พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 71 (เล่ม 85)

[๑๑] ปุเรชาตปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดก่อน
กล่าวคือ
๑. จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๒. โสตายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับโสตวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๓. ฆานายตนะ ก็เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับฆานวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๔. ชิวหายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับชิวหาวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๕. ฆายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับกายวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๖. รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบจักขุวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 72 (เล่ม 85)

๙. สัททายตนะ ก็เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับโสตวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๘. คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับฆานวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๙. รสายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และแก่ธรรม
ทั้งหลายที่ประกอบกับชิวหาวิญญาณธาตุนั่น ด้วยอำนาจของปุเรชาต-
ปัจจัย
๑๐. โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และแก่
ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับกายวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเร-
ชาตปัจจัย
๑๑. รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏ-
ฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
๑๒. มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ อาศัยรูปใดเป็นไป รูป
นั้นเห็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุ
นั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย, เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ
และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจ
ของปุเรชาตปัจจัย ในกาลบางคราว ไม่เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจ
ของปุเรชาตปัจจัย ในกาลบางคราว.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 73 (เล่ม 85)

วรรณนานิทเทสแห่งปุเรชาตปัจจัย
ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน ปุเรชาตปัจจัยนิทเทส ต่อไป.
ชื่อว่า ปุเรชาตะ ในคำว่า ปุเรชาตปจฺจโย นี้ เป็นปัจจัยแก่
ธรรมใด ต้องเกิดก่อนกว่าธรรมนั้น คือล่วงเลยอุปาทขณะไปถึงฐิติ-
ขณะแล้ว.
คำว่า จกฺขฺวายตนํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจ
วัตถุปุเรชาตปัจจัย. คำว่า รูปายตนํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ด้วยอำนาจอารัมมณปุเรชาตปัจจัย. คำว่า กิญฺจิ กาลํ ปุเรชาตปจฺจเยน
(บางคราวเป็นปัจจัยด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย) พระองค์ตรัสหมายถึง
ปวัตติกาล. คำว่า กิญฺจิ กาลํ น ปุเรชาตปจฺจเยน (บางคราวก็ไม่เป็น
ปัจจัยด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย) ตรัสหมายเอาปฏิสนธิกาล. บาลีนี้มา
แล้วด้วยอำนาจวัตถุและอารมณ์ในปัญจทวารทั้งหมด ไม่ได้มาด้วยอำนาจ
วัตถุในมโนทวาร. แต่ในปัญหาวาระ ได้อารัมมณปุเรชาตปัจจัยแม้ใน
มโนทวารด้วย เพราะบาลีมาแล้วว่า พระเสกขะหรือปุถุชน ย่อมเห็น
แจ้งซึ่งจักษุอันเป็นอารมณ์ที่เกิดก่อน โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา. ส่วนในที่นี้ ทรงแสดงเทศนาด้วยอำนาจธรรมที่มีส่วนเหลือ.
พรรณนาบาลีในปุเรชาตปัจจัยนิทเทสเพียงเท่านี้.
ก็ปุเรชาตปัจจัยนี้ มีแต่รูปล้วน ๆ. ก็แลรูปนั้น ได้แก่รูปรูป๑ ๑๘
เท่านั้น (รูปที่แตกสลายเพราะปัจจัยที่เป็นข้าศึก มีเย็น ร้อน เป็นต้น )
ที่เลยอุปาทขณะแล้วถึงฐิติขณะ. รูปทั้งหมดมี ๒ อย่าง คือเป็นวัตถุ-
๑. รูปรูป หมายถึง นิปผันนรูป ๑๘.

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 74 (เล่ม 85)

ปุเรชาตปัจจัย และอารัมมณปุเรชาตปัจจัย. ในสองอย่างนั้น รูปนี้คือ
จักขายตนะ ฯ ล ฯ กายายตนะ วัตถุรูป ชื่อว่า วัตถุปุเรชาตะ รูปที่
เหลือ ๑๒ ทั้งที่มาและไม่ได้มาในบาลี คือ สี เสียง กลิ่น รส ธาตุ ๔
อินทรีย์ ๓ (คือ ภาวรูป ๒ ชิวิตรูป ๑) กพฬีการาหาร ๑ ชื่อว่า
อารัมมณปุเรชาตะ. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนกโดยประการ
ต่าง ๆ ในปุเรชาตปัจจัยนี้ ดังพรรณนามาแล้ว
ก็ในปุเรชาตปัจจัยซึ่งจำแนกได้ดังที่ข้าพเจ้าแสดงมาแล้วนี้ จักขา-
ยตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณจิต ๒ ดวง ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
อายตนะ ๔ นอกจากนี้ก็เหมือนกัน คือเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่โสตวิญญาณจิต
๒ ดวง เป็นต้น. วัตถุรูปเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จิตและเจตสิก ทั้งที่เป็น
กุศล อกุศล และอัพยากตะ อันเป็นไปในภูมิ ๔ ทั้งหมดที่เหลือ เว้น
ทวิปัญจวิญญาณจิต และอรูปวิบาก ๔ ก็อารมณ์ ๕ มีรูปเป็นต้น เป็น
ปุเรชาตปัจจัยโดยส่วนเดียว แก่ทวิปัญจวิญญาณจิตด้วย และแก่มโนธาตุ
๓ ด้วย. ก็รูปรูปทั้ง ๑๘ อย่างนั้น เป็นปุเรชาตปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวด
เหล่านี้ คือ กามาวจรกุศล อภิญญากุศลที่เกิดจากรูปาวจร อกุศล กามา-
วจรวิบากที่เกิดขึ้นโดยเป็นตทารัมมณะ กามาวจรกิริยา และอภิญญากิริยา
ที่เกิดจากรูปาวจร. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยแม้โดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบัน
ในปุเรชาตปัจจัยนี้ อย่างนี้แล.
วรรณนานิทเทสแห่งปุเรชาตปัจจัย จบ

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 75 (เล่ม 85)

[๑๒] ปัจฉาชาตปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิด
ภายหลัง กล่าวคือ
จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิด
ก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งปัจฉาชาตปัจจัย
ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน ปัจฉาชาตปัจจัยนิทเทส ต่อไป.
บทว่า ปจฺฉาชาตา ความว่า ธรรมที่เกิดภายหลังจะเป็นปัจจัยแก่
กายใด จะต้องเกิดขึ้น ในเมื่อกายนั้นเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่. บทว่า ปุเรชา-
ตสฺส คือ เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดก่อนกว่า อุปาทขณะของปัจจัยธรรม
เหล่านั้นล่วงเลยขณะเกิดไปถึงขณะตั้งอยู่. สองบทว่า อิมสฺส กายสฺส
คือ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ กล่าวคือมหาภูตรูปและอุปาทายรูป ที่เกิดจาก
สมุฏฐาน ๔ และสมุฏฐาน ๓. ก็ในข้อนี้ คำว่า กายที่เกิดจากสมุฏฐาน ๓
ผู้ศึกษาพึงทราบกายแห่งพรหมปาริสัชชา เป็นต้น เพราะไม่มีอาหารเป็น
สมุฏฐาน. นี้เป็นการอธิบายบาลีในอธิการนี้.
ก็ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย นี้ ว่าโดยสังเขป ได้แก่ อรูปขันธ์ใน ๔
ภูมิที่เหลือ เว้นอรูปวิบาก. ปัจฉาชาตปัจจัยนั้น ว่าด้วยอำนาจแห่งชาติ
มี ๔ ชาติ โดยแจกเป็นกุศล อกุศล วิบาก และกิริยา. ผู้ศึกษาพึงทราบ
วินิจฉัยโดยการจำแนกด้วยประการต่าง ๆ ในปัจฉาชาตปัจจัยนี้ ดังแสดง
มาแล้ว.
ในปัจฉาชาตปัจจัยที่จำแนกได้ ดังข้าพเจ้าได้แสดงมาแล้วนี้ กุศล
ที่เกิดขึ้นในภูมิ ๔ และอกุศลในปัญจโวการภพ เป็นปัจฉาชาตปัจจัยแก่

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 76 (เล่ม 85)

รูปกายที่มีสมุฏฐาน ๔ และสมุฏฐาน ๓ อันล่วงเลยอุปาทขณะ มาถึง
ฐิติขณะ. แม้ในฝ่ายวิบาก กามาวจรวิบาก และรูปาวจรวิบากที่เหลือ
เว้นวิบากที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ เป็นปัจฉาชาตปัจจัยโดยส่วนเดียวแก่รูปที่มี
สมุฏฐาน ๔ และสมุฏฐาน ๓ นั้นเอง. แม้โลกุตตรวิบากที่เกิดขึ้นใน
ปัญจโวการภพ ก็เป็นปัจฉาชาตปัจจัยแก่รูปกายนั้นเหมือนกัน. กิริยาจิต
ที่เป็นไปในภูมิ ๓ เฉพาะที่เกิดขึ้นในปัญจโวการภพเท่านั้น เป็นปัจฉา-
ชาตปัจจัยแก่กาย มีประการดังกล่าวแล้ว. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยแม้โดย
ธรรมที่เป็นปัจจัยยุบบันในปัจฉาชาตปัจจัยนี้ ดังพรรณนามาแล้วแล.
วรรณนานิทเทสแห่งปัจฉาชาตปัจจัย จบ
[๑๓] อาเสวนปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเสพบ่อยๆ
กล่าวคือ
๑. กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย
๒. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย
๓. กิริยาพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่
กิริยาพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอาเสวน-
ปัจจัย.

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 77 (เล่ม 85)

วรรณนานิทเทสแห่งอาเสวนปัจจัย
ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน อาเสวนปัจจัยนิทเทส ต่อไป.
ในนัยทั้งหมดว่า ปุริมา ปุริมา ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ได้แก่ ธรรม
ที่ดับไปโดยลำดับด้วยดี.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไรในอธิการนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรง
ทำนิทเทสพร้อมกัน ธรรมที่มีชาติแตกต่างกัน โดยนัยเป็นต้น ว่ากุศลธรรม
ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรมที่เกิดหลัง ๆ เหมือนในอนันตร-
ปัจจัยเล่า.
ตอบว่า เพราะธรรมทั้งหลายไม่สามารถให้ธรรมเหล่าอื่น ถือเอา
คติของตนได้. จริงอยู่ ธรรมที่มีชาติแตกต่างกัน โดยนัยเป็นต้นว่า กุศลธรรม
แตกต่างกัน สำเร็จความเป็นธรรมคล่องแคล่ว และมีกำลังด้วยคุณ คือ
อาเสวนะ ย่อมไม่อาจให้ธรรมเหล่านั้นถือเอาคติของตน กล่าวคือ ความ
เป็นกุศลเป็นต้นได้. เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาค-
เจ้าไม่ทรงทำนิทเทสพร้อมกับธรรมที่มีชาติต่างกันเหล่านั้น ทรงทำนิทเทส
ร่วมกับธรรมที่มีชาติเหมือนกัน กับธรรมที่สามารถให้ธรรมอื่นถือเอาคติ
ของตน กล่าวคือ ความเป็นกุศลเป็นต้น ที่พิเศษออกไปโดยภาวะที่มี
กำลังมากกว่า คล่องแคล่วกว่า เพราะอาเสวนะ กล่าวคือการสั่งสม
เอาไว้.
ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรจึงไม่ทรงถือเอาวิปากา-
พยากตะด้วยเล่า.
ตอบว่า เพราะไม่มีอาเสวนะ.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 78 (เล่ม 85)

จริงอยู่ วิบากคือภาวะที่สุกงอม ด้วยอำนาจแห่งกรรม เป็น
สภาพที่ถูกกรรมทำให้แปรปรวนไป ย่อมเป็นไปอย่างไร้ความพยายาม
(ในการให้ผล) และขาดกำลัง วิบากนั้น จึงไม่สามารถให้วิบากอื่น
ถือเอา คือรับเอาสภาพของตน แล้วเกิดขึ้นด้วยคุณ คืออาเสวนะได้
ทั้งวิบากถูกกำลังกรรมซัดไป ย่อมเกิดขึ้นประหนึ่งว่าตกไป เพราะเหตุ
นั้นในวิบากทั้งหมดจึงไม่มีอาเสวนะ เพราะข้อที่วิบากไม่มีอาเสวนะ
ดังกล่าวมาแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงถือเอา (ในอธิการแห่ง
อาเสวนปัจจัยนี้).
ก็วิบากนี้ แม้จะเกิดในลำดับแห่งกุศล อกุศล และกิริยา ก็ย่อม
ไม่ได้รับคุณ คืออาเสวนะ เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยกรรม เพราะ-
ฉะนั้น ธรรมมีกุศลเป็นต้น จึงไม่เป็นอาเสวนปัจจัย แก่วิบากนั้น. อีกอย่าง
หนึ่ง ที่กุศลเป็นต้นเหล่านี้ ไม่เป็นอาเสวนปัจจัยแก่วิบาก เพราะมีชาติ
ต่างกันก็ได้. ก็เมื่อว่าโดยภูมิ หรืออารมณ์แล้ว ธรรมทั้งหลายชื่อว่ามี
ชาติต่างกันย่อมไม่มี. เพราะฉะนั้น กามาวจรกุศลและกิริยา จึงเป็น
อาเสวนปัจจัยแก่มหัคคตกุศล และมหัคคตกิริยา และอนุโลมกุศล ซึ่งมี
สังขารเป็นอารมณ์ และแก่โคตรภูกุศลที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้ พรรณนา
บาลีในนิทเทสแห่งอาเสวนปัจจัยเท่านี้ก่อน.
ก็อาเสวนปัจจัยนี้ โดยชาติมี ๓ เท่านั้น คือ กุศล อกุศล กิริยา-
พยากตะ. ใน ๓ อย่างนั้น กุศลว่าโดยภูมิมี ๓ ภูมิ คือกามาวจร
รูปาวจร อรูปาวจร. อกุศลเป็นกามาวจรเท่านั้น. กิริยาพยากตะมี ๓ ภูมิ
คือกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร. ชื่อว่า อาเสวนปัจจัยที่เป็นโลกุตตระ

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 79 (เล่ม 85)

ย่อมไม่มี. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนกโดยประการต่าง ๆ ใน
อาเสวนปัจจัยนี้ดังกล่าวมาแล้ว.
ก็ในอาเสวนปัจจัย ที่จำแนกได้ดังกล่าวมานี้ กามาวจรกุศลเป็น
อาเสวนปัจจัยแก่กามาวจรกุศลที่เกิดในลำดับแห่งตน. ในอาเสวนปัจจัย
กามาวจรกุศลที่เป็นญาณสัมปยุต เป็นอาเสวนปัจจัยแก่หมวดธรรม
เหล่านี้ คือรูปาวจรกุศีล อรูปาวจรกุศล โลกุตตรกุศล ซึ่งมีเวทนาเหมือน
กันกับตน. ส่วนรูปาวจรกุศลเป็นอาเสวนปัจจัยเฉพาะแก่รูปาวจรกุศล
เท่านั้น. อรูปาวจรกุศลเป็นอาเสวนปัจจัยแก่อรูปาวจรกุศลเท่านั้น.
อกุศลเป็นอาเสวนปัจจัยแก่อกุศลเท่านั้นเหมือนกัน.
ฝ่ายกิริยาธรรม กล่าวคือกามาวจรกิริยา เป็นอาเสวนปัจจัยแก่
กามาวจรกิริยาก่อน. ธรรมกล่าวคือกามาวจรกิริยาใด เป็นญาณสัมปยุต
ธรรมนั้นเป็นอาเสวนปัจจัยแก่หมวดธรรมเหล่านี้คือ รูปาวจรกิริยา อรูปา-
วจรกิริยาที่มีเวทนาเหมือนกับตน. รูปาวจรกิริยาเป็นอาเสวนปัจจัยแก่
รูปาวจรกิริยาเท่านั้น. อรูปาวจรกิริยาเป็นอาเสวนปัจจัยแก่อรูปาวจร-
กิริยาเท่านั้น. ส่วนวิบากจะเป็นอาเสวนปัจจัยแก่ธรรมอย่างหนึ่ง หรือ
ธรรมอะไรจะเป็นอาเสวนปัจจัยแก่วิบากย่อมไม่มี ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย
แม้โดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบันในอาเสวนปัจจัยนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้.
วรรณนานิทเทสแห่งอาสเสวนปัจจัย จบ

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 80 (เล่ม 85)

[๑๔] กัมมปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการโดยความปรุงแต่งเพื่อ
ให้กิจต่าง ๆ สำเร็จลง กล่าวคือ
๑. กุศลธรรมและอกุศลกรรม ก็เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย
และกฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย
๒. สภาวธรรมคือเจตนาทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย
ที่ประกอบกับเจตนา และแก่รูปทั้งหลายที่มีเจตนา และธรรมทั้งหลาย
ที่ประกอบกับเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งกัมมปัจจัย
พึงทราบวินิจฉัยใน กัมมปัจจัยนิทเทส ต่อไป.
บทว่า กมฺมํ ได้แก่ เจตนาธรรม. สองบทว่า กฏตฺตา จ รูปานํ
แปลว่า รูปที่เกิดขึ้นเพราะถูกกรรมทำ (กรรมสร้าง). บทว่า กมฺมปจฺจเยน
ความว่า ด้วยอำนาจของนานากขณิกกัมมปัจจัย ที่สามารถให้ผลของตน
เกิดขึ้นได้ในที่สุดแห่งโกฏิกัป มิใช่น้อย.
จริงอยู่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ย่อมไม่ให้ผลในขณะที่ตน
เป็นไป ถ้าจะพึงให้ผล (ในขณะนั้น) ไซร้ คนทำกุศลกรรมที่เป็น
เหตุให้เข้าถึงเทวโลกอันใดไว้ ก็จะพึงกลายเป็นเทวดาในขณะนั้น
ทีเดียว ด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้น.
ก็กรรมนั้นที่บุคคลทำไว้ในขณะใด แม้จะไม่มีอยู่ในขณะอื่น
จากนั้น ย่อมยังผลให้เกิดขึ้นในกาลที่บุคคลพึงเข้าถึงปัจจุบัน หรือต่อ
จากนั้น ในเมื่อมีการประกอบพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือ เพราะเป็น
สภาพที่กรรมทำไว้เสร็จแล้ว เปรียบเหมือนการหัดทำศิลปะครั้งแรก

80