พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 513 (เล่ม 81)

ส. ถูกแล้ว.
ป. ความกำหนัดในกาม นับเนื่องในกามธาตุ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ความกำหนัดในกาม นับเนื่องในกามธาตุ
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงต้องกล่าวว่า ความกำหนัดในรูป นับเนื่องในรูปธาตุ
ความกำหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ.
รูปราโค รูปธาตุปริยาปันโน อรูปธาตุปริยาปันโนติกถา จบ
อรรถกถารูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา
ว่าด้วย รูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุเป็นต้น
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ อรูปราคะนับเนื่อง
ในอรูปธาตุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะ
ทั้งหลายว่า กามราคะ ความยินดีในกาม นับเนื่องในกามธาตุ เหตุใด
เพราะเหตุนั้น แม้รูปราคะทั้งหลาย คือความยินดีในรูป ก็พึงนับเนื่อง
ในรูปธาตุและอรูปธาตุ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในหนหลัง
นั่นแหละ. ด้วยว่า ในปัญหานี้ บัณฑิตพึงทราบบทที่ต่างกันว่า รูปราคะ
ย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุ และอรูปราคะย่อมนอนเนื่องในอรูปธาตุอย่าง
เดียว. ก็ลัทธินั้นมีอยู่ก็นิกายอันธกะทั้งหลายด้วย แก่นิกายสมิติยะ
ทั้งหลายด้วย แต่ปัญหานี้เป็นของนิกายอันธกะทั้งหลายเท่านั้น.
อรรถกถารูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา จบ

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 514 (เล่ม 81)

รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. นิคคหกถา ๒. ปัคคหกถา ๓. สุขานุปปทานกถา ๔. อธิคคัย-
หมนสิการกถา ๕. รูปังเหตูติกถา ๖. รูปังเหตุกันติกถา ๗. รูปังกุสลา-
กุสลันติกถา ๘. รูปังวิปาโกติกถา ๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา
๑๐. รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา.
วรรคที่ ๑๖ จบ

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 515 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๗
อัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา
[๑๖๘๙] สกวาที พระอรหันต์มีการสะสมบุญ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์มีการสะสมบาป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ไม่มีการสะสมบาป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ไม่มีการสะสมบุญ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๙๐] ส. พระอรหันต์มีการสะสมบุญ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ยังสร้างสมบุญญาภิสังขาร ยังสร้างสม
อาเนญชาภิสังขาร ยังทำกรรมที่เป็นไปเพื่อคติ เพื่อภพ เพื่อความเป็นใหญ่
เพื่อความเป็นอธิบดี เพื่อสมบัติใหญ่ เพื่อบริวารมาก เพื่อความงามในเทพ
เพื่อความงามในมนุษย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๙๑] ส. พระอรหันต์มีการสะสมบุญ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 516 (เล่ม 81)

ส. พระอรหันต์เลิกสะสมอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์ยังถือมั่น
อยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์ชำระล้างอยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์หมักหมม
อยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์กำจัดอยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์อบอวลอยู่หรือ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์สั่งสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสั่งสมอยู่ก็ไม่ใช่
แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้ว ดำรงอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์สั่งสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสั่งสมอยู่ก็
ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มี
การสะสมบุญ.
[๑๖๙๒] ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่ก็ไม่ใช่ ถือมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่
เป็นผู้ละขาดแล้วดำรงอยู่ ชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ หมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่
เป็นผู้ชำระล้างแล้วดำรงอยู่ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็น
ผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็
ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มีการ
สะสมบุญ.
[๑๖๙๓] ป. พระอรหันต์มีมีการสะสมบุญ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 517 (เล่ม 81)

ป. พระอรหันต์พึงให้ทาน หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าพระอรหันต์พึงให้ทาน ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์
ไม่มีการสะสมบุญ.
[๑๖๔๔] ป. พระอรหันต์ให้จีวร ฯลฯ พึงให้บิณฑบาต พึงให้
เสนาสนะ พึงให้คิลานปัจจยเภสัชบริขาร พึงให้ของเคี้ยว พึงให้ของ
บริโภค พึงให้น้ำดื่ม พึงไหว้พระเจดีย์ พึงยกขึ้นซึ่งมาลา พึงยกขึ้นซึ่ง
ของหอม พึงยกขึ้นซึ่งเครื่องลูบไล้ ที่พระเจดีย์ พึงทำประทักษิณพระเจดีย์
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระอรหันต์พึงทำประทักษิณพระเจดีย์ ก็
ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์ไม่มีการสะสมบุญ.
อัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา จบ
อรรถกถาอัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา
ว่าด้วย พระอรหันต์มีการสะสมบุญ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องพระอรหันต์มีการสะสมบุญ. ในเรื่องนั้น ชน
เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า การสะสม
บุญของพระอรหันต์มีอยู่ เพราะอาศัยกรรมมีการแจกจ่ายทานและ
การไหว้พระเจดีย์เป็นต้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำ
ตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงว่า ชื่อว่า
พระอรหันต์เป็นผู้มีบุญอันละบาปอันได้แล้ว ถ้าว่า พระอรหันต์พึง

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 518 (เล่ม 81)

ทำบุญบ้าง พึงทำบาปบ้างไซร้ ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า พระอรหันต์มีการ
สะสมบาปหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการทำกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น
จึงตอบปฏิเสธ. ในคำว่า พระอรหันต์ยังสร้างสมปุญญาภิสังขาร เป็นต้น
ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกรรมอันเป็นเหตุนำไปสู่ภพของพระอรหันต์
ไม่มี.
ในคำว่า พระอรหันต์พึงให้ทาน เป็นต้น สกวาทีตอบรับรอง
เพราะสภาพความเป็นไปแห่งทานเป็นต้นของพระอรหันต์มีอยู่ด้วยกิริยาจิต
แต่ปรวาทีไม่ถือเอาจิตจึงให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ด้วยการแสดงสักว่าเป็น
เรื่องของการกระทำ. ถึงอย่างนั้น ลัทธินั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้เพราะตั้งไว้โดย
อุบายอันไม่แยบคาย ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาอัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา จบ

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 519 (เล่ม 81)

นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา
[๑๖๙๕] สกวาที พระอรหันต์ ไม่มีอกาลมรณะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อรหันตฆาตไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรหันตฆาตมีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์มีอกาลมรณะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
[๑๖๙๖] ส. ผู้ที่ปลงชีวิตพระอรหันต์นั้น ปลงในเมื่อมีชีวิตคือ ชีวิต
ส่วนที่เหลือยังมีอยู่ หรือว่า ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่.
ป. ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่.
ส. หากว่า ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีกาลมรณะ.
ป. ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่.
ส. อรหันตฆาตไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๙๖] ส. พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ยาพิษ ศาสตรา ไฟ ไม่พึงเข้าไปในกายของพระ-

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 520 (เล่ม 81)

อรหันต์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ยาพิษ ศาสตรา ไฟ พึงเข้าไปในกายของพระอรหันต์
ได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ยาพิษ ศัสตรา ไฟ พึงเข้าไปในกายของ
พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ.
[๑๖๙๗] ส. ยาพิษ ศัสตรา ไฟ พึงเข้าไปในกายของพระ-
อรหันต์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อรหันตฆาตไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๙๘] ป. พระอรหันต์มีอกาลมรณะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราไม่กล่าวความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา ที่บุคคลทำแล้ว สะสม
แล้วจะสิ้นสุดไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั้นแล จะให้ผลในทิฏฐธรรม
เทียว หรือในภพถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น พระอรหันต์ก็ไม่มีอกาลมรณะน่ะสิ.
นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา จบ

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 521 (เล่ม 81)

อรรถกถานัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา
ว่าด้วย พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ คือการตายใน
เวลาอันไม่สมควรของพระอรหันต์ไม่มี. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะและสมิติยะทั้งหลายว่า ชื่อว่า
พระอรหันต์ต้องเสวยกัมมวิบากทั้งปวงแล้วจึงจะปรินิพพาน ดังนี้
เพราะถือเอาเนื้อความแห่งพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าว
ความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาที่บุคคลทำแล้วสะสมแล้วจะสิ้นสุด
ไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั้นจะให้ผลในทิฏฐธรรมเทียว หรือ
ในภพที่ถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป ดังนี้ โดยไม่พิจารณา คำถาม
ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น
สกวาทีเพื่อจะท้วงว่า ผิว่า อกาลมรณะของพระอรหันต์ไม่มีไซร้ชื่อว่า
ผู้ฆ่าพระอรหันต์ก็ไม่พึงมี ดังนี้ จึงกล่าวว่า อรหันตฆาต คือผู้ฆ่า
พระอรหันต์ ไม่มีหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความที่อนันตริยกรรม
และบุคคลผู้เป็นเช่นนั้นนั่นแหละมีอยู่พร้อม. ในปัญหาว่า ยาพิษ... ไม่
พึงเข้าไปในกาย ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะลัทธิว่า กรรมที่ท่านทำไว้
ในกาลก่อนยังไม่สิ้นไปตราบใดยาพิษก็ไม่ทำอันตรายตราบนั้น ดังนี้.
คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ.
พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าว เป็นต้น ที่ปรวาที
กล่าวแล้วหมายเนื้อความนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่กล่าว
ความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาที่บุคคลทำแล้วสะสมแล้วจะสิ้นสุด
ไป เพราะมิได้รับมิได้ประสบมิได้เสวยผล คือหมายความว่า ไม่ทรง

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 522 (เล่ม 81)

กล่าวซึ่งความที่กรรมเหล่านั้นเป็นของสิ้นสุดโดยวิถีทั้งหมด ก็แลเมื่อ
กรรมที่ให้ผลในทิฏฐธรรมมีอยู่กรรมนั้นนั่นแหละพึงให้ผลในทิฏฐธรรม
มิใช่ให้ผลในภพอื่น ๆ เมื่อกรรมทีให้ผลในภพหน้า คือภพที่ ๒ มีอยู่
กรรมนั้นย่อมให้ผลในภพนั้นไม่ให้ผลในภพอื่น เมื่อกรรมที่จะให้ผลในภพ
อื่น ๆ มีอยู่ในกาลใด กรรมนั้นได้ให้โอกาสให้ผลในกาลนั้นย่อมให้ผล ด้วย
ประการฉะนี้. อีกนัยหนึ่ง ในปริยายอื่นอีกที่มีสภาพอย่างนี้ มีอธิบายว่า
ครั้นเมื่อความเป็นไปแห่งสังขาร คือการท่องเที่ยวไป แม้ในที่ทั้งปวง
มีอยู่ ประเทศของโลกนั้นย่อมไม่เว้นจากวาระของการให้ผลของกรรม
ด้วยประการฉะนี้ บุคคลอยู่ในที่ใด ๆ จึงไม่พ้นจากบาปกรรม ครั้น
เมื่อความเป็นเช่นนี้มีอยู่ กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ยังเหลืออยู่แม้อย่างหนึ่ง
ยังไม่มีโอกาสให้ผลในกาลก่อน พระอรหันต์ก็พึงเสวยผลแห่งกรรมนั้น
เพราะฉะนั้น ว่าโดยกาลเหมาะสมแล้ว การตั้งลัทธิว่า พระอรหันต์ไม่มี
อกาลมรณะ ดังนี้ ที่ปรวาทีทำแล้ว จึงชื่อว่าทำไว้ไม่ดี ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
อรรถกถานัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา จบ

522