พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 663 (เล่ม 81)

ส. บุคคลไร ที่แปลงสติปัฏฐานใหม่ได้มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลไร ที่แปลงสัมมัปปธาน ฯลฯ อิทธิบาท ฯลฯ
อินทรีย์ ฯลฯ พละ ฯลฯ โพชฌงค์ใหม่ได้มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลไร ที่แปลงคาสนาอันเป็นอกุศลในกาลก่อน
ให้เป็นกุศลในภายหลังได้มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลไร ที่แปลงศาสนาอันเป็นสาสวะ ฯลฯ อันเป็น
สังกิเลสิกะในกาลก่อน ให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลังได้ มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๕] ส. ศาสนาของพระตถาคตจะแปลงใหม่อีกได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สติปัฏฐานจะแปลงใหม่อีกได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ ฯลฯ โพชฌงค์
จะแปลงใหม่อีกได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ศาสนาอันเป็นอกุศลในกาลก่อน จะแปลงให้เป็นกุศล
ในภายหลังได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศาสนาอันเป็นสาวะ ฯลฯ อันเป็นสังกิเลสิกะใน

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 664 (เล่ม 81)

กาลก่อน จะแปลงให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลังได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สาสนากถา จบ
อรรถกถาสาสนกถา
ว่าด้วย ศาสนา
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องศาสนา คือคำสั่งสอน หรือพระธรรมวินัย. ชน
เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า ศาสนา
แต่งขึ้นใหม่ด้วย ว่าบุคคลบางคนย่อมแปลงศาสนาของพระตถาคตขึ้นใหม่
ด้วย ว่า ศาสนาของพระตถาคตบุคคลสามารถแต่งใหม่ได้ด้วย ทั้งนี้ โดย
หมายเอาการสังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง ดังนี้ คำถามของสกวาทีในกถาแม้ทั้ง
๓ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า สติปัฏฐานได้แปลงใหม่หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อ
ติเตียนปัญหาแม้ทั้ง ๓ ด้วยคำว่า อริยธรรมทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นต้น
ก็ดี เทศนาแห่งกุศลธรรมเป็นต้นก็ดี ชื่อว่าศาสนา ในศาสนานั้น เว้น
ธรรมทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นต้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ชน
เหล่าใดแล้ว ศาสนาชื่อว่าอันบุคคลนั้นทำขึ้นใหม่โดยการกระทำธรรม
เหล่าอื่นให้เป็นสติปัฏฐานเป็นต้น หรือกระทำอกุศลธรรมเป็นต้นให้เป็น
กุศลธรรมเป็นต้น หรือว่าศาสนาอันใคร ๆ กระทำแล้วอย่างนั้นมีอยู่
หรือพึงอาจเพื่อทำอย่างนั้นได้มีอยู่หรือ ดังนี้. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงพึงทราบ
ตามพระบาลีนั่นแล.
อรรถกถาสาสนกถา จบ

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 665 (เล่ม 81)

อวิวิตตกถา
[๑๘๓๖] สกวาที ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากผัสสะมีธาตุ ๓ ฯลฯ จากเวทนา
จากสัญญา จากเจตนา จากจิต จากศรัทธา จากวิริยะ จากสติ จากสมาธิ
จากปัญญา มีธาตุ ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในขณะใดปุถุชนใดจีวร ในขณะนั้นก็เข้าถึงปฐมฌาน
อยู่ ฯลฯ เข้าถึงอากาสานัญจายตนสมาบัติอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในขณะใดปุถุชนให้บิณฑบาต ฯลฯ ให้เสนาสนะ ฯลฯ
ให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ในขณะนั้นก็เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ก็เข้าถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. กรรมอันจะให้เข้าถึงรูปธาตุ และอรูปธาตุ อันปุถุชน
กำหนดรู้แล้ว หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 666 (เล่ม 81)

ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็ไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓
น่ะสิ.
อวิวิตตกถา จบ
อรรถกถาอวิวิตตกถา
ว่าด้วย ปุถุชนผู้ไม่สงัด
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปุถุชนผู้ไม่สงัด ในเรื่องนั้น การสันนิษฐาน ใน
ลัทธิของสกวาทีนี้ว่า ธรรมใดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า คือเป็นปัจจุบัน ด้วย
บุคคลใด บุคคลนั้นชื่อว่าไม่สงัดจากธรรมนั้น ดังนี้. ก็ชนเหล่าใดมี
ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกนั้นนั่นแหละว่า ปุถุชน
ไม่กำหนดรู้ธรรมอันประกอบด้วยธาตุ ๓๑ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ในขณะ
เดียวกันนั่นแหละเขาย่อมไม่สงัดจากธรรมอันประกอบด้วยธาตุ ๓ แม้
ทั้งปวง ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น
ของปรวาที.
คำว่า ไม่สงัดจากผัสสะ ๓ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงโทษ
อันเป็นไปในขณะหนึ่งแห่งธรรมทั้งปวงมีผัสสะเป็นต้น. คำที่เหลือในที่นี้
มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาอวิวิตตกถา จบ
๑. ธาตุ ๓ คือ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ.

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 667 (เล่ม 81)

สัญโญชนกถา
[๑๘๓๘] สกวาที การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้ว
บรรลุอรหัตตผล มีอยู่หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ยังไม่ละ
วิจิกิจฉา ฯลฯ ยังไม่ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ยังไม่ละราคะ ยังไม่ละโทสะ
ยังไม่ละโมหะ ฯลฯ ยังไม่ละอโนตตัปปะบางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล
มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๙] ส. การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วบรรลุ
อรหัตผล มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ ยังมี
มานะ ยังมีมักขะ ยังมีอุปายาส ยังมีกิเลส หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ หมดราคะแล้ว หมดโทสะแล้ว หมดโมหะ
แล้ว หมดมานะแล้ว หมดมักขะแล้ว หมดปฬาสะแล้ว หมดอุปายาสแล้ว
หมดกิเลสแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลส
แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว
บรรลุอรหัตผล มีอยู่.

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 668 (เล่ม 81)

[๑๘๔๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์
บางอย่างแล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บาง
อย่างแล้วบรรลุอรหัตผล ก็มีอยู่ น่ะสิ.
สัญโญชนกถา จบ
อรรถกถาสัญโญชนกถา
ว่าด้วย สัญโญชน์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัญโญชน์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า การบรรลุพระอรหันต์ไม่ละ
สัญโญชน์บางอย่างมีอยู่ โดยมีความสำคัญว่า พระอรหันต์ย่อมไม่รู้
พุทธวิสัยทั้งปวง เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงว่าพระอรหันต์ละอวิชชาและ
วิจิกิจฉาไม่ได้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ เป็นต้น สกวาทีกล่าว
เพื่อแสดงว่าพระอรหันต์ต้องละสัญโญชน์ได้ทั้งหมด.
ใน ๒ ปัญหาว่า พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวงหรือ สกวาที
ทำการปฏิเสธ เพราะพระอรหันต์ไม่มีสัพพัญญุตญาณ แต่ไม่ปฏิเสธว่า
พระอรหันต์ไม่ละวิชชาสละวิจิกิจฉา. แต่ปรวาทีหมายเอาความที่

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 669 (เล่ม 81)

พระอรหันต์ไม่รู้พุทธวิสัยว่าเป็นการไม่ละอวิชชาและวิจิกิจจาทั้งหลาย
จึงได้ให้ลัทธิตั้งไว้ด้วยคำว่า ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์
บางอย่างแล้วบรรลุอรหัตผลก็มีอยู่นะสิ ดังนี้ แต่ว่า ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่
ไม่ได้เลยเพราะตั้งอยู่โดยไม่แยบคาย ดังนี้แล.
อรรถกถาสัญโญชนกถา จบ

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 670 (เล่ม 81)

อิทธิกถา
[๑๘๔๑] สกวาที ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า
หรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ต้นไม้จงมีใบ
เป็นนิตย์ ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ต้นไม้จงมีดอก
เป็นนิตย์ ฯลฯ ต้นไม้จงมีผลเป็นนิตย์ สถานที่นี้จงมีความสว่างเป็นนิตย์
จงมีความปลอดโปร่งเป็นนิตย์ จงมีภิกษาหาได้ง่ายเป็นนิตย์ จงมีฝน
งามเป็นนิตย์ ดังนี้ ของพรพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า
หรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ผัสสะเกิดขึ้น
แล้วอย่าดับไป ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า เวทนา ฯลฯ
สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา
เกิดขึ้นแล้วอย่าดับไป ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 671 (เล่ม 81)

[๑๘๔๒] ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ ของพระพุทธเจ้า
หรือของพระสาวกอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า รูปจงเป็นของ
เที่ยง เวทนา สัญญา สังขาร ฯลฯ วิญญาณ จงเป็นของเที่ยง ดังนี้ ของ
พระพุทธเจ้าหรือของพระสาวกมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๘๔๓] ส. ฤทธิเป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า
หรือของพระสาวกมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า สัตว์ทั้งหลาย
ซึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา อย่าเกิดเลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมี
ความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่เลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความ
เจ็บเป็นธรรมดา อย่าเจ็บเลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความตาย
เป็นธรรมดา อย่าตายเลย ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวกมีอยู่
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๔๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์
ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานปราสาทของพระ-
เจ้าแผ่นดินมคธ ผู้จอมทัพ พระนามว่าพิมพิสาร ว่าจงเป็นทอง ดังนี้

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 672 (เล่ม 81)

และปราสาทนั้นก็ได้เป็นทองไปจริงมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้อธิษฐานปราสาท
ของพระเจ้าแผ่นดินมคธ ผู้จอมทัพ พระนามว่าพิมพิสาร ว่าจงเป็นทอง
ดังนี้ และปราสาทนั้นก็ได้เป็นทองไปจริง ๆ ด้วยเหตุนั้นและท่านจึงต้อง
กล่าวว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้าหรือของ
พระสาวก มีอยู่.
อิทธิกถา จบ
อรรถกถาอิทธิกถา
ว่าด้วย ฤทธิ์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องฤทธิ์. ในเรื่องนั้น ชื่อว่าฤทธิ์นี้ย่อมให้สำเร็จใน
บางอย่าง ย่อมไม่ให้สำเร็จในบางอย่าง. การสันนิษฐานในลัทธิของ
สกวาทีว่า ฤทธิ์ย่อมไม่สำเร็จในการทำซึ่งธรรมทั้งหลายที่ไม่เที่ยงเป็นต้น
ให้เป็นของเที่ยงเป็นต้นอย่างเดียวเท่านั้น ก็แต่ว่าฤทธิ์นั้นบุคคลย่อมทำ
เพื่อประโยชน์แก่ชนเหล่าใด โดยเปลี่ยนแปลงความสืบต่อคืออายุที่เสมอกัน
ทำให้ไม่เสมอกัน หรือทำให้ความเป็นไปได้นานกว่ากัน ด้วยสามารถ
แห่งความสืบต่ออายุที่มีส่วนเสมอกันได้ และย่อมให้สำเร็จได้บางอย่าง
เพราะอาศัยเหตุทั้งหลายมีบุญเป็นต้นของบุคคลเหล่านั้น ดุจการทำน้ำ
ที่ควรดื่มให้เป็นเนยใสเป็นน้ำนมเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย
และดุจในการสืบต่อตั้งอยู่สิ้นกาลนานของประทีปเป็นต้น ณ ที่เป็นที่
ฝังไว้ซึ่งมหาธาตุด้วย ดังนี้.

672