พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 533 (เล่ม 81)

ฐเปตวา อริยมัคคันติกถา
[๑๗๐๕] สกวาที เว้นอริยมรรค สังขารที่เหลือเป็นทุกข์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อริยสัจมี ๓ เท่านั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อริยสัจมี ๓ เท่านั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอริยสัจไว้ ๔ คือ ทุกข์
ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อริยสัจ
มี ๓ เท่านั้น
[๑๗๐๖] ส. แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โดยอรรถว่าอย่างไร.
ป. โดยอรรถว่า ไม่เที่ยง.
ส. อริยมรรคไม่เที่ยง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อริยมรรคเป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 534 (เล่ม 81)

ส. อริยมรรคไม่เที่ยง แต่อริยมรรคนั้นไม่เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทุกขสมุทัยไม่เที่ยง แต่ทุกขสมุทัยนั้นไม่เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุกขสมุทัยไม่เที่ยง และทุกขสมุทัยนั้นเป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อริยมรรคไม่เที่ยง และอริยมรรคนั้นเป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๐๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า เว้นอริยมรรค สังขารที่เหลือเป็นทุกข์
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. อริยมรรคนั้น เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า อริยมรรคนั้น เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เว้นอริยมรรค สังขารที่เหลือเป็นทุกข์.
ฐเปตวา อริยมัคคันติกถา จบ
อรรถกถาฐเปตวา อริยมัคคันติกถา
ว่าด้วย เว้นอริยมรรค
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเว้นอริยมรรค. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธินิกายเหตุวาทะทั้งหลายว่า อริยมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหตุใด เพราะเหตุนั้น ยกเว้น

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 535 (เล่ม 81)

อริยมรรคสังขารที่เหลือชื่อว่า เป็นทุกข์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง
ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีกล่าวว่า
แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์หรือ เพื่อท้วงว่า ก็ถ้าว่าครั้นเมื่อความเป็น
อย่างนั้นมีอยู่ไซร้ สภาพแม้แห่งสมุทัยก็ต้องเป็นทุกข์. ปรวาทีตอบปฏิเสธ
หมายเอาสมุทัยนั้นเป็นเหตุลักขณะ คือ สภาวะเป็นเหตุ เมื่อถูกถามอีก
ก็ตอบรับรองหมายเอาสมุทัยนั้นเป็นโลกียธรรมมีความเกิดดับ. ในปัญหา
ทั้งหลายว่า อริยสัจมี ๓ เท่านั้นหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิด
จากพระสูตร ดังนี้แล.
อรรถกถาฐเปตวาอริยมัคคันติกถา จบ

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 536 (เล่ม 81)

นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา
[๑๗๐๘] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของต้อนรับ
เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของ
ต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยม
ของโลก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้.
[๑๗๐๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล
๘ ว่า เป็นผู้ควรของทำบุญ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔
บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
พระสงฆ์รับของทำบุญได้.
[๑๗๑๐] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คนบางพวกที่ถวายทานแก่พระสงฆ์มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 537 (เล่ม 81)

ส. หากว่า คนบางพวกที่ถวายทานแก่พระสงฆ์มีอยู่ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้.
ส. คนบางคนที่ถวายจีวร ฯลฯ ที่ถวายบิณฑบาต ที่ถวาย
เสนาสนะ ที่ถวายคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร ที่ถวายของขบเคี้ยว ที่ถวาย
ของบริโภค ฯลฯ ที่ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คนบางพวก ที่ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์มีอยู่
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้.
[๑๗๑๑] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พระสงฆ์ผู้ถึงพร้อม
ด้วยสมาธิ ย่อมรับของทำบุญ ดุจไฟรับการบูชา ดุจแผ่นดินรับน้ำฝนจาก
มหาเมฆ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น พระสงฆ์ก็รับของทำบุญได้น่ะสิ.
[๑๗๑๒] ป. พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. มรรครับได้หรือ ผลรับได้หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา จบ

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 538 (เล่ม 81)

อรรถกถานวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา
ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญ
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญ. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเวตุลลกะกล่าวคือมหาปุญญวาที
ในขณะนี้ว่า เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้วพระสงฆ์ก็คือมรรคและผลเท่านั้น
ชื่อว่าพระสงฆ์อื่นนอกจากมรรคผลย่อมไม่มี ก็มรรค ละผลจะรับอะไรได้
ฉะนั้น ไม่ควรกล่าวว่าพระสงฆ์รับทักขิณาทาน คือของทำบุญ ดังนี้
คำถามของสกวาทีว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
พระสงฆ์เป็น อาหุเนยยบุคคล ผู้ควรของบูชามิใช่หรือ เพื่อท้วงว่า ผิว่า
ตามลัทธิของท่าน พระสงฆ์ไม่พึงรับทักขิณาทานไซร้ พระศาสดาก็จะ
ไม่พึงยกย่องพระสงฆ์ว่า เป็นผู้ควรแก่บูชา เป็นต้น.
ข้อว่า คนบางคนถวายทานแก่พระสงฆ์ สกวาทีกล่าวเพื่อจะท้วง
ว่า บุคคลเหล่าใดย่อมถวายทานแก่พระสงฆ์ ครั้นเมื่อผู้รับทานไม่มี บุคคล
เหล่านั้นจะพึงถวายทานแก่ใครเล่า ดังนี้. พระสูตรว่า ดุจไฟรับการบูชา
ดังนี้ ท่านนำมาจากลัทธิอื่น. ในคำเหล่านั้นคำว่า มหาเมฆ ท่านกล่าว
หมายเอาเมฆคือฝน จริงอยู่แผ่นดินย่อมรองรับน้ำฝนมิใช่รองรับเมฆเลย.
คำว่า มรรครับ ทักขิณาทาน ได้หรือ ปรวาทีย่อมกล่าวตามลัทธิว่า
มรรคและผลเป็นพระสงฆ์ ดังนี้ อันที่จริงมรรคและผลนั้นมิใช่พระสงฆ์
แต่บุคคล ๘ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วชื่อว่า พระสงฆ์ เพราะ
ท่านอาศัยขันธ์ทั้งหลายที่บริสุทธิ์โดยความปรากฏเกิดขึ้นแห่งมรรคและผล
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ใช่ข้อพิสูจน์ว่า มรรคผลเป็นพระสงฆ์ ดังนี้แล.
อรรถกถานวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคันหาตีติกถา จบ

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 539 (เล่ม 81)

นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา
[๑๗๑๓] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์
คือให้ผลมาก ได้หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระสงฆ์ เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของต้อนรับ
เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา ฯลฯ เป็นเนื้อ-
นาบุญชั้นเยี่ยมของโลก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยัง
ของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้.
[๑๗๑๔] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังทักษิณาให้บริสุทธิ์ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘
ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแห่งบุรุษ ๔
บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้.
[๑๗๑๕] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 540 (เล่ม 81)

ส. คนบางพวกถวายทานแก่พระสงฆ์แล้ว ชื่นชมบุญ
มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คนบางพวกที่ถวายทานแก่พระสงฆ์แล้ว
ชื่นชมบุญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญ
ให้บริสุทธิ์ได้.
[๑๗๑๖] ส. คนบางคนถวายจีวร ฯลฯ ถวายบิณฑบาต ถวาย
เสนาสนะ ถวายคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ถวายของเคี้ยว ถวายของ
บริโภค ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์แล้ว ชื่นชมบุญ มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คนบางพวกที่ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์แล้ว
ชื่นชมบุญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญ
ให้บริสุทธิ์ได้.
[๑๗๑๗] ป. พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. มรรคยังของทำบุญให้บริสุทธิ์หรือ ผลยังของทำบุญ
ให้บริสุทธิ์ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา จบ

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 541 (เล่ม 81)

อรรถกถาวัตตัพพังสังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา
ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่าพระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ไม่พึงกล่าวว่าพระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์
คือทำให้มีผลมาก. ในปัญหานั้นชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกาย
เวตุลลกะนั้นนั่นแหละว่า มรรคและผลเท่านั้นชื่อว่า พระสงฆ์ ก็มรรค
และผลเหล่านั้นย่อมไม่อาจเพื่อทำทักษิณาให้บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น
จึงไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ ดังนี้ คำถามของ
สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า เป็นผู้ควรของบูชา เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า
ถ้าว่า พระสงฆ์ไม่อาจเพื่อให้ทักษิณา คือของทำบุญ บริสุทธิ์ไซร้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าก็คงไม่กล่าวยกย่องพระสงฆ์นั้นอย่างนี้. คำว่าให้บริสุทธิ์
ได้แก่ ทำให้มีผลมาก จริงอยู่ ทานมีปริมาณน้อยที่เขาถวายแล้วในสงฆ์
ย่อมเป็นทานมีผลมาก ทานที่มีปริมาณมากที่เขาถวายแล้วในสงฆ์ก็ย่อม
มีผลมากกว่า. คำว่า เป็นผู้ควรของทำบุญ (ทกฺขิเณยฺย) ได้แก่ ผู้ควร
แก่ทักษิณา คือสมควรแก่ทานที่เขาให้ด้วยความเคารพ อธิบายว่า ผู้
สามารถเพื่อทำทักษิณานั้นให้บริสุทธิ์. คำว่า ชื่นชมบุญ คือทักษิณา
ได้แก่ ให้บุญ คือทักษิณา นั้นถึงพร้อม อธิบายว่า ย่อมให้บรรลุผลอันใหญ่
ด้วยทักษิณาแม้มีปริมาณน้อย. คำที่เหลือในที่นี้มีนัยตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.
อรรถกถาวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา จบ

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 542 (เล่ม 81)

นวัตตัพพังสังโห ภุญชตีติกถา
[๑๗๑๘] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้
หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. คนบางพวกที่ทำสังฆภัต อุทเทสภัต ยาคูและปานะ
มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คนบางพวกที่ทำสังฆภัต อุทเทสภัต ยาคู และ
ปานะ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว
ลิ้ม ได้.
[๑๗๑๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคณะโภชนะ ปรัมปรโภชนะ
อติริตตโภชนะ อนติริตตโภชนะ ไว้มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคณะโภชนะ
ปรัมปรโภชนะ อติริตตโภชนะ อนติริตตโภชนะไว้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้.
[๑๗๒๐] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปานะ ๘ คือ น้ำมะม่วง
น้ำลูกหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำลูกจันทน์

542