พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 583 (เล่ม 81)

ทุติยฌาน ฯลฯ เป็นตติยฌาน ฯลฯ เป็นจตุตถฌาน หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ก็เป็นฌานคั่น
น่ะสิ.
[๑๗๖๓] ส. สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือ
สมาธิที่มีวิตก มีวิจาร, สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร, สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มี
วิจาร มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง
คือสมาธิที่มีวิตกมีวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตก
ไม่มีวิจาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น.
ฌานันตริกกถา จบ
อรรถกถาฌานันตริกกถา
ว่าด้วย ฌานคั่น
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องฌานคั่น. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด
ดุจลัทธินิกายสมิติยะและอันธกะทั้งหลายบางพวกว่า ผู้ไม่รู้โอกาส คือ
การปรากฏ แห่งสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารในลัทธิปัญจกนัยที่ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงจำแนกฌาน ๕ อย่าง สมาธิทั้งสิ้นทรงยกขึ้นแสดงไว้
๓ อย่าง ข้อนี้ชื่อว่าฌานคั่นในระหว่างฌานที่ ๑ และฌานที่ ๒ ดังนี้

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 584 (เล่ม 81)

คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า ผัสสะคั่นมีอยู่หรือ เป็นต้น เพื่อท้วง
ด้วยคำว่า ฌานก็ดี เจตสิกธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นก็ดีมีอยู่ เพราะ
ฉะนั้นถ้าว่าฌานคั่นพึงมีไซร้ ผัสสะคั่นเป็นต้นก็ต้องมี ดังนี้.
ข้อว่า ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน สกวาที
กล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ฌานคั่นพึงมีไซร้ ฌานทั้งหลายมีทุติยฌานและ
ตติยฌานเป็นต้นนั่นแหละมีอยู่ อันฌานคั่นแห่งฌานเหล่านั้นก็พึงมีด้วย.
ปรวาที ตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย เพราะความไม่มีในลัทธิทั้งหมด.
ถูกถามว่า ฌานคั่นในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน ปรวาทีตอบ
รับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิ. คำว่า วิตกวิจาร เป็นต้น สกวาทีกล่าว
เพื่อท้วงด้วยคำว่า เมื่อความเป็นสมาธิแห่งสมาธิแม้ทั้ง ๓ มีอยู่ สมาธิ
ที่ไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจารเท่านั้นเป็นฌานคั่น สมาธินอกจากนี้ไม่ใช่ไซร้
ก็เมื่อเป็นเช่นนี้อะไรเป็นเหตุแปลกกันในที่นี้. คำว่า ในระหว่างฌาน
ทั้ง ๒ เกิดคล่องแคล่ว สกวาทีถามหมายถึงปฐมฌานและทุติยฌาน. ปรวาที
ตอบรับรองด้วยลัทธิว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารในระหว่างแห่งฌาน
ทั้ง ๒ เกิดคล่องแคล่วเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นฌานคั่น.
ถูกถามว่า ปฐมฌานดับแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่เกิดขึ้น ปรวาที
ตอบรับรอง เพราะความเป็นไปในขณะหนึ่งแห่งฌานทั้ง ๓ ไม่ประกอบ
กัน.
ปรวาทีถามด้วยความสามารถแห่งจตุกกนัยว่า สมาธิไม่มี
วิตกมีแต่วิจารเป็นปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุติยฌาน ฯลฯ สกวาทีตอบ
ปฏิเสธเพราะความไม่มีแห่งฌานนั้น ในนัยนั้น.

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 585 (เล่ม 81)

ในคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง มิใช่หรือ
อธิบายว่า บรรดาสมาธิ ๓ นั้น ๆ สมาธิ ๒ เป็นฌานอย่างเดียวไม่เป็น
ฌานคั่นฉันใด อันฌานแม้นี้นั่นแหละก็ไม่พึงเป็นฌานคั่นฉันนั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
อรรถกถาฌานันตริกกถา จบ

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 586 (เล่ม 81)

สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา
[๑๗๖๔] สกวาที ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ผู้เข้าสมาบัติ เห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ฟังเสียงด้วย
โสตะ ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหา ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ด้วยกายได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ผู้เข้าสมาบัติ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ มิใช่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ
ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้.
[๑๗๖๕] ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่
พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ
ผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 587 (เล่ม 81)

ฟังเสียงได้.
ส. สมาธิมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่
พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณฟังเสียงได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกต่อปฐม-
ฌาน มิใช่ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึก
ต่อปฐมฌาน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้.
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึก
ต่อปฐมฌาน ฉะนั้นผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิตก วิจารว่า เป็นข้าศึก
ต่อทุติยฌาน วิตกวิจารจึงมีอยู่แก่ทุติยฌานนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึก
ต่อปฐมฌาน ฉะนั้นผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้ หรือ ?

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 588 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปีติว่าเป็นข้าศึกต่อตติยฌาน
ตรัสลมอัสสาสะปัสสาสะว่าเป็นข้าศึกต่อจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า
เป็นข้าศึกต่อผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตน-
สัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้ทีเข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญา-
ณัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัส
อากิญจัญญายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าเนวสัญญานาสัญญายตน-
สมาบัติ ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ-
สมาบัติ สัญญาและเวทนาจึงมีอยู่แก่ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัตินั้น
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปันโน สัททังสุณาตีติกถา จบ
อรรถกถาสมาปันโน สัททังสุณาตีติกถา
ว่าด้วย ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด
มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัส เสียงว่าเป็นหนาม คือเป็นข้าศึก ต่อปฐมฌาน ก็ถ้าว่า ผู้เข้าฌาน
ไม่ได้ยินเสียงไซร้ เสียงนั้นจะพึงเป็นหนาม คือเป็นข้าศึก ได้อย่างไร
เหตุใด เพราะเหตุนั้น ผู้เข้าฌานย่อมได้ยินเสียง ดังนี้ คำถามของสกวาที
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 589 (เล่ม 81)

คำว่า ผู้เข้าสมาบัติเห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อ
ท้วงด้วยคำว่า ตราบใดที่บุคคลยังเข้าฌานอยู่ อารมณ์ทางปัญจทวาร
ย่อมไม่มี ก็ครั้นเมื่ออารมณ์ทางปัญจทวารนั้นไม่มี ก็ถ้าเขาพึงได้ยินเสียง
ไซร้ เขาก็พึงเห็นแม้ซึ่งรูปได้ ดังนี้. คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เสียงว่าเป็นข้าศึก ท่านกล่าวแล้วเพราะความที่เสียงนั้นกระทำความ
รบกวน. จริงอยู่๑ ครั้นเมื่อเสียงอันโอฬารกระทบโสตะแล้ว การออก
จากฌานย่อมมีได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ เพราะ
ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้ ดังนี้.
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิตกวิจารว่าเป็นข้าศึกต่อทุติยฌาน
เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อให้รู้ว่าหนาม คือข้าศึก แม้อื่น ๆ ไม่มีอยู่ใน
ภายในแห่งสมาบัติ ฉันใด แม้การฟังซึ่งเสียงเป็นต้นก็ย่อมไม่มีอยู่ใน
สมาบัติฉันนั้น. คำทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาสมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา จบ
๑. คำบาลี โอฬาริเกน หิ สทฺเทน โสเต ฆฏฺฏิเต ปฐมชฺฌานโต วุฏฺฐานํ โหติ เตเนตํ วุตฺตํ.

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 590 (เล่ม 81)

จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา
[๑๗๖๗] สกวาที บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เห็นรูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เห็นรูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รับรู้ไปด้วยรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รับรู้รูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปเป็นมโนวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของจักษุมีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของจักษุไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของจักษุไม่มี ก็
ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ.
[๑๗๖๘] ส. บุคคลฟังเสียงด้วยโสตะ ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ฯลฯ

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 591 (เล่ม 81)

ลิ้มรสด้วยชิวหา หรือ ?
[๑๗๖๙] ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถูกต้องรูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถูกต้องรูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รับรู้รูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รับรู้รูปด้วยรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปเป็นมโนวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายมีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกาย ไม่มี มิใช่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายไม่มี ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ
[๑๗๗๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ถูกต้อง

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 592 (เล่ม 81)

โผฏฐัพพะด้วยกาย หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เห็นรูปด้วยจัก ฯลฯ ถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกาย น่ะสิ.
จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา จบ
วรรคที่ ๑๘ จบ
อรรถกถาจักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา
ว่าด้วย เห็นรูปด้วยจักษุ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเห็นรูปด้วยจักษุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า จักขุประสาทเท่านั้นย่อม
เห็นรูป เพราะอาศัยพระพุทธพจน์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน
เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า
เห็นรูปด้วยรูปหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า บุคคลพึงเห็นรูป
ด้วยจักษุไซร้ บุคคลก็พึงเห็นรูปด้วยรูป ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมาย
เอารูปายตนะ คือมีรูปเป็นอารมณ์ ถูกถามซ้ำอีกก็ตอบรับรองหมายเอา
จักขุนั่นแหละ.

592