พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 603 (เล่ม 81)

อรรถกถาสุญญตากถา
ว่าด้วย สุญญตา
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสุญญตา คือความว่าง. ในเรื่องนั้น คำว่า สุญญตา
ได้แก่สุญญตา ๒ คือ อนัตตลักขณะของขันธ์ทั้งหลาย และพระนิพพาน.
ในสุญญตาเหล่านั้น อนัตตลักขณะอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนที่นับเนื่องด้วย
สังขารขันธ์ โดยปริยายหนึ่ง พระนิพพานเป็นปริยาปันนะ คือเป็นธรรม
ที่นับเนื่องด้วยสุญญตา โดยปริยายหนึ่ง ก็ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้
มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า สุญญตาเป็นธรรมนับ
เนื่องด้วยสังขาร ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า ธรรมหานิมิตมิได้ ได้แก่ พระนิพพานอันเว้นจากนิมิต
ทั้งปวง แม้คำว่า ธรรมอันหาที่ตั้งมิได้ คืออัปปณิหิตะ ก็เป็นชื่อของ
พระนิพพานนั้นนั่นแหละ. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงนำพระนิพพาน
นี้มากล่าว ตอบว่า เพื่อจะยกโทษของลัทธิอันไม่กล่าวจำแนกธรรม.
ด้วยว่า ลัทธิของผู้ใดว่า สุญญตาเป็นธรรมนับเนื่องด้วยสังขารขันธ์
โดยส่วนเดียว ดังนี้ เพราะไม่จำแนกออกไป ลัทธิแห่งชนนั้นก็ย่อม
ปรากฏว่า แม้แต่พระนิพพานก็เป็นธรรมที่นับเนื่องด้วยสังขารขันธ์ ดังนี้.
เพื่อจะยกขึ้นซึ่งโทษของลัทธินี้ สกวาทีจึงนำคำว่า อนิมิต และอัปปณิหิตะ
มากล่าว. ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่พระนิพพานนั้นเป็นธรรม
นับเนื่องด้วยสังขารนั้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า สังขารขันธ์มิใช่ธรรม
ไม่เที่ยง เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงความผิดอันถึงความเป็นของ
ไม่เที่ยงแห่งสุญญตาอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าพระนิพพาน. คำว่า

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 604 (เล่ม 81)

ความว่างแห่งสังขารขันธ์นับเนื่องในวิญญาณขันธ์หรือ สกวาทีกล่าว
เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าสุญญตาของขันธ์อื่นนับเนื่องด้วยขันธ์อื่นไซร้
แม้สุญญตาของสังขารขันธ์ ก็พึงนับเนื่องด้วยขันธ์ที่เหลือได้ ดังนี้. ข้อว่า
ความว่างแห่งสังขารขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในรูปขันธ์หรือ เป็นต้น
สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงโดยปฏิโลมว่า ถ้าว่าสุญญตาของสังขารขันธ์ไม่
นับเนื่องด้วยขันธ์ที่เหลือไซร้ แม้สุญญตาของขันธ์ที่เหลือก็ชื่อว่านับเนื่อง
ในสังขารขันธ์หรือ ดังนี้. พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขาร
เหล่านี้ว่างจากตนหรือจากความเป็นตน ปรวาทีนำมาจากลัทธิอื่น. ใน
คำเหล่านั้น คำว่า สังขารเหล่านี้ อธิบายว่า การหยั่งลงในพระศาสนา
ว่า ปัญจขันธ์เหล่านั้นเทียวชื่อว่าเป็นสภาพว่าง เพราะว่างจากตน และ
ของที่เนื่องด้วยตน ดังนี้ ย่อมไม่ผิด ดุจอาคตสถานว่า สพฺเพ สงฺขารา
อนิจจา ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตไว้. แต่
พระสูตรนี้ ย่อมแสดงซึ่งความที่แห่งสุญญตาเป็นธรรมที่นับเนื่องด้วย
สังขารขันธ์ เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระสูตรนี้ จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่า
พระนิพานมิใช่สุญญตา คือความว่าง ดังนี้แล.
อรรถกถาสุญญตากถา จบ

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 605 (เล่ม 81)

สามัญญผลกถา
[๑๗๗๙] สกวาที สามัญญผล เป็นอสังขตะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง
เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สามัญญผล เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง
ที่พึ่งก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒
อย่าง อมตะก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๘๐] ส. สามัญญผล เป็นอสังขตะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สามัญญะ เป็นอสังขตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สามัญญะ เป็นสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 606 (เล่ม 81)

ส. สามัญญผล เป็นสังขตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสดาปัตติผล เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โสดาปัตติมรรค เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสดาปัตติมรรค เป็นสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โสดาปัตติผล เป็นสังขตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผล เป็น
อสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อรหัตมรรค เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรหัตมรรค เป็นสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อรหัตผล เป็นสังขตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสดาปัตติผล เป็นอสังขตะ สกทาคามิผล ฯลฯ
อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผล เป็นอสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 607 (เล่ม 81)

ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๕ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๕ อย่าง ที่พึ่ง
ก็เป็น ๕ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๕ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๕ อย่าง
อมตะก็เป็น ๕ อย่าง นิพพานก็เป็น ๕ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สามัญญาผลกถา จบ
อรรถกถาสามัญญผลกถา
ว่าด้วย สามัญญผล
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสามัญญผล คือผลแห่งความเป็นสมณะ. ในเรื่อง
นั้น การสันนิษฐาน คือการลงความเห็น ในลัทธิของสกวาทีว่า วิปากจิต
ของอริยมรรคในมัคควิถีก็ดี ในผลสมาบัติก็ดี ชื่อว่าสามัญญาผล ดังนี้.
อนึ่ง ชนเหล่าใดไม่ถือเอาอย่างนั้น มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะ
ทั้งหลายว่า การละกิเลสด้วย การเกิดขึ้นแห่งผลด้วยเป็นสามัญญผล
เหตุใด เพราะเหตุนั้น สามัญญผลนั้นจึงเป็นอสังขตะ คือพระนิพพาน.
ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลี เพราะมีนัยตามที่กล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแล.
อรรถกถาสามัญญผลกถา จบ

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 608 (เล่ม 81)

ปัตติกถา
[๑๗๘๑] สกวาที การได้ เป็นอสังขตะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง
เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การได้ เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่ง
ก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง
อมตะก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๘๒] ส. การได้จีวร เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การได้จีวร เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 609 (เล่ม 81)

ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่ง
ก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง
อมตะก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การได้บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชช-
บริขาร เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส การได้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร เป็นอสังขตะ นิพพาน
ก็เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง
หรือ ?

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 610 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การได้จีวรเป็นอสังขตะ การได้บิณฑบาต ฯลฯ
เสนาสนะ การได้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ก็เป็นอสังขตะ นิพพานก็
เป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๕ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๕ อย่าง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๘๓] ส. การได้ปฐมฌานเป็นอสังขตะ หรือ พึงให้พิสดาร
เหมือนกันทุกอย่าง การได้ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญ-
จายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญา-
นาสัญญายตนฌาน ฯลฯ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค
สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล เป็น
อสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 611 (เล่ม 81)

ส. การได้อรหัตผล เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การได้โสดาปัตติมรรค เป็นอสังขตะ การได้โสดา-
ปัตติผล เป็นอสังขตะ ฯลฯ การได้อรหัตมรรค เป็นอสังขตะ การได้
อรหัตผลเป็นอสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสังขตะเป็น ๙ อย่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะเป็น ๙ อย่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ที่ต้านทานเป็น ๙ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๙ อย่าง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๘๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การได้เป็นอสังขตะ หรือ ?

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 612 (เล่ม 81)

ส. ถูกแล้ว.
ป. การได้ เป็นไป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร
เป็นวิญญาณ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น การได้เป็นอสังขตะ น่ะสิ.
ปัตติกถา จบ
อรรถกถาปัตติกถา
ว่าด้วย ปัตติ คือการได้
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการได้. ในเรื่องนั้น บุคคลย่อมได้ซึ่งสิ่งใด ๆ
การได้ซึ่งสิ่งนั้น ๆ ชื่อว่า ปัตติ. ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า การได้
เป็นอสังขตะ ดังนี้ ดุจจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายนั่นแหละ คำถาม
ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือ
ในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลี เพราะมีนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง
นั่นแหละ.
คำว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น ปรวาทีกล่าวคำบัญญัติว่า ปัตติคือ
การได้จัดเป็นอสังขตะของลัทธิใดเพื่อประกาศลัทธินั้น. ในปัญหานั้น
สกวาทีปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น คือไม่รับรองซึ่งความที่การได้
ทั้งสิ้นว่าเป็นสภาวธรรมมีรูปเป็นต้น จริงอยู่ ธรรมอะไร ๆ ชื่อว่า ปัตติ
คือการได้หามีไม่ ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิทรงบัญญัติซึ่งความที่การ

612