คำว่า เห็น ในคำว่า รับรู้รูป นี้ อธิบายว่า พวกเราย่อมถาม
โดยหมายถึงการรู้เฉพาะ มิใช่ถามซึ่งสักว่าการเข้าไปอาศัยจักษุเห็น
เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงถามว่า ผู้มีจักษุย่อมเห็นรูปด้วยรูปตามลัทธิ
ของท่านหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย โดยนัยก่อน
นั่นแหละ. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า รูปเป็นมโนวิญญาณหรือ
ดังนี้ เพื่อท้วงด้วยคำว่า ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ รูปก็เป็นมโนวิญญาณ
เพราะว่า มโนวิญญาณนั้นชื่อว่าย่อมรับ ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่ได้เลสนัย
คือข้ออ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงตอบปฏิเสธทั้งสิ้น. คำว่า ความนึก...ของ
จักษุมีอยู่หรือ เป็นต้น ความว่า สกวาทีย่อมถามเพื่อท้วงด้วยคำว่า
ถ้าว่า จักษุย่อมเห็นเพราะอรรถว่าการรู้ไซร้ ความนึก คืออาวัชชนะ
ของจักษุนั้นก็พึงเป็นดุจอาวัชชนะของจักษุวิญญาณ ดังนี้. ปรวาทีตอบ
ปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่า จักขวายตนะไม่นับเนื่องด้วย
การนึก แต่ว่าย่อมเกิดขึ้นในระหว่างแห่งการนึก. แม้ในคำว่า บุคคล
ฟังเสียงด้วยโสตะ เป็นต้น ก็นัยนี้.
พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็น
รูปด้วยจักษุ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยนัยแห่งสสัมภารกถา
คือโดยนัยแห่งถ้อยคำเป็นเครื่องกำหนด. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า แม้
บุคคลยิงด้วยลูกธนู เขาก็เรียกกันว่า ยิงด้วยธนู ฉันใด บุคคลแม้เมื่อเห็น
ด้วยจักขุวิญญาณ เขาก็เรียกว่าเห็นด้วยจักษุ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น
พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าเห็นรูปด้วยตา. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลาย
ก็นัยนี้นั่นแหละ ดังนี้แล.
อรรถกถาจักขุนารูปังปัสสตีติกถา จบ