เหล่านั้นในภูมินั้น, บุคคลที่ถึงพร้อมด้วยปรินิพพานจิตก็ดี ปัจฉิมจิตของ
บุคคลที่ไม่มีวิตกและไม่มีวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใดก็ดี บุคคลที่
กำลังเข้าทุติยฌาน ตติยฌานอยู่ก็ดี ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
ของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว ใน
ในอุปปาทขณะแห่งจิตก็ดี บุคคลที่กำลังเข้าจตุตถฌานอยู่ก็ดี บุคคลที่
เกิดอยู่ในอสัญญสัตตภูมิก็ดี กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด และวจีสังขาร
ก็ไม่ใช่จักเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น.
ก็หรือว่า วจีสังขารไม่ใช่จักเกิดแก่บุคคลใดในภูมิใด, กาย-
สังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นในภูมินั้น ใช่ไหม ?
บุคคลที่กำลังเข้าทุติยฌาน ตติยฌานอยู่ก็ดี ในอุปปาทขณะแห่ง
ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ดี วจีสังขารไม่ใช่จักเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในภูมิ
นั้น แต่กายสังขารกำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น, บุคคลที่ถึง
พร้อมด้วยปรินิพพานจิตก็ดี ปัจฉิมจิตของบุคคลที่ไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร
จักเกิดในลำดับแห่งจิตใดก็ดี บุคคลที่กำลังเข้าทุติยฌาน ตติยฌานอยู่
ก็ดี ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว ในอุปปาทขณะแห่งจิตก็ดี บุคคลที่
กำลังเข้าจตุตถฌานอยู่ก็ดี บุคคลที่เกิดอยู่ในอสัญญสัตตภูมิก็ดี วจี-
สังขารไม่ใช่จักเกิด และกายสังขารก็ไม่กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นใน
ภูมินั้น.
จบ กายสังขารมูละ วจีสังขารมูลี