำว่า
เทฺว=๒ วาระ เหมือนกับที่กล่าวไว้แล้ว ใน นเหตุปัจจัยมูละ อารัมมณ-
ปัจจยมูลี ในหนหลัง. ใน นปุเรชาตมูลกนัย คำว่า เหตุยา สตฺต
ในเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในนปุเรชาต-

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 273 (เล่ม 85)

ปัจจัยในหนหลัง โดยนัยมีอาทิว่า อารุปฺเป กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ
(ขันธ์ ๓ อาศัยกุศลขันธ์ ๑ ในอรูปภูมิ). แม้ในสัตตกะทั้งปวงก็นัยนี้. ใน
นกัมมมูลกนัย คำว่า เหตุยา ตีณิ ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ เป็นต้น
เจตนาเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน เพราะฉะนั้น คำว่า ๓ วาระ ท่านจึงกล่าว
หมายเอาการเกิดขึ้นเพราะอาศัย กุศล อกุศล แลอัพยากตะ. โดยนัยนี้
บัณฑิตพึงทราบการนับจำนวนวาระในอาคตสถาน (ที่มา) ว่า ๑, ๒, ๓,
๕, ๗, ๙ ส่วนการนับจำนวนอีก ๓ ว่า ๔, ๖, ๘ เหล่านี้ ไม่มีเลย.
อรรถกาถาปัจจยปัจจนียานุโลมนัย จบ
วรรณนาเนื้อความแห่งปฏิจจวาระ จบ

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 274 (เล่ม 85)

๒. สหชาตวาระ
ปัจจยานุโลมนัย
[๒๓๖] ๑. กุศลธรรมเกิดร่วมกับกุศลธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุ-
ปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล, ขันธ์ ๑ เกิดร่วมกับ
ขันธ์ ๓. ขันธ์ ๒ เกิดร่วมกับขันธ์ ๒.
๒. อัพยากตธรรมเกิดร่วมกับกุศลธรรม เกิดขึ้นเพราะ
เหตุปัจจัย
คือ จิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นกุศล.
๓. กุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดร่วมกับกุศลธรรม
เกเดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล,
ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๓, ขันธ์ ๒ และจิตต-
สมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๒.
[๒๓๗] ๔. อกุศลธรรม เกิดร่วมกับอกุศลธรรม เกิดขึ้นเพราะ
เหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล, ขันธ์ ๑ เกิดร่วม
กับขันธ์ ๓, ขันธ์ ๒ เกิดร่วมกับขันธ์ ๒.
๕. อัพยากตธรรม เกิดร่วมกับอกุศลธรรม เกิดขึ้นเพราะ
เหตุปัจจัย

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 275 (เล่ม 85)

คือ จิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอกุศล.
๖. อกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดร่วมกับอกุศลธรรม
เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่เป็น
อกุศล, ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๓, ขันธ์ ๒
และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๒.
[๒๓๘] ๗. อัพยากตธรรมเกิดร่วมกับอัพยากตธรรม เกิดขึ้นเพราะ
เหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่เป็น
อัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา, ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิด
ร่วมกับขันธ์ ๓, ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๒.
ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่
เป็นอัพยากตวิบาก, ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๓, ขันธ์
๒ และกฏัตตารูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๒, หทยวัตถุเกิดร่วมกับขันธ์ทั้งหลาย,
ขันธ์ทั้งหลายเกิดร่วมกับหทยวัตถุ.
มหาภูตรูป ๓ เกิดร่วมกับมหาภูตรูป ๑, มหาภูตรูป ๑ เกิดร่วมกับ
มหาภูตรูป ๓, มหาภูตรูป ๒ เกิดร่วมกับมหาภูตรูป ๒, จิตตสมุฏฐานรูป
และกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทารูป เกิดร่วมกับมหาภูตรูปทั้งหลาย.
[๒๓๙] ๘. อัพยากตธรรม เกิดร่วมกับกุศลธรรมและอัพยากต-
ธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 276 (เล่ม 85)

คือ จิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นกุศลและ
มหาภูตรูปทั้งหลาย.
๙. อัพยากตธรรม เกิดร่วมกับอกุศลธรรมและอัพยากต-
ธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
คือ จิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอกุศลและ
มหาภูตรูปทั้งหลาย.
พึงให้พิสดารเหมือนอย่างในปฏิจจวาระ.
การนับวาระในอนุโลมแห่งสหชาตวาระ
[๒๔๐] ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ... ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ
ในอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตร-
ปัจจัย มี ๓ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย
มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัยมี ๓ วาระ
ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมม-
ปัจจัย มี ๙ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๙
วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๙ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๙ วาระ ใน
มัคคปัจจัย มี ๙ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย
มี ๙ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ใน
วิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
ปัจจยานุโลมนัย จบ
พึงนับวาระ เหมือนกับนับวาระในปฏิจจวาระ.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 277 (เล่ม 85)

ปัจจยปัจจนียนัย
[๒๔๑] อกุศลธรรม เกิดร่วมกับอกุศลธรรม เกิดขึ้นเพราะ
นเหตุปัจจัย
คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เกิดร่วม
กับขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ.
[๒๔๒] อัพยากตธรรม เกิดร่วมกับอัพยากตธรรม เกิดขึ้นเพราะ
นเหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๑ ที่เป็น
อัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา, ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วม
กับขันธ์ ๓, ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๒.
ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๑
ที่เป็นอัพยากตวิบาก, ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๓,
ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป เกิดร่วมกับขันธ์ ๒, หทยวัตถุ เกิดร่วมกับขันธ์
ทั้งหลาย, ขันธ์ทั้งหลายเกิดร่วมกับหทยวัตถุ.
มหาภูตรูป ๓ เกิดร่วมกับมหาภูตรูป ๑, มหาภูตรูป ๑ เกิดร่วมกับ
มหาภูตรูป ๓, มหาภูตรูป ๒ เกิดร่วมกับมหาภูตรูป ๒, จิตตสมุฏฐานรูป
และกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทารูป พาหิรรูป อาหารสมุฏฐานรูป อุตุสมุฏ-
ฐานรูป เกิดร่วมกับมหาภูตรูปทั้งหลาย.
สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๓ เกิดร่วมกับมหาภูตรูป ๑
ฯลฯ กฏัตตารูปที่เป็นอุปาทารูป เกิดร่วมกับมหาภูตรูปทั้งหลาย.
พึงให้พิสดารเหมือนอย่างในปฏิจจวาระ.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 278 (เล่ม 85)

การนับวาระในปัจจนียะแห่งสหชาตวาระ
[๒๔๓] ในนเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ...ในนอารัมมณปัจจัย มี ๕ วาระ
ในนอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอนันตรปัจจัย มี ๕ วาระ ใน
นสมนันตรปัจจัย มี ๕ วาระ ในนอัญญมัญญปัจจัย มี ๕ วาระ ใน
นอุปนิสสยปัจจัย มี ๕ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ ใน
นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ ใน
นกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอาหารปัจจัย
มี ๑ วาระ ในนอินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๑ วาระ
ในนมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในนสัมปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ ใน
นวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในโนนัตถิปัจจัย มี ๕ วาระ ในโนวิตต-
ปัจจัย มี ๕ วาระ.
ปัจจยปัจจนียนัย จบ
ปัจจยานุโลมปัจจนียนัย
การนับวาระในอนุโลมปัจจนียะแห่งสหชาตวาระ
[๒๔๔] เพราะเหตุปัจจัย ในนอารัมมณปัจจัย มี ๕ วาระ... ใน
ในนอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอนันตรปัจจัย มี ๕ วาระ ใน
นสมนันตรปัจจัย มี ๕ วาระ ในนอัญญมัญญปัจจัย มี ๕ วาระ ใน
นอุปนิสสยปัจจัย มี ๕ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ ใน
นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ ใน
นกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๙ วาระ ในนสัมปยุตต-

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 279 (เล่ม 85)

ปัจจัย มี ๕ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในโนนัตถิปัจจัย
มี ๕ วาระ ในโนวิคตปัจจัย มี ๕ วาระ.
ปัจจยานุโลมปัจจนียนัย จบ
ปัจจัยปัจจนียานุโลมนัย
การนับวาระในปัจจนียานุโลมแห่งสหชาตวาระ
[๒๔๕] เพราะนเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๒ วาระ... ใน
อนันตรปัจจัย มี ๒ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๒ วาระ ในสหชาต-
ปัจจัย มี ๒ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๒ วาระ ในนิสสยปัจจัย
มี ๒ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ
ในอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในวิปากปัจจัย
มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๒ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๒ วาระ
ในฌานปัจจัย มี ๒ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตต-
ปัจจัย มี ๒วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๒
วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๒ วาระ ในวิคตปัจจัยมี ๒ วาระ ในอวิคต-
ปัจจัย มี ๒ วาระ.
ปัจจัยปัจจนียานุโลมนัย จบ
สหชาตวาระ จบ
ข้อความในสหชาตวาระ เหมือนข้อความในปฏิจจวาระ.
ข้อความในปฏิจจวาระ เหมือนข้อความในสหชาตวาระ.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 280 (เล่ม 85)

อรรถกถาสหชาตวาระ
พึงทราบวินิจฉัย ใน สหชาตวาระ ต่อไป:-
คำว่า กุสลํ ธมฺมํ สหชาโต เกิดร่วมกับกุศลธรรม คือ เพราะ
อาศัยกุศลธรรม จึงเกิดร่วมกันกับกุศลธรรมนั้น คำที่เหลือในสหชาต-
วาระนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในปฏิจจวาระ. ก็ในอวสานแห่ง
ปฏิจจวาระท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า อรรถแห่ง สหชาต ศัพท์ ชื่อว่าเป็น
อรรถแห่ง ปฏิจฺจ ศัพท์ อรรถแห่ง ปฏิจฺจ ศัพท์ ชื่อว่าเป็นอรรถแห่ง
สหชาต ศัพท์ ดังนี้ เพื่อแสดงว่าวาระทั้งสองนี้ ว่าโดยเนื้อความแล้ว
ไม่มีข้อแตกต่างกัน. จริงอยู่ โดยใจความแล้ว วาระทั้งสองนี้ไม่มีข้อ
แตกต่างกันเลย ถึงอย่างนั้นท่านก็กล่าวไว้เพื่อกำหนดความหมายของกัน
และกัน จริงอยู่ ในคำว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อาศัยจักขุและรูป
เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ว่า ปัจจยุบบันธรรมย่อมเกิดเพราะอาศัยจักขุและรูป
(จักขุปสาท กับรูปปารมณ์) แม้ที่ไม่ได้เกิดพร้อมกัน. ก็อุปาทายรูป แม้
ที่เกิดพร้อมกันก็หาเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปได้ไม่ วาระทั้งสองนี้ ท่าน
กล่าวไว้เพื่อกำหนดความเป็นสหชาตโดยปฏิจจวาระ และภาวะที่ปัจจัย
ซึ่งท่านกล่าวว่า ปฏิจฺจ เป็นสหชาตะ โดยสหชาตวาระ.
อีกอย่างหนึ่ง วาระทั้งสองนี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจเทศนาวิลาสะ
ตามอัธยาศัยของเหล่าสัตว์ผู้จะหยั่งรู้โดยประการนั้น และด้วยอำนาจความ
รู้แตกฉานในนิรุตติปฏิสัมภิทา.
จบอรรถกถาสหชาตวาระ

280