พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 51 (เล่ม 8)

เข้าไปบิณฑบาตยังชนบทกิฏาคีรี อุบาสกคนหนึ่ง ได้แลเห็นข้าพระพุทธเจ้า
กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ครั้นแล้วได้เข้าไปหาข้าพระพุทธ-
เจ้า กราบไหว้ข้าพระพุทธเจ้าแล้วถามว่า ท่านได้บิณฑะบ้างไหม ขอรับ
ข้าพระพุทธเจ้าตอบว่า ยังไม่ได้บิณฑะเลยผู้มีอายุ เขาพูดว่า นิมนต์ไปเรือน
ผมเถิด ขอรับ แล้วนำข้าพระพุทธเจ้าไปเรือนให้ฉันเเล้วถามว่า พระคุณ
เจ้าจักไปที่ไหน ขอรับ ข้าพระพุทธเจ้าตอบว่า จักไปพระนครสาวัตถี
เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาพูดว่า ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้นขอท่าน
จงกราบถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า
และขอจงกราบทูลตามถ้อยคำของกระผมอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วัดใน
ชนบทกิฏาคีรีเสื่อมถอย ภิกษุพวกพระอสัสชิและพระปุนัพพสุกะเป็นเจ้าถิ่น
ในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอประพฤติอนาจาร
เห็นปานนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง ....ประพฤติ
อนาจารมีอย่างต่างๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยว
นี้เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำสงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายก
ทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รัก ย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทราม
อยู่ครอง พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส พระ-
องค์ควรส่งภิกษุทั้งหลายไปสู่ชนบทกิฏาคีรี เพื่อวัดในชนบทกิฏาคีรีนี้ จะ
พึงตั้งมั่นอยู่ ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามาจากชนบทกิฏาคีรีนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
[๘๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ใน
เพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุ

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 52 (เล่ม 8)

ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ
ปุนัพพสุกะเป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรีเป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอ
ประพฤติอนาจารเห็นปานดังนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ผู้อื่นปลูก
บ้าง.... ประพฤติอนาจารมีอย่างต่าง ๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธา
เลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์
ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป
ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง ดังนี้ จริงหรือ?
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียน
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระ
ทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจ
ของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้ประพฤติ
อนาจารเห็นปานดังนี้ คือ ได้ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นปลูก
บ้าง ได้รดน้ำเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง, ได้เก็บดอกไม้เองบ้าง ได้
ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง, ได้ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรอง
บ้าง, ได้ทำมาลัยต่อกันเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง, ได้ทำมาลัยเรียงก้าน
เองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง, ได้ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำ
บ้าง, ได้ทำดอกไม้พุ่มเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง, ได้ทำดอกไม้เทริด
เองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง, ได้ทำดอกไม้พวงเองบ้างได้ใช้ให้ผู้อื่นทำ
บ้าง, ได้ทำดอกไม้แผงสำหรับประดับอกเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง,

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 53 (เล่ม 8)

พวกเธอได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง, ซึ่งมาลัยต่อกัน ได้นำ
ไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง, ซึ่งมาลัยเรียงก้าน ได้นำไปเองบ้าง
ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง, ซึ่งดอกไม้ช่อ ได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่น
นำไปบ้าง, ซึ่งดอกไม้พุ่ม ได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง,
ซึ่งดอกไม้เทริดได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง, ซึ่งดอกไม้พวง
ได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง, ซึ่งดอกไม้แผงสำหรับประดับอก
เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุมารีแห่งตระกูล เพื่อสะใภ้แห่งตระกูล
เพื่อกุลทาสี.
พวกเธอได้ฉันอาหารในภาชนะอันเดียวกันบ้าง, ได้ดื่มน้ำในขันใบ
เดียวกันบ้าง, ได้นั่งบนอาสนะอันเดียวกันบ้าง ได้นอนบนเตียงอันเดียว
กันบ้าง, ได้นอนร่วมเครื่องลาดอันเดียวกันบ้าง, ได้นอนคลุมผ้าห่มผืน
เดียวกันบ้าง, ได้นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ้าห่มร่วมกันบ้างกับกุลสตรี
กุลธิดา กุมารีแห่งตระกูลสะใภ้แห่งตระกูล กุลทาสีได้ฉันอาหารในเวลา
วิกาลบ้าง, ได้ดื่มน้ำเมาบ้าง, ได้ทัดทรงดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้
บ้าง, ได้ฟ้อนรำบ้าง, ได้ขับร้องบ้าง, ได้ประโคมบ้าง, ได้เต้นรำบ้าง,
ได้ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ได้ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง, ได้ประโคม
กับหญิงฟ้อนรำบ้าง, ได้เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง, ได้ฟ้อนรำกับหญิง
ขับร้องบ้าง, ได้ขับร้องกับหญิงขับร้องบ้าง, ได้ประโคมกับหญิงขับร้อง
บ้าง, ได้เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง, ได้ฟ้อนรำกับหญิงประโคมบ้าง, ได้
ขับร้องกับหญิงประโคมบ้าง, ได้ประโคมกับหญิงประโคมบ้าง, ได้เต้นรำ
กับหญิงประโคมบ้าง, ได้ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง, ได้ขับร้องกับหญิง
เต้นรำบ้าง, ได้ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง, ได้เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 54 (เล่ม 8)

ได้เล่นหมากรุกแถวละแปดตาบ้าง, ได้เล่นหมากรุกแถวละสิบตาบ้าง,
ได้เล่นหมากเก็บบ้าง, ได้เล่นชิงนางบ้าง, ได้เล่นหมากไหวบ้าง, ได้เล่น
โยนห่วงบ้าง, ได้เล่นไม้หึ่งบ้าง, ได้เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ บ้าง, ได้
เล่นสะกาบ้าง, ได้เล่นเป่าใบไม้บ้าง, ได้เล่นไถน้อย ๆ บ้าง, ได้เล่นหก
คะเมนบ้าง, ได้เล่นไม้กังหันบ้าง, ได้เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง, ได้เล่น
รถน้อย ๆ บ้าง, ได้เล่นธนูน้อย ๆ บ้าง, ได้เล่นเขียนทายบ้าง, ได้เล่นทายใจ
บ้าง, ได้เล่นเลียนคนพิการบ้าง, ได้หัดขี่ช้างบ้าง, ได้หัดขี่ม้าบ้าง, ได้
หัดขี่รถบ้าง, ได้หัดยิงธนูบ้าง, ได้หัดเพลงอาวุธบ้าง, ได้วิ่งผลัดช้างบ้าง,
ได้วิ่งผลัดม้าบ้าง, ได้วิ่งผลัดรถบ้าง, ได้วิ่งขับกันบ้าง, ได้วิ่งเปี้ยวกันบ้าง,
ได้ผิวปากบ้าง, ได้ปรบมือบ้าง, ได้ปล้ำกันบ้าง, ได้ชกมวยกันบ้าง,
ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถานที่เต้นรำแล้ว, ได้พูดกับหญิงฟ้อนรำอย่างนี้
ว่าน้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ ดังนี้บ้าง, ได้ให้การคำนับบ้าง ได้
ประพฤติอนาจารมีอย่างต่าง ๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส
แค่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อน ๆ
บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุ
เลวทรามอยู่ครองเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็น
ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส....ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา
รับสั่งกะพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่าไปเถิดสารีบุตรและโมคคัล-
ลานะพวกเธอไปถึงชนบทกิฏาคีรีแล้วจงทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวก
พระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรี เพราะภิกษุพวกนั้น
เป็นสัทธิวิหาริกของพวกเธอ

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 55 (เล่ม 8)

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า พวกข้าพระพุทธ
เจ้าจะทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจาก
ชนบทกิฏาคีรีได้ด้วยวิธีไร เพราะภิกษุพวกนั้นดุร้าย หยาบคาย พระ-
พุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตรและโมคคัลลานะ ถ้าเช่น
นั้นพวกเธอจงไปพร้อมด้วยภิกษุหลาย ๆ รูป
พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะกราบทูลสนองพระผู้มีพระภาค
เจ้า ว่าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า.
วิธีทำปัพพาชนียกรรม
[๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล
ปัพพาชนียกรรมพึงทำอย่างนี้ คือ พึงโจทภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ-
ปุนัพพสุกะก่อน ครั้นแล้วพึงให้พวกเธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้น
แล้ว ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถ-
กรรมวาจา ว่าดังนี้ :-
กรรมวาจาทำปัพพาชนียกรรม
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
อัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านี้ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล
มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของ
ภิกษุเหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุล
ทั้งหลายถูกภิกษุเหล่านี้ประทุษร้ายแล้วเขาได้เห็นอยู่ด้วย
เขาได้ยินอยู่ด้วย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว
สงฆ์พึงทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 56 (เล่ม 8)

ปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิ และ
พระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
อัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านี้เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล
มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของ
ภิกษุเหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และ
สกุลทั้งหลายถูกภิกษุเหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็น
อยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วยสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ
พวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรี ว่า
ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบท
กิฏาคีรี การทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและ
พระปุนัพพสะกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิ
และพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่
ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด
ท่านผู้นั้น พึงพูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า
ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพ
สุกะเหล่านี้ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลว
ทราม ความประพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขาได้
เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายถูกภิกษุ
เหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วยเขาได้ยินอยู่ด้วย

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 57 (เล่ม 8)

สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ
ปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิ
และพระปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี การทำ
ปัพพาชนียกรรมเเก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพ-
พสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ
ปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่ท่านผู้ใด
ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง
พูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอ
สงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
เหล่านี้ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม
ความเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้
ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายถูกภิกษุเหล่านี้ประทุษร้าย
แล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย สงฆ์ทำปัพพา
ชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จาก
ชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี การทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ
พวกพระอัสสชิ เเละพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า
ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ใน
ชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง
ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 58 (เล่ม 8)

ปัพพชนียกรรม สงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุพวกพระ
อัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุ
พวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏา
คีรี ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้
อย่างนี้.
ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด
หมวดที่ ๑
[๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑
ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๒
[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓
แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ
ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะ
อาบัติที่แสดงแล้ว ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี.

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 59 (เล่ม 8)

หมวดที่ ๓
[๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓
แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ
ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติ
แล้วทำ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี.
หมวดที่ ๔
[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓
แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ
ทำลับหลัง ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี.
หมวดที่ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น
อีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่สอบ
ถามก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี.

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 60 (เล่ม 8)

หมวดที่ ๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำ
ไม่ตามปฏิญาณ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น
อีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะ
ไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี.
หมวดที่ ๘
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น
อีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะ
อาบัติมิใช่เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล
เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี.
หมวดที่ ๙
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น
อีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะ

60