ได้นั้นเป็นอสังขตะ. แต่ว่าปรวาทีได้ให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ว่า ปัตติ คือการ
ได้นั้นเป็นอสังขตะด้วยเพียงการปฏิเสธสภาพธรรมดังกล่าวนั่นแหละ.
ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะความเป็นลัทธิอันตั้งอยู่แล้วโดยไม่
พิจารณา ดังนี้แล.
อรรถกถาปัตติกถา จบ
ได้นั้นเป็นอสังขตะ. แต่ว่าปรวาทีได้ให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ว่า ปัตติ คือการ
ได้นั้นเป็นอสังขตะด้วยเพียงการปฏิเสธสภาพธรรมดังกล่าวนั่นแหละ.
ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะความเป็นลัทธิอันตั้งอยู่แล้วโดยไม่
พิจารณา ดังนี้แล.
อรรถกถาปัตติกถา จบ
ตถตากถา
[๑๗๘๕] สกวาที ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นอสังขตะ
หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นอสังขตะ
นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๘๖] ส. รูปมีความเป็นรูป ความเป็นไปก็เป็นอสังขตะ มิใช่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็น อมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปมีความเป็นไป ความเป็นไปก็เป็นอสังขตะ นิพพาน
ก็เป็นอสังขตะ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนามีความเป็นเวทนา ความเป็นเวทนา ฯลฯ สัญญา
มีความเป็นสัญญา ความเป็นสัญญา ฯลฯ สังขารมีความเป็นสังขาร ความ
เป็นสังขาร ฯลฯ วิญญาณมีความเป็นวิญญาณ ความเป็นวิญญาณเป็น
อสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปมีความเป็นไป ความเป็นไปเป็นอสังขตะ ฯลฯ
วิญญาณมีความเป็นวิญญาณ ความเป็นวิญญาณ เป็นอสังขตะ ฯลฯ.
นิพพานก็เป็นอสังขตะ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๖ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๖ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๖ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๖ อย่าง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๘๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง
เป็นอสังขตะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นรูป เป็น
เวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง ก็
เป็นอสังขตะ น่ะสิ.
ตถตากถา จบ
อรรถกถาตถตากถา
ว่าด้วย ตถตา คือความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ตถตา คือความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรม หรือ
ความเป็นจริงแห่งธรรม อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าสัจจธรรม. ในเรื่องนั้นชน
เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า ชื่อว่าตถตา
คือความเป็นอย่างนั้นอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าความเป็นสภาวะแห่งรูป
เป็นต้นแห่งธรรมทั้งปวงมีรูปเป็นต้น อันใด มีอยู่อันตถตานั้นเป็นอสังขตะ
เพราะความเป็นธรรมไม่นับเนื่องในรูปเป็นต้นที่เป็นอสังขตะ ดังนี้
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำที่เหลือแม้ในที่นี้ชัดเจนแล้วนั่นแหละ เพราะมีลักษณะตามที่ข้าพเจ้า
กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
อรรถกถาตถตากถา จบ
กุสลกถา
[๑๗๘๘] สกวาที นิพพานธาตุ เป็นกุศล หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. นิพพานธาตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจแห่งนิพพานนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิพพานธาตุ
เป็นกุศล.
[๑๗๘๓] ส. อโลภะ เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อโทสะ เป็นกุศล ฯลฯ อโมหะ เป็นกุศล ฯลฯ ศรัทธา
วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งปัญญานั้น มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น ไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อโลภะ. เป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น ไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น ไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อโทสะ เป็นกุศล ฯลฯ อโมหะ เป็นกุศล ฯลฯ ศรัทธา
วิริย สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งปัญญานั้น ไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๙๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิพพานธาตุ เป็นกุศล หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีโทษ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีโทษ ด้วยเหตุนั้น
นะท่านจึงต้องกล่าวว่า นิพพานธาตุ เป็นกุศล.
กุลสกถา จบ
อรรถกถากุสลกถา
ว่าด้วย กุสล
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกุศล. ในเรื่องนั้น กุศลเป็นธรรมไม่มีโทษด้วย
เป็นธรรมมีผลที่น่าปรารถนาด้วย ทั้งเป็นธรรมที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส
จึงชื่อว่าเป็นธรรมหาโทษมิได้ โดยนัยนี้ บุคคลเว้นอกุศลเสียแล้วชื่อว่า
ย่อมเสพธรรมทั้งปวงอันไม่มีโทษ. กุศลชื่อว่าผลที่น่าปรารถนา คือเป็น
บุญอันให้ความสำเร็จซึ่งอิฏฐผลในความเป็นไปแห่งความเกิดขึ้นในภพ
ต่อไป โดยนัยนี้ บุคคลย่อมเสพธรรมอันเป็นบทต้นนั่นแหละในกุศลติกะ๑.
ก็ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้ มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลาย
ว่า พระนิพพานเป็นกุศล ด้วยเหตุเพียงความเป็นธรรมไม่มีโทษเท่านั้น
ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อแสดงซึ่งความที่พระนิพพานไม่เป็นกุศล
ด้วยอรรถว่าเป็นอิฏฐวิบาก. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที ด้วยอำนาจ
ลัทธิของตน. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะความมีนัยเช่นกับ
ที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง ดังนี้แล.
อรรถกถากุสลกถา จบ
๑. บทต้นแห่งกุสลติกะ ได้แก่ กุสลา ธัมมา แปลว่าสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลมีอยู่.
อัจจันตนิยามกถา
[๑๗๙๒] สกวาที ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลทำมาตุฆาตเป็นแน่นอนโดยส่วนเดียว บุคคล
ผู้ทำปิตุฆาต ฯลฯ บุคคลผู้ทำอรหันตฆาต ฯลฯ บุคคลทำโลหิตุปบาท
บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิจิกิจฉา พึงเกิดแก่บุคคลแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า วิจิกิจฉา พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วน
เดียว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว.
[๑๗๙๓] ส. วิจิกิจฉา ไม่พึงเกิดแก่บุคคลแน่นอนโดยส่วนเดียว
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ละวิจิกิจฉาได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละวิจิกิจฉาได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ละได้ด้วยอนาคา-
มิมรรค ฯลฯ ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละได้ด้วยมรรคไหน.
ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล.
ส. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นธรรมนำออก ให้ถึงความสิ้น
ทุกข์ ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ
ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออก ฯลฯ เป็นอารมณ์
ของสังกิเลส มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออก ฯลฯ
เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิจิกิจฉา อันบุคคลผู้แน่นอน
โดยส่วนเดียวละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล.
[๑๗๙๔] ส. อุจเฉททิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อุจจเฉททิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดย
สัสสตทิฏฐิ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว.
[๑๗๙๕] ส. อุจจเฉททิฏฐิไม่พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ
หรือ ?