พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 593 (เล่ม 81)

คำว่า เห็น ในคำว่า รับรู้รูป นี้ อธิบายว่า พวกเราย่อมถาม
โดยหมายถึงการรู้เฉพาะ มิใช่ถามซึ่งสักว่าการเข้าไปอาศัยจักษุเห็น
เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงถามว่า ผู้มีจักษุย่อมเห็นรูปด้วยรูปตามลัทธิ
ของท่านหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย โดยนัยก่อน
นั่นแหละ. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า รูปเป็นมโนวิญญาณหรือ
ดังนี้ เพื่อท้วงด้วยคำว่า ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ รูปก็เป็นมโนวิญญาณ
เพราะว่า มโนวิญญาณนั้นชื่อว่าย่อมรับ ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่ได้เลสนัย
คือข้ออ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงตอบปฏิเสธทั้งสิ้น. คำว่า ความนึก...ของ
จักษุมีอยู่หรือ เป็นต้น ความว่า สกวาทีย่อมถามเพื่อท้วงด้วยคำว่า
ถ้าว่า จักษุย่อมเห็นเพราะอรรถว่าการรู้ไซร้ ความนึก คืออาวัชชนะ
ของจักษุนั้นก็พึงเป็นดุจอาวัชชนะของจักษุวิญญาณ ดังนี้. ปรวาทีตอบ
ปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่า จักขวายตนะไม่นับเนื่องด้วย
การนึก แต่ว่าย่อมเกิดขึ้นในระหว่างแห่งการนึก. แม้ในคำว่า บุคคล
ฟังเสียงด้วยโสตะ เป็นต้น ก็นัยนี้.
พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็น
รูปด้วยจักษุ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยนัยแห่งสสัมภารกถา
คือโดยนัยแห่งถ้อยคำเป็นเครื่องกำหนด. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า แม้
บุคคลยิงด้วยลูกธนู เขาก็เรียกกันว่า ยิงด้วยธนู ฉันใด บุคคลแม้เมื่อเห็น
ด้วยจักขุวิญญาณ เขาก็เรียกว่าเห็นด้วยจักษุ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น
พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าเห็นรูปด้วยตา. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลาย
ก็นัยนี้นั่นแหละ ดังนี้แล.
อรรถกถาจักขุนารูปังปัสสตีติกถา จบ

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 594 (เล่ม 81)

รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. มนุสโลกกถา ๒. ธัมมเทสนากถา ๓. กรุณากถา ๔. คันธชาติกถา
๕. เอกมัคคกถา ๖. ฌานสังกันติกถา ๗. ฌานันตริกกถา ๘. สมาปันโน
สัททัง สุณาตีติกถา ๙. จักขุนารูปัง ปัสสตีติกถา.
วรรคที่ ๑๘ จบ

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 595 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๙
กิเลสชหนกถา
[๑๗๗๑] สกวาที บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ยังธรรมที่ดับแล้วให้ดับไป ยังธรรมที่ปราศไปแล้วให้
ปราศไป ยังธรรมที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ยังธรรมที่อัสดงคตแล้ว ให้
อัสดงคตไป ยังธรรมที่อัสดงคตลับไปแล้ว ให้อัสดงคตลับไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลละกิเลสเป็นอดีต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อดีตดับไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อดีตดับไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละ
กิเลสที่เป็นอดีต.
ส. ละกิเลสที่เป็นอดีต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อดีตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อดีตไม่มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละ
กิเลสที่เป็นอดีต.
[๑๗๗๒] ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

595
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 596 (เล่ม 81)

ส. ยังธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด ยังธรรมที่ยังไม่เกิด
พร้อมไม่ให้เกิดพร้อม ยังธรรมที่ยังไม่บังเกิดไม่ให้บังเกิด ยังธรรมที่ยัง
ไม่ปรากฏไม่ให้ปรากฏ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด มิใช่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ก็ต้องไม่กล่าว
ว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต.
ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อนาคตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อนาคตไม่มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละ
กิเลสที่เป็นอนาคต.
[๑๗๗๓] ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลเป็นผู้กำหนัดแล้วละราคะ เป็นผู้อันโทสะ
ประทุษร้ายแล้วละโทสะ เป็นผู้หลงแล้วละโมหะ เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว
ละกิเลส หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 597 (เล่ม 81)

ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะ
ด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลส หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคะสัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและ
ธรรมไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาว อัน
เป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ฯลฯ ธรรมดำ
และธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ฐานะ ๔ ประการนี้ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ท้องฟ้ากับ
แผ่นดิน นี้ประการแรกที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรม
ของสัตบุรุษจึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 598 (เล่ม 81)

ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมเป็นกุศลและ
ธรรมเป็นอกุศล ฯลฯ มาพบกัน น่ะสิ.
[๑๗๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต ละกิเลสที่
เป็นอนาคต ละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลที่ละกิเลสได้ ไม่มี หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสที่เป็นอดีต ละกิเลสที่
เป็นอนาคต ละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน น่ะสิ.
กิเลสชหนกถา จบ
อรรถกถากิเลสัปปชหนกถา
ว่าด้วย การละกิเลส
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการละกิเลส. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดดุจจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายบางพวกว่า ชื่อว่าการละกิเลส
ของผู้มีกิเลสอันละได้แล้วมีอยู่ ด้วยว่ากิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีตก็ดี เป็น
อนาคตก็ดี และปัจจุบันก็ดี เป็นสภาพที่ต้องละทั้งนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น
บุคคลจึงต้องละกิเลสที่เป็นอดีตด้วย ที่เป็นอนาคตด้วย ที่เป็นปัจจุบันด้วย
ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า บุคคลละกิเลสแม้ที่เป็นอดีต เป็นต้น
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือ พึงทราบ
ตามพระบาลีนั่นแหละ.

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 599 (เล่ม 81)

อนึ่ง ในปัญหาของปรวาทีว่า บุคคลที่ละกิเลสได้ไม่มีหรือ นี้
อธิบายว่า เมื่อบุคคลละกิเลสทั้งหลายอยู่ หาได้มีความพยายามละกิเลส
อันต่างด้วยอดีต เป็นต้น เหมือนความพยายามที่จะทิ้งหยากเยื่อของผู้ทิ้ง
อยู่ซึ่งหยากเยื่อไม่ ก็แต่ว่า ครั้นเมื่ออริยมรรคอันมีพระนิพพานเป็น
อารมณ์เป็นไปแล้ว กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิดนั่นแหละ หมายถึงกิเลส
ที่เป็นอนุสัย ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าการละกิเลสมีอยู่
เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ข้อว่า ก็ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสที่เป็นอดีต เป็นต้น ปรวาทีกล่าว
โดยการฉ้อฉล คือลวงโดยอุบายแห่งคำพูด ด้วยคำว่า ก็ถ้าอย่างนั้น ไม่
พึงกล่าวว่า การละกิเลสไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมละกิเลส
ทั้งหลายอันต่างด้วยกิเลสที่เป็นอดีตเป็นต้น ดังนี้แล.
อรรถกถากิเลสัปปชหนกถา จบ

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 600 (เล่ม 81)

สุญญตากถา
[๑๗๗๕] สกวาที ความว่าง นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ธรรมหานิมิตมิได้ก็นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความว่าง นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ธรรมหาที่ตั้งมิได้ก็นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมหานิมิตได้ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขาร-
ขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความว่างก็ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขารขันธ์
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมหาที่ตั้งมิได้ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขาร-
ขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความว่างก็ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความว่างนับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 601 (เล่ม 81)

ส. สังขารขันธ์ มิใช่ธรรมไม่เที่ยง มิใช่ธรรมอันปัจจัย
ปรุงแต่งแล้ว มิใช่ธรรมอิงอาศัยเกิดขึ้น มิใช่ธรรมที่มีความสิ้นไปเป็น
ธรรม มิใช่ธรรมที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรม มิใช่ธรรมที่มีความคลายไป
เป็นธรรม มิใช่ธรรมที่มีความดับไปเป็นธรรม มิใช่ธรรมที่มีความแปรไป
เป็นธรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมอันปัจจัย
ปรุงแต่ง เป็นธรรมอิงอาศัยเกิดขึ้น เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรม
เป็นธรรมมีความเสื่อมไปเป็นธรรม เป็นธรรมมีความคลายไปเป็นธรรม
เป็นธรรมมีความดับไปเป็นธรรม เป็นธรรมมีความแปรไปเป็นธรรม
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สังขารขันธ์ไม่เที่ยง ฯลฯ มีความแปรไป
เป็นธรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความว่างนับเนื่องในสังขารขันธ์.
[๑๗๗๖] ส. ความว่างแห่งรูปขันธ์ นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ นับเนื่องในรูปขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความว่างแห่งเวทนาขันธ์ ฯลฯ ความว่างแห่งสัญญา-
ขันธ์ ฯลฯ ความว่างแห่งวิญญาณขันธ์ นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ นับเนื่องในวิญญาณขันธ์

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 602 (เล่ม 81)

หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๗๗] ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่อง
ในรูปขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความว่างแห่งรูปขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องใน
สังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่อง
ในเวทนาขันธ์ ฯลฯ นับเนื่องในสัญญาขันธ์ ฯลฯ นับเนื่องในวิญญาณขันธ์
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความว่างแห่งวิญญาณขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความว่างนับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังขารนี้ว่างจากตน หรือจากความเป็นตน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้นความว่าง ก็นับเนื่องในสังขารขันธ์ น่ะสิ.
สุญญตากถา จบ

602