พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 573 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึก ฯลฯ ย่อม
เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผูตั้งใจ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ทุติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่
ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อน
สู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน.
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล ผู้กระทำไว้ในใจ
ซึ่งกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทุติยฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่งกาม
ทั้งหลาย โดยความเป็นของมีโทษ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทุติยฌานก็มีวิตก มีวิจาร หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปฐมฌานอันนั้น ทุติยฌานก็อันนั้นแล หรือ ?

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 574 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๒] ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้น
แห่งทุติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ตติยฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌานแล แต่ไม่
พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ทุติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ตติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแกโยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ
เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ
ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึง
อยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคล
เลื่อนสู่ตติยฌาน จากทุติยฌาน.
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ ?

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 575 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ
ซึ่งวิตก และวิจารโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ
ซึ่งวิตก และวิจารโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุติยฌาน ยังมีปีติ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ตติยฌาน ก็ยังมีปีติ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทุติยฌานอันนั้น ตติยฌานก็อันนั้นแล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๓] ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้น
แห่งตติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
จตุตถฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌานแล แต่ไม่

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 576 (เล่ม 81)

พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่
ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ
ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า จตุตถฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึง
อยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคล
เลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน.
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ
ซึ่งปีติ โดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. จตุตถฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ
ซึ่งปีติโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ตติยฌาน สหรคตด้วยสุข หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 577 (เล่ม 81)

ส. จตุตถฌาน ก็สหรคตด้วยสุข หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ตติยฌานอันนั้น จตุตถฌานก็อันนั้นแล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานอันหนึ่งจาก
ฌานอันหนึ่ง หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามเทียว ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌานอยู่
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น โยคีบุคคลก็เลื่อนสู่ฌานหนึ่งจากฌาน
หนึ่ง น่ะสิ.
ฌานสังกันติกถา จบ
อรรถกถาฌานสังกันติกถา
ว่าด้วย การเลื่อนฌาน
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการเลื่อนฌาน คือการเปลี่ยนจากฌานหนึ่งไปสู่
ฌานหนึ่ง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจจลัทธินิกายมหิสสาสกะ
และนิกายอันธกะบางพวกว่า โยคีบุคคลย่อมเลื่อนจากฌานมาสู่ฌาน

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 578 (เล่ม 81)

โดยเว้นจากความเป็นไปแห่งอุปจาระของฌานนั้น ๆ เพราะอาศัยการ
แสดงฌานโดยลำดับว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัด
แล้วจากกามทั้งหลายเทียว ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่ เพราะวิตกวิจาร
สงบ ฯลฯ เข้าถึงทุติยฌาน ฯลฯ เข้าถึงตติยฌาน ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌาน
อยู่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เลื่อนสู่ตติยฌานจากปฐมฌาน
เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า บุคคลไม่บรรลุอุปจาระแห่งทุติยฌานย่อม
เลื่อนจากปฐมฌานเข้าสู่ทุติยฌานโดยผิดระเบียบไซร้ บุคคลก็พึง
เลื่อนจากปฐมฌานเข้าตติยฌาน จากทุติยฌานเข้าแม้จตุตถฌานได้
ดังนี้.
คำว่า ความนึก...ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌาน
เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่า บุคคลย่อมเข้าทุติยฌานถัดจาก
ปฐมฌาน หรือเข้าตติยฌานเป็นต้นซึ่งต่อจากทุติยฌานเป็นต้นได้ไซร้
บุคคลก็พึงเข้าฌานได้ด้วยอาวัชชนจิตเดียว คือหมายความว่า ความนึก
ครั้งเดียวเข้าฌานได้ทุกฌาน ได้. คำว่า ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลาย
โดยความเป็นของมีโทษ อธิบายว่า เมื่อพระโยคีมนสิการกามทั้งหลาย
โดยความเป็นโทษอยู่ ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นในภายหลัง แต่ในขณะแห่ง
ฌาน นิมิตนั้นนั่นแหละย่อมเป็นการกระทำไว้ในใจ.
คำว่า ปฐมฌานอันนั้น เป็นต้น สกวาทีย่อมถามเพื่อท้วงด้วย
คำว่า ถ้าว่าฌานนั้นนั่นแหละเว้นเบื้องต้นและเบื้องปลายพึงมีได้โดย
ลักษณะไซร้ ฌานนั้น ก็พึงเกิดได้ตามลำดับ ดุจชวนจิตดวงสุดท้ายเกิด
เพราะอาศัยชวนจิตดวงก่อน. พึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 579 (เล่ม 81)

พระสูตรนี้ย่อมแสดงความที่ฌานทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ไว้โดยลำดับด้วยคำว่า สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเทียว เป็นต้น มิใช่
แสดงถึงความเกิดขึ้นแห่งฌานอันติดต่อกันไป โดยเว้นมนสิการ เพราะ
ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่าอุปจารฌานไม่มี ดังนี้แล.
อรรถกถาฌานสังกันติกถา จบ

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 580 (เล่ม 81)

ฌานันตริกกถา
[๑๗๕๕] สกวาที ฌานคั่นมีอยู่ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ผัสสะคั่นมีอยู่ หรือ ฯลฯ ปัญญาคั่นมีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๖] ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน
ก็ต้องไม่กล่าวว่าฌานคั่นมีอยู่.
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ฌานคั่นไม่ มีในระหว่างตติยฌาน และจตุตถฌาน
ก็ต้องไม่กล่าวว่า ฌานคั่นมีอยู่.
[๑๗๕๗] ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ?

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 581 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานสละตติยฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๘] ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติยฌานละจตุตถฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๙] ส. สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สมาธิมีวิตกมีวิจารเป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเป็นฌานคั่น หรือ ?

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 582 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๖๐] ส. สมาธิที่มีวิตกมีวิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๖๑] ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารมีในระหว่างฌานทั้งสอง
ที่บังเกิดเป็นแผ่น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌาน
ดับไปแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่บังเกิดขึ้น มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เมื่อสมาธิทีไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌาน
ปฐมฌานดับไปแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่บังเกิดขึ้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า สมาธิ
ที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น มีอยู่ในระหว่านฌานทั้งสองที่บังเกิด
เป็นแผ่น.
[๑๗๖๒] ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นปฐมฌาน ฯลฯ เป็น

582