ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 378 (เล่ม 7)

ครั้งนั้น ความรำคาญ ความเดือนร้อน ได้มีแก่พระอาคันตุกะเหล่า
นั้น ว่า มิใช่ลาภของพวกเราหนอ ลาภของพวกเราไม่มีหนอ พวกเราได้ชั่ว
แล้วหนอ พวกเราไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะพวกเรายกภิกษุผู้บริสุทธิ์หาอาบัติ
มิได้เสีย เพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควร อาวุโสทั้งหลาย ผิฉะนั้น
พวกเราจงไปจัมปานครแล้วแสดงโทษที่ล่วงเกิน โดยความเป็นโทษล่วงเกิน
ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ต่อมาพระอาคันตุกะเหล่านั้น เก็บงำเสนาสนะ
ถือบาตรจีวรเดินไปทางจัมปานครบทจรไปโดยลำดับ ถึงจัมปานคร เข้าไปใน
พระพุทธสำนักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พุทธประเพณี
ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอา-
คันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปฏิสันถารแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ พวก
เธอเดินทางมามีความลำบากน้อยหรือ และพวกเธอมาแต่ไหน ?
อา. พวกข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนได้ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้ พระ
พุทธเจ้าข้า และพวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาไม่สู้ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า
วาสภคามตั้งอยู่ในกาสีชนบท พวกข้าพระพุทธเจ้ามาแต่วาสภคามนั้น พระ
พุทธเจ้าข้า.
ภ. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอใช่ไหมที่ยกภิกษุเจ้าอาวาสเสีย ?
อา. ใช่ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยกภิกษุเจ้าอาวาสเสีย เพราะเรื่องอะไร
เพราะเหตุอะไร ?
อา. เพราะเรื่องไม่สมควร เพราะเหตุไม่ควร พระพุทธเจ้าข้า.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 379 (เล่ม 7)

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติห้าม
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ
พวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่สมควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่
ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนพวกเธอจึงได้ยกภิกษุผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติเสีย
เพราะเรื่องไม่สมควร เพราะเหตุไม่สมควรเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น
ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส . . . ครั้น แล้วทรงทำ
ธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่บริสุทธิ์ไม่มี
อาบัติ อันภิกษุไม่พึงยกเสีย เพราะเรื่องไม่สมควร เพราะเหตุไรสมควร รูป
ใดยกเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ทันใดภิกษุเหล่านั้นลุกจากที่นั่ง ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าซบเศียรลงที่
พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า พระพุทธเจ้าข้า โทษที่ล่วงเกินได้ล่วงพวกข้าพระพุทธเจ้าผู้เขลา ผู้หลง
ไม่ฉลาด เพราะพวกข้าพระพุทธเจ้าได้ยกโทษภิกษุที่บริสุทธิ์ หาอาบัติมิได้เสีย
เพราะเรื่องไม่สมควร เพราะเหตุไม่สมควร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระ-
กรุณารับโทษที่ล่วงเกินของข้าพระพุทธเจ้าเหล่านั้น โดยความเป็นโทษล่วงเกิน
เพื่อความสำรวมต่อไป พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เอาเถิด โทษที่ล่วง
เกินได้ล่วงพวกเธอผู้เขลา ผู้หลง ไม่ฉลาด เพราะพวกเธอได้ยกภิกษุที่บริสุทธิ์
หาอาบัติมิได้เสีย เพราะเรื่องไม่สมควร เพราะเหตุไม่สมควร แต่เพราะพวก
เธอเห็นโทษล่วงเกิน โดยความเป็นโทษล่วงเกิน แล้วทำคืนตามธรรม เรา
รับโทษนั้นของพวกเธอละ แท้จริง ข้อที่ภิกษุเห็นโทษล่วงเกิน โดยความ
เป็นโทษล่วงเกิน แล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นั่นเป็นความ
เจริญในอารยะวินัย.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 380 (เล่ม 7)

อุกเขปนียกรรม
[๑๗๕] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายในเมืองจัมปา ทำกรรมเห็นปานนี้
คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม
ทำกรรมเป็นวรรคโดยธรรม ทำกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ทำกรรม
พร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ภิกษุรูปเดียวยกภิกษุรูปเดียวเสียบ้าง รูป
เดียวยกภิกษุ ๒ รูปเสียบ้าง รูปเดียวยกภิกษุหลายรูปเสียบ้าง รูปเดียวยกสงฆ์
เสียบ้าง ๒ รูปยกภิกษุรูปเดียวเสียบ้าง ๒ รูปยกภิกษุ ๒ รูปเสียบ้าง ๒
รูปยกภิกษุหลายรูปเสียบ้าง ๒ รูปยกสงฆ์เสียบ้าง หลายรูปยกภิกษุรูปเดียว
เสียบ้าง หลายรูปยกภิกษุ ๒ รูปเสียบ้าง หลายรูปยกภิกษุหลายรูปเสียบ้าง
หลายรูปยกสงฆ์เสียบ้าง สงฆ์ต่อสงฆ์ยกกันเสียบ้าง บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มัก
น้อย. . .ต่างก็เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายในเมืองจัมปา
จึงได้กระทำกรรมเห็นปานนี้เล่า คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม . . .
สงฆ์ต่อสงฆ์ยกกันเสียบ้าง แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ข่าวว่าภิกษุทั้งหลายในเมืองจัมปาทำกรรมเห็นปานนี้ คือทำกรรมเป็นวรรคโดย
ไม่เป็นธรรม สงฆ์ต่อสงฆ์ยกกันเสียบ้าง จริงหรือ ?
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน. . . ครั้นแล้ว ทรงธรรมีกถารับสั่ง
ก็ภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-
กรรมที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้
[๑๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยธรรมใช้ไม่ได้
และไม่ควรทำ.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 381 (เล่ม 7)

ถ้ากรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุรูปเดียวยกภิกษุรูปเดียวเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุรูปเดียวยกภิกษุ ๒ รูปเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุรูปเดียวยกภิกษุหลายรูปเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุรูปเดียวยกสงฆ์เสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุ ๒ รูปกภิกษุรูปเดียวเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ. .
ภิกษุ ๒ รูปยกภิกษุ ๒ รูปเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุ ๒ รูปยกภิกษุหลายรูปเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุ ๒ รูปยกสงฆ์เสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุหลายรูปยกภิกษุรูปเดียวเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุหลายรูปยกภิกษุ ๒ รูปเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุหลายรูปยกภิกษุหลายรูปเสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ภิกษุหลายรูปยกสงฆ์เสียบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
สงฆ์ต่อสงฆ์ยกกันเสียบ้าง ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
กรรม ๔ ประเภท
[๑๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมนี้มี ๔ ประเภท คือกรรมเป็น
วรรคโดยไม่เป็นธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ๑ กรรมเป็น
วรรคโดยธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม ๑.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 382 (เล่ม 7)

อธิบายกรรม ๔ ประเภท
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่เป็นวรรคโดย
ไม่เป็นธรรมนี้ ชื่อว่ากำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ เพราะไม่เป็นธรรม เพราะ
เป็นวรรค กรรมเห็นปานนี้ ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่พร้อมเพรียง
โดยไม่เป็นธรรมนี้ ชื่อว่ากำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ เพราะไม่เป็นธรรม กรรม
เห็นปานนี้ ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่เป็นวรรคโดย
ธรรมนี้ ชื่อว่ากำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ เพราะเป็นวรรค กรรมเห็นปานนี้ ไม่
ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่พร้อมเพรียง
โดยธรรมนี้ ชื่อว่าไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ เพราะเป็นธรรม เพราะพร้อม
เพรียง กรรมเห็นปานนี้ควรทำ และเราก่อนุญาต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังกล่าวนั้นแล พวกเธอพึงสำเหนียก
อย่างนี้แหละว่า พวกเราจักทำกรรมที่พร้อมเพรียงโดยธรรม.
พระฉัพพัคคีย์ทำกรรมหลายอย่าง
[๑๗๘] โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำ
กรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ทำ
กรรมเป็นวรรคโดยธรรม ทำกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ทำกรรมพร้อม
เพรียงโดยเทียมธรรม ทำกรรมบกพร่องด้วยญัตติแต่สมบูรณ์ด้วยอนุสาวนา
บ้าง ทำกรรมบกพร่องด้วยอนุสาวนาแต่สมบูรณ์ด้วยญัตติบ้าง ทำกรรมบกพร่อง

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 383 (เล่ม 7)

ทั้งญัตติบกพร่องทั้งอนุสาวนาบ้าง ทำกรรมเว้นจากกรรมบ้าง ทำกรรมเว้น
จากวินัยบ้าง ทำกรรมเว้นจากสัตถุศาสน์บ้าง ทำกรรมที่ถูกด้านแล้วและขืน
ทำ ไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะบ้าง.
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย. . .ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่
เป็นธรรม. . . ทำกรรมที่ถูกคัดค้านแล้วและขืนทำ ไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควร
แก่ฐานะบ้างเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ข่าวว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็น
ธรรม. . .ทำกรรมที่ถูกคัดค้านแล้วและขืนทำ ไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควร
แก่ฐานะบ้างจริงหรือ ?
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน. . .ครั้นแล้ ทรงทำธรรมีกถารับสั่ง
กะภิกษุทั้งหลายว่าดังนี้:-
กรรมที่ใช้ไม่ได้
[๑๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม
ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 384 (เล่ม 7)

ถ้ากรรมบกพร่องด้วยญัตติ สนบูรณ์ด้วยอนุสาวนา ใช้ไม่ได้ และ
ไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมบกพร่องด้วยอนุสาวนา สมบูรณ์ด้วยญัตติ ใช้ไม่ได้ และไม่
ควรทำ.
ถ้ากรรมบกพร่องทั้งญัตติ บกพร่องทั้งอนุสาวนา ใช้ไม่ได้ และไม่
ควรทำ.
กรรมแม้แผกจากธรรม ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
กรรมแม้แผกจากวินัย ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
กรรมแม้แผกจากสัตถุศาสน์ ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมที่ถูกคัดค้านแล้ว และขืนทำ ไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควร
แก่ฐานะ ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
กรรม ๖ ประเภท
[๑๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมนี้มี ๖ ประเภทคือ กรรมไม่เป็น
ธรรม ๑ กรรมเป็นวรรค ๑ กรรมพร้อมเพรียง ๑ กรรมเป็นวรรคโดยเทียม
ธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม ๑.
อธิบายกรรมไม่เป็นธรรม
[๑๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกรรมไม่เป็นธรรม เป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ภิกษุทำกรรมด้วยตั้งญัตติอย่าง
เดียว และไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยญัตติ ๒ ครั้ง และไม่สวด
กรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 385 (เล่ม 7)

ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจาอย่างเดียว และ
ไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจา ๒ ครั้ง และ
ไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยตั้งญัตติอย่างเดียว และไม่
สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยตั้งญัตติ ๒ ครั้ง ด้วยตั้ง
ญัตติ ๓ ครั้ง ด้วยตั้งญัตติ ๔ ครั้ง และไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่
เป็นธรรม.
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจาอย่างเดียว
และไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจา ๒ ครั้ง ด้วย
สวดกรรมวาจา ๓ ครั้ง ด้วยสวดกรรมวาจา ครั้ง และไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่า
กรรมไม่เป็นธรรม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อธิบายกรรมเป็นวรรค
[๑๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง กรรมเป็นวรรค เป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวน
เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่
พร้อมหน้ากันคัดค้าน ซึ่งว่ากรรมเป็นวรรค.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 386 (เล่ม 7)

ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้น
มาประชุม แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้าหน้าคัดค้าน
ชื่อว่ากรรมเป็นวรรค.
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้น
มาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อ
ว่ากรรมเป็นวรรค.
ในญัตติจตุตถกรรม ภิกษุเข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้น ไม่
มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน
ชื่อว่ากรรมเป็นวรรค
ในญัตติจตุตถกรรมถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้น
มาประชุม แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุที่ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน
ชื่อว่ากรรมเป็นวรรค.
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้น
มาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน
ชื่อว่ากรรมเป็นวรรค.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมเป็นวรรค.
อธิบายกรรมพร้อมเพรียง
[๑๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง กรรมพร้อมเพรียง เป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวน
เท่าใด ภิกษุเหล่านั้น มาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อม
หน้ากันไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียง.

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 387 (เล่ม 7)

ในญัตติจตุตถกรรม ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้น
มาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน ชื่อว่า
กรรมพร้อมเพรียง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียง.
อธิบายกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม
[๑๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม
เป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุสวดกรรมวาจาก่อน
ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม
ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็น
วรรคโดยเทียมธรรม.
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุ
ผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุ
ผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากัน คัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม.
ในญัตติทุติยกรรมถ้าภิกษุสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุ
ผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควร
ฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุ
ผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควร
ฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม.
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง
ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของ

387