พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 523 (เล่ม 81)

สัพพมิทัง กัมมโตติกถา
[๑๖๙๙] สกวาที สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. แม้กรรมก็เป็นเพราะกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สิ่งทั้งปวงเป็นเพราะกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะวิบากแห่งกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะวิบากแห่งกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลพึงฆ่าสัตว์ เพราะวิบากแห่งกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปาณาติบาตมีผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิบากแห่งกรรมมีผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิบากแห่งกรรมไม่มีผล หรือ ?

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 524 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ปาณาติบาตไม่มีผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลพึงลักทรัพย์ ฯลฯ พึงกล่าวเท็จ พึงกล่าวคำ
ส่อเสียด พึงกล่าวคำหยาบ พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดช่องย่องเบา พึงปล้นใหญ่
พึงปล้นเฉพาะหลังคาเรือน พึงดักที่ทางเปลี่ยว พึงผิดเมียท่าน พึงฆ่า
ชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม เพราะกรรมวิบาก หรือ ?
พึงให้ทาน พึงให้จีวร พึงให้บิณฑบาต พึงให้เสนาสนะ
พึงให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร เพราะกรรมวิบาก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คิลานปัจจยเภสัชชบริขารมีผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กรรมวิบากมีผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมวิบากไม่มีผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คิลานปัจจยเภสัชชบริขารไม่มีผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๐๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า โลกเป็นไปเพราะ
กรรม หมู่สัตว์เป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องกระชับ

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 525 (เล่ม 81)

เหมือนลิ่มสลักแห่งรถ ที่แล่นไปอยู่ ฉะนั้น๑ บุคคลได้เกียรติ ความ
สรรเสริญ เพราะกรรม และได้ความเสื่อม การถูกฆ่า การถูกจองจำก็
เพราะกรรม บุคคลรู้ชัดซึ่งกรรมนั้นว่า เป็นเครื่องทำให้ต่างกันฉะนี้แล้ว
ไฉนจะพึงกล่าวว่า กรรมไม่มีในโลกเล่า ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น สิ่งทั้งปวงนี้ ก็เป็นเพราะกรรม น่ะสิ.
สัพพมิทัง กัมมโตติกถา จบ
อรรถกถาสัพพมิทัง กัมมโตติกถา
ว่าด้วย สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสิ่งทั้งปวงนี้เป็น คือเกิด เพราะกรรม. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะทั้งหลาย
ว่า สิ่งทั้งปวงนี้กล่าวคือ กัมมวัฏฏะ กิเลสวัฏฏะ วิปากวัฏฏะเกิดมา
เพราะกรรมเทียว เพราะอาศัยพระสูตรว่า โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า สิ่งทั้งปวง เป็นต้นหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า
ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ แม้กรรมก็ย่อมเกิดแต่กรรม ดังนี้ จึง
กล่าวว่า แม้กรรมก็เป็น คือเกิด เพราะกรรมหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ
ด้วยคำว่า ผิว่า แม้กรรมชื่อว่าเกิดแต่กรรมจริงไซร้ กรรมนั้นก็พึงเป็น
วิบากเท่านั้น ดังนี้. คำว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะเหตุที่ทำไว้ในกาล
๑. ขุ. สุ. ๒๕/๓๘๒.

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 526 (เล่ม 81)

ก่อนหรือ สกวาทีถามเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า สิ่งทั้งปวงเกิดแต่กรรม สิ่งนั้น
ก็พึงมีเหตุที่ทำไว้แล้วในกาลก่อน. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวเป็น
ลัทธิปุพเพกตเหตุวาทะ. คำว่า เป็นพระวิบากแห่งกรรมหรือ สกวาที
ถามเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า สิ่งทั้งปวงย่อมเกิดเพราะกรรม กรรมใดที่เป็นเหตุ
แห่งความเป็นไปในอดีตภพ กรรมแม้นั้นก็เกิดจากกรรมในภพก่อน
เพราะฉะนั้น กัมมวิบากย่อมสำเร็จ ด้วยเหตุนั้น สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏ
เพราะกัมมวิบากตามลัทธิของท่านด้วยเหตุนั้นหรือ ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ
เพราะหมายเอาความเกิดแต่กรรมของความเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น
เหมือนหน่อแห่งพืชย่อมเกิดมาจากพืช. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านก็ตอบรับรอง
เพราะความที่กรรมแม้นั้นเป็นไป เพราะกรรมในก่อนเหมือนหน่อแห่งพืช
ย่อมเกิดจากพืชต้นก่อน. คำว่า บุคคลพึงฆ่าสัตว์ เป็นต้น สกวาที
กล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า สิ่งทั้งปวงเกิดแต่กัมมวิบากไซร้ บุคคลก็พึงทำ
ปาณาติบาตเป็นต้นด้วยกัมมวิบากนั้นนั่นแหละ. ปรวาทีตอบรับรองตาม
ลัทธิว่า แม้เจตนาในความเป็นผู้ทุศีลที่เกิดขึ้นในกรรมก่อนก็เป็นวิบาก
โดยปริยายหนึ่งทีเดียว. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ปาณาติบาตมี
ผลหรือ เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ปาณาติบาตย่อมสำเร็จจากกัมมวิบากตาม
ลัทธิของท่านไซร้ แม้วิบากก็มีผลปรากฏเหมือนปาณาติบาต ดังนี้ ปรวาที
เมื่อเห็นซึ่งความที่ปาณาติบาตมีผล เพราะความเป็นผลให้เกิดในนรก
เป็นต้น จึงตอบรับรอง. แต่เมื่อไม่เห็นฐานะที่สกวาทีกล่าวว่า สิ่งชื่อนี้
เป็นผลของกัมมวิบาก จึงตอบปฏิเสธ. แม้ใน อทินนาทาน เป็นต้น ก็นัยนี้.
คำว่า คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร มีผลหรือ ความว่า สกวาที
ย่อมถามว่า ผลแห่งการให้ทานมีอยู่ด้วยสามารถแห่งไทยธรรมหรือ ดังนี้.

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 527 (เล่ม 81)

พระสูตรว่า โลกคือสัตว์โลก เป็นไปเพราะกรรม ย่อมแสดงซึ่งความที่
บุคคลนับถือกรรมว่าเป็นของตน ของกัมมวาทีบุคคลว่า กรรมมีอยู่
เพราะปฏิเสธอกัมมวาทีบุคคล ที่กล่าวว่า กรรมไม่มีอยู่ ดังนี้ มิใช่แสดง
ซึ่งความที่สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะกรรมเลย เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้
จึงไม่สำเร็จดังลัทธินั้น ดังนี้แล.
อรรถกถาสัพพมิทัง กัมมโตติกถา จบ

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 528 (เล่ม 81)

อินทริยพัทธกถา
[๑๗๐๑] ปรวาที สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์ หรือ ?
สกวาที ถูกแล้ว.
ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความ
แปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไป
เป็นธรรมดา มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ก็ไม่เที่ยง เป็น
สังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป
เป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
มีความแปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์
เท่านั้นเป็นทุกข์.
[๑๗๐๒] ส. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา แต่มันไม่เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มี

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 529 (เล่ม 81)

ความแปรไปเป็นธรรมดา แต่มันไม่เป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา และมันเป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ
มีความแปรไปเป็นธรรมดา และมันเป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๐๓] ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่าเป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า
สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์.
[๑๗๐๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ฉันใด ก็อยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ฉันนั้นหรือ ?

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 530 (เล่ม 81)

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ทุกข์เนื่องด้วยอินทรีย์ อันพระอริยะกำหนดรู้แล้ว
ย่อมไม่เกิดขึ้นอีก ฉันใด ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ อันพระอริยะกำหนด
รู้แล้ว ก็ไม่เกิดขึ้นอีกฉันนั้น หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์
น่ะสิ.
อินทริยพัทธกถา จบ
อรรถกถาอินทริยพัทธกถา
ว่าด้วย สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์. ในปัญหานั้น
ทุกข์มี ๒ คือ อินทริยพัทธทุกข์ คือสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์ และ
อนินทริยพัทธทุกข์ คือสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์ ก็อินทริยพัทธะ
ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ อนินทริยพัทธะชื่อว่าเป็น
ทุกข์ เพราะความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในคำว่า สิ่งใด
ไม่เที่ยงสิ่งนั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกความเกิดและความดับ
บีบคั้น ดังนี้. ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกาย
เหตุวาทะทั้งหลายว่า การประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันใด ทุกข์อันนั้นเป็นอินทริยพัทธทุกข์นี้
เท่านั้น มิใช่ทุกข์อื่นนอกจากนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า สิ่งที่เนื่อง
ด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์หรือ เพื่อแสดงซึ่งความที่อนินทริยพัทธะ

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 531 (เล่ม 81)

คือสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ แม้นอกนี้ก็เป็นทุกข์ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นไม่เที่ยง ดังนี้ เพื่อท้วงด้วยคำว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ เหตุใด เพราะเหตุนั้น
อินทริยพัทธทุกข์เท่านั้นพึงเป็นสภาพไม่เที่ยงหรือ ดังนี้. คำว่า สิ่งที่ไม่
เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง....มิใช่หรือ อธิบายว่า แม้อนินทริยพัทธะ
เช่น แผ่นดิน ภูเขา แผ่นหิน เป็นต้น ก็ไม่เที่ยงมิใช่หรือ.
ในปัญหาว่า ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็น
ทุกข์หรือ คำตอบรับรองว่า ใช่ เป็นของสกวาที. จริงอยู่ อินทริยพัทธทุกข์
ย่อมเป็นอารมณ์ของทุกขโทมนัสทั้งหลาย. อันที่จริง ไฟในฤดูร้อนก็ดี
ลมในฤดูหนาวก็ดีก็เป็นอารมณ์ของทุกข์ ความฉิบหายแห่งโภคะเป็นต้น
ก็เป็นอารมณ์ของโทมนัสเสมอไป เพราะฉะนั้น แม้เว้นจากอินทริยพัทธทุกข์
เสียแล้ว ก็พึงกล่าวได้ว่า อนินทริยพัทธะเป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็น
สภาพไม่เที่ยง แต่ไม่ควรกล่าวว่า เป็นทุกขอริยสัจ เพราะความเป็นทุกข์
ไม่เกิดจากกรรมและกิเลสทั้งหลาย และเพราะความที่บุคคลไม่พึงกำหนด
รู้ได้ด้วยมรรค. อนึ่ง ความดับสลายไปแห่งหญ้าและต้นไม้เป็นต้น หรือ
ความดับสลายไปแห่งพืชที่เกิดตามฤดูกาลเป็นต้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็น
ทุกขนิโรธอริยสัจ เหตุใด เพราะเหตุนั้น อินทริยพัทธะเท่านั้นเป็นทุกข์
ด้วย เป็นอริยสัจจะด้วย แต่อนินทริยพัทธะนี้เป็นแต่เพียงทุกข์เท่านั้นไม่
เป็นอริยสัจ ดังนั้น สกวาทีเพื่อจะแสดงทุกข์ทั้ง ๒ ที่ต่างกันนี้ จึงตอบ
รับรองว่า ใช่ พระบาลีว่า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันเนื่องด้วยอินทรีย์
เป็นต้น ย่อมแสดงถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการกำหนดรู้

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 532 (เล่ม 81)

อินทริยพัทธทุกข์โดยการทำไม่ให้เกิดขึ้นอีกของผู้ที่กำหนดรู้แล้ว. ด้วย
เหตุนั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงปฏิเสธในปัญหานั้น. อันที่จริง ใคร ๆ ไม่อาจ
เพื่อปฏิเสธความที่อนินทริยพัทธทุกข์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์
ไว้ด้วยคำว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ ดังนี้ เพราะฉะนั้น
คำนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ว่าไม่เป็นทุกข์ ดังนี้แล.
อรรถกถาอินทริยพัทธกถา จบ

532