พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 563 (เล่ม 81)

หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพระกรุณา
ทรงเกื้อกูลโลก ทรงอนุเคราะห์โลก ทรงประพฤติประโยชน์แก่โลก มิใช่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพระ-
กรุณา ทรงเกื้อกูลโลก ทรงอนุเคราะห์โลก ทรงประพฤติประโยชน์แก่
โลก ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี.
[๑๗๔๓] ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติแล้ว
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ
แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มี.
[๑๗๔๔] ป. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีราคะ. หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่มี
น่ะสิ.
กรุณากถา จบ

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 564 (เล่ม 81)

อรรถกถากรุณากถา
ว่าด้วย ความกรุณา
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความกรุณา. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า ธรรมดาว่าความกรุณาก็คือ
ราคะนั่นแหละ ราคะนั้นย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น
ความกรุณาของพระพุทธเจ้าไม่มี เพราะเห็นความเป็นไปแห่งธรรมมี
ราคะทั้งหลายซึ่งเป็นกรุณาปฏิรูป ด้วยอำนาจแห่งความยินดีอันเป็นพืช
แห่งวัตถุทั้งหลายอันน่ารักใคร่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า เมตตา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ความกรุณา
นั้นมีชาติเสมอกับธรรมทั้งหลายมีเมตตาเป็นต้น เพราะความเป็นธรรม
มิใช่กิเลส เพราะความมีสัตว์เป็นอารมณ์ เพราะความเป็นเจโตวิมุติและ
เพราะความเป็นธรรมมีอานิสงส์ ๑๑ ประการ เพราะฉะนั้น ถ้าความ
กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีไซร้ ธรรมทั้งหลายแม้มีเมตตาเป็นต้น
ก็ไม่พึงมีแก่พระพุทธเจ้า ดังนี้. ในปัญหาว่า กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่มีหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นโวหารเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือ
ในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น ดังนี้แล.
อรรถกถากรุณากถา จบ

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 565 (เล่ม 81)

คันธชาติกถา
[๑๗๔๕] สกวาที อุจจาระปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้า หอม
เกินคันธชาติอื่น ๆ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคของหอม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบริโภคข้าวสุกและขนม
กุมมาส มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคข้าวสุกและ
ขนมกุมมาส ก็ต้องไม่กล่าวว่า อุจจาระปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้า
หอมเกินคันธชาติอื่น ๆ.
[๑๗๔๖] ส. อุจจาระปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้า หอมเกิน
คันธชาติอื่น ๆ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คนบางพวกที่อาบ ทา เจิม อุจจาระปัสสาวะของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เก็บไว้ในลุ้ง๑ บรรจุไว้ในขวด แผ่ขายที่ตลาด กระทำ
กิจด้วยของหอม ด้วยกลิ่นนั้น มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
คันธชาติกถา จบ
๑. ลุ้ง-ภาชนะสำหรับใส่ของ, ดูนิยามคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต.

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 566 (เล่ม 81)

อรรถกถาคันธชาติกถา
ว่าด้วย คันธชาติ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องคันธชาติ คือของหอม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด
มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกว่า อุจจาระ
ปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีกลิ่นหอมยิ่งกว่าคันธชาติอื่น ๆ ด้วย
อำนาจความรักในพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่พิจารณา
ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละจึงว่า คันธชาติอันหอมยิ่งกว่าอุจจาระปัสสาวะของ
พระพุทธเจ้าไม่มี ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้
แล.
อรรถกถาคันธชาติกถา จบ

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 567 (เล่ม 81)

เอกมัคคกถา
[๑๗๔๗] สกวาที สามัญญผล ๔ ทำให้แจ้งได้ด้วยอริยมรรคอัน
เดียว หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๔ ฯลฯ แห่งปัญญา ๔
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สามัญญผล ๔ ทำให้แจ้งได้ด้วยอริยมรรคอันเดียว
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอนาคามิมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยมรรคไหน?
ป. ด้วยอรหัตมรรค.
ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วย
อรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วย
อรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 568 (เล่ม 81)

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสัญโญชน์ ๓ ว่า
โสดาปัตติผล มิใช่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสัญโญชน์
๓ ว่า โสดาปัตติผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต-
ปรามาสได้ด้วยอรหัตมรรค.
ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วย
อรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วย
อรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบางแห่งกามราคะ
และพยาบาทว่า สกทาคามิผล มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบางแห่ง
กามราคะและพยาบาทว่า สกทาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกามราคะ
อย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอรหัตมรรค.
ส. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดได้
ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดได้

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 569 (เล่ม 81)

ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละกามราคะและพยาบาท
โดยไม่มีส่วนเหลือว่า อนาคามิผล มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละกามราคะ
พยาบาทโดยไม่มีส่วนเหลือว่า อนาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกามราคะ
อย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดได้ด้วยอรหัตมรรค.
[๑๗๔๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สามัญญผล ๔ ทำให้แจ้งได้ด้วยอริย-
มรรคอันเดียว หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. โสดาปัตติมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เกิดแล้ว
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโสดาบัน หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. สกทาคามิมรรค ฯล อนาคามิมรรค พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงให้เกิดแล้ว หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอนาคามี หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๔๙] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้แจ้งซึ่งสามัญญผล ๔

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 570 (เล่ม 81)

ด้วยอริยมรรคอันเดียว แต่พระสาวกทั้งหลายทำให้แจ้งสามัญญผล ๔
ด้วยอริยมรรค ๔ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสาวกเห็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เห็น
บรรลุธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้บรรลุ ทำให้แจ้งธรรมที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้ามิได้ทำให้แจ้ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกมัคคกถา จบ
อรรถกถาเอกมัคคกถา
ว่าด้วย อริยมรรคอันเดียว
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอริยมรรคอันเดียว. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมี
ความเห็นผิดดุจสัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกเหล่านั้น
นั่นแหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี
เป็นพระอนาคามีและทำให้แจ้งซึ่งพระอรหันต์ แล้วก็ทำให้แจ้งซึ่งผล ๔
ด้วยอริยมรรคเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจความรักในพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่พิจารณา ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง
ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว
คำว่า เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๔ เป็นต้นเพื่อท้วงด้วยความสามารถ
แห่งธรรมทั้งหลายอย่างละ ๔ มีผัสสะ ๔ เป็นต้นที่เกิดขึ้นกับผลทั้ง ๔
โดยรวมเป็นอันเดียวกัน.
คำว่า ด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อถามว่า

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 571 (เล่ม 81)

ย่อมทำให้แจ้ง ด้วยมรรคไหน ? ครั้นปรวาทีตอบว่า ด้วยอรหัตมรรค
สกวาทีจึงท้วงด้วยอำนาจภาวะแห่งการละกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิ
เป็นต้น.
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโสดาบันหรือ สกวาทีตอบ
ปฏิเสธเพราะว่า พระพุทธเจ้าเป็นเพียงพระโสดาบันย่อมไม่มี. แม้ใน ๒
ปัญหาข้างหน้าก็นัยนี้ คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ
ดังนี้แล.
อรรถกถาเอกมัคคกถา จบ

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 572 (เล่ม 81)

ฌานสังกันติกถา
[๑๗๕๐] สกวาที โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เลื่อนสู่ตติยฌาน จากปฐมฌานได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เลื่อนสู่จตุตถฌาน จากทุติยฌานได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๑] ส. เลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้น
แห่งปฐมฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ทุติยฌาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเคลื่อนทุติยฌาน จากปฐมฌานแล แต่
ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ปฐมฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ทุติยฌาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทุติยฌาน เกิดขึ้นได้แก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ
เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ?

572