พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 553 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์
ทักษิณาวิสุทธิมี ๔ อย่าง. ๔ อย่าง เป็นไฉน ? ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทางทายก
แต่ไม่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกมีอยู่ ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกแต่
ไม่บริสุทธิ์ทางทายก มีอยู่ ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทาง
ปฏิคคาหก มีอยู่ ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกมีอยู่
ก็ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทางทายกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกอย่างไร ทายก
ในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่ปฏิคคาหก เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม
ทักษิณาบริสุทธิ์ทางทายกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหก อย่างนี้แล ก็
ทักษิณาบริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางทายกอย่างไร ทายกใน
โลกนี้ เป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม แต่ปฏิคคาหกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม
ทักษิณาบริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางทายก อย่างนี้แล ก็
ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างไร ทายกในโลกนี้
เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ปฏิคคาหก ก็เป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม ทักษิณา
ไม่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างนี้แล ก็ทักษิณาบริสุทธิ์
ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างไร ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีลมี
กัลยาณธรรม ปฏิคคาหกก็เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ทักษิณาบริสุทธิ์
ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างนี้แล ดูก่อนอานนท์ ทักษิณาวิสุทธิ
มี ๔ อย่าง ฉะนี้แล ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทานบริสุทธิ์ได้โดย
๑. ม.อุ.๑๔/๗๑๔-๘.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 554 (เล่ม 81)

ทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคคาหก.
ทักขิณาวิสุทธิกถา จบ
อรรกถาทักขิณาวิสุทธิกถา
ว่าด้วย ทักขิณาวิสุทธิ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทักขิณา (ทาน) วิสุทธิ คือความบริสุทธิ์แห่ง
ทักขิณาคือทาน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกาย
อุตตราปถกะทั้งหลายว่า ถ้าว่า ทักขิณาพึงบริสุทธิ์คือพึงมีผลมากเพราะ
ปฏิคคาหกไซร้ ทานที่ทายกให้แล้ว ย่อมเป็นวิบากอันสำเร็จแล้วด้วย
ปฏิคคาหก ด้วยประการฉะนี้ บุคคลอื่นก็พึงทำบุคคลอื่นได้ คือว่าบุคคล
พึงถึงสุขและทุกข์ อันบุคคลอื่นกระทำให้ ผู้ทำคนหนึ่ง ผู้รับผลคนหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ทานย่อมบริสุทธิ์เพราะทายกเท่านั้นย่อมไม่บริสุทธิ์เพราะ
ปฏิคคาหก จิตตวิสุทธิ์ของทายกเหล่านั้นย่อมให้ซึ่งวิบาก ดังนี้ คำถาม
ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า ปฏิคคาหกบางพวกที่เป็นผู้ควรบูชา อาหุเนยฺโย เป็นต้น
สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ถ้าทานไม่พึงบริสุทธิ์เพราะปฏิคคาทกไซร้
ความที่พระอริยบุคคลผู้ควรแก่การบูชาเป็นต้นจะพึงทำประโยชน์อะไร.
คำว่า ผู้อื่นเป็นผู้ทำแก่ผู้อื่น อธิบายว่า ถ้าว่า ทานเจตนาของทายกที่
ปฏิคคาหกทำเหมาะสมแล้วไซร้ ก็ทานเจตนาอันบริสุทธิ์ของทายกนั้น
ก็ต้องอาศัยวัตถุ กล่าวคือปฏิคคาหกแล้วจึงบริสุทธิ์เพราะอรรถว่ามีผล
มาก เพราะฉะนั้น ปัญหานั้นจึงไม่มีการท้วงในคำว่า ทานย่อมบริสุทธิ์
คือมีผลมาก เพราะปฏิคคาหก ด้วยประกการฉะนี้.
อรรถกถาทักขิณาวิสุทธิกถา จบ

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 555 (เล่ม 81)

รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา
๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ๔. อินทริยพัทธกถา ๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา
๖. นวัตตัพพังสังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา ๗. นวตตัพพัง สังโฆ
ทักขิณวิโสเธตีติกถา ๘. นวัตตัพพัง สังโฆภุญชตีติกถา ๙. นวัตวัพพัง
สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา ๑๐. นวัตตัพพัง พุทธัสสทินนัง มหัปผลันติกถา
๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา.
วรรคที่ ๑๗ จบ

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 556 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๘
มนุสสโลกกถา
[๑๗๓๓] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่
แล้วในมนุษยโลก หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบทที่พระพุทธเจ้า
เคยประทับอยู่ อันเป็นเจดีย์ มีอยู่มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบท
ที่พระพุทธเจ้า เคยประทับอยู่ อันเป็นเจดีย์มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เคยดำรงอยู่ในมนุษยโลก.
[๑๗๓๔] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยดำรงอยู่ใน
มนุษยโลก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูตทีป่าลุมพินี ตรัสรู้ที่
ควงไม้โพธิ ประกาศธรรมจักรที่เมืองพาราณสี ปลงอายุสังขารที่
ปาวาลเจดีย์ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติที่ป่าลุมพินี ฯลฯ
ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระผู้มี-
พระภาคพุทธเจ้าได้ดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก.

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 557 (เล่ม 81)

[๑๗๓๕] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่แล้ว
ในมนุษยโลก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สมัยหนึ่งเราพักอยู่ ณ ควงไม้สาละใหญ่ ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราแรกได้ตรัสรู้ พักอยู่ที่ต้นไม้อชปาลนิโครธ
ตำบลอุรุเวลา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ เวฬุวัน
กลันทกนิวาปสถาน ใกล้นครราชคฤห์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง
เราพักอยู่ ณ เชตวันอารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ใกล้นครสาวัตถี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน
ใกล้นครเวสาลี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ดำรงอยู่แล้วใน
มนุษยโลก น่ะสิ.
[๑๗๓๖] ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำเนิดในโลก ทรงเจริญใน
โลก แต่ทรงเป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ครอบงำโลกเสด็จอยู่ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำเนิดในโลก ทรง
เจริญในโลก แต่ทรงเป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ครอบงำโลกเสด็จอยู่ ก็
ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่แล้ว ในมนุษยโลก.
มนุสสโลกกถา จบ

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 558 (เล่ม 81)

อรรถกถามนุสสโลกกถา
ว่าด้วย มนุสสโลก
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมนุสสโลก. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ดุจลัทธินิกายเวตุลลกะทั้งหลายนั่นแหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต และอยู่ในดุสิตเทวโลกนั้นนั่นแหละย่อมไม่เสด็จ
มาสู่มนุสสโลก แต่ทรงแสดงรูปนิมิตไว้ในมนุสสโลกนี้ เพราะไม่พิจารณา
ถือเอาพระสูตรที่กล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบังเกิดในโลก
ทรงเจริญในโลก แต่ทรงเป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ทรงครอบงำโลก
เสด็จอยู่ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น
ของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะให้ปรวาทีนั้นรับด้วยโอกาสที่ถาม
และทั้งด้วยการพิสูจน์ด้วย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อาราม วิหาร...มีอยู่
มิใช่หรือ.
คำว่า "ทรงบังเกิดในโลก" ปรวาทีกล่าวหมายเอาสวรรค์ชั้นดุสิต.
แต่คำนี้พระศาสดาทรงตรัสหมายเอามนุสสโลกนี้เท่านั้น. คำว่า ทรง
ครอบงำโลก ปรวาทีกล่าวเพราะความเห็นว่า ทรงครอบงำแล้วซึ่ง
มนุสสโลก แต่ในคำนี้พระคาสดาทรงครอบงำโลก คือ อารมณ์. คำว่า
เป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ปรวาทีกล่าวหมายเอาความไม่แปดเปื้อน
ด้วยมนุสสโลก อันที่จริงพระศาสดาไม่ทรงแปดเปื้อนกิเลสทั้งหลายใน
โลกธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นในดุสิตเทวโลกนั้น ดังนี้แล.
อรรถกถามนุสสโลกกถา จบ

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 559 (เล่ม 81)

ธัมมเทสนากถา
[๑๗๓๗] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อันใครแสดงไว้.
ป. อันพระพุทธนฤมิตรแสดงไว้.
ส. พระพุทธนฤมิตร เป็นพระชินะเป็นพระศาสดา เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็น
พระธัมมสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อันใครแสดงไว้.
ป. อันท่านพระอานนท์แสดงไว้.
ส. ท่านพระอานนท์ เป็นพระชิน เป็นพระศาสดา เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็น
พระธัมมสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๓๘] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 560 (เล่ม 81)

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสารีบุตร
เราพึงแสดงธรรมโดยย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร
บ้าง พระผู้รู้ทั่วถึง หาได้ยาก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้วน่ะสิ.
[๑๗๓๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราแสดงธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง ไม่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง เราแสดงธรรม
เป็นไปกับด้วยเหตุ ไม่แสดงไร้เหตุ เราแสดงธรรมเป็นไปกับด้วย
ปาฏิหาริย์ ไม่แสดงไร้ปาฏิหาริย์ และโดยที่เราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง
ไม่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง แสดงธรรมมีเหตุ ไม่แสดงธรรมไร้เหตุ
แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ไม่แสดงไร้ปาฏิหาริย์ โอวาทานุศาสนีของเรา
จึงควรทำตาม ก็และพวกเธอควรที่จะยินดี ควรที่จะชื่นชม ควรที่จะ
โสมนัสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว ก็แหละเมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณพจน์นี้อยู่ หมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหว
แล้ว ดังนี้๒เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
๑. องฺ ติก. ๒๐/๔๗๒.
๒. องฺ ติก. ๒๐/๕๖๕.

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 561 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงแล้ว น่ะสิ.
ธัมมเทสนากถา จบ
อรรถกถาธัมมเทสนากถา
ว่าด้วย พระธรรมเทศนา
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องพระธรรมเทศนา คือการแสดงธรรม. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเวตุลลกะนั่นแหละว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และทรงส่งรูปนิมิตไปเพื่อ
ต้องการแสดงธรรม ทั้งรูปนิมิต และทั้งท่านพระอานนท์รับพระธรรม
เทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วจึงแสดง มิใช่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
ทรงแสดง ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง
เป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงด้วยคำว่า ผิว่า รูปนิมิตนั้น
แสดงธรรม รูปนิมิตนั้นก็พึงเป็นพระศาสดา ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระพุทธ-
นฤมิตเป็นพระชินะ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่ยอมรับเช่นนั้น จึงตอบ
ปฏิเสธ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นดังนี้แล.
อรรถกถาธัมมเทศนากถา จบ

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 562 (เล่ม 81)

กรุณากถา
[๑๗๔๐] สกวาที กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เมตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มุทิตา ฯลฯ อุเบกขา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มี
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๔๑] ส. เมตตา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มุทิตา ฯลฯ อุเบกขา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๔๒] ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่ประกอบด้วยพระกรุณา

562