พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 473 (เล่ม 81)

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับมรดกแห่งกรรม แม้ด้วยประการฉะนี้๑ ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่ง
ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง.
กัมมูปจยกถา จบ
วรรคที่ ๑๕ จบ
ตติยปัณณาสก์ จบ
อรรถกถากัมมูปจยกถา
ว่าด้วย ความสั่งสมกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสั่งสมกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มี
ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ชื่อว่า ความสั่งสมกรรม
เป็นอย่างหนึ่งนอกจากกรรม ทั้งเป็นจิตตวิปปยุต เป็นอัพยากตะ เป็น
อนารัมมณะ. คำถามของสกวาทีว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น โดย
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที
เพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ความสั่งสมกรรมนอกไปจากกรรมไซร้
ความสั่งสมผัสสะเป็นต้นก็จะพึงมีนอกจากผัสสะเป็นต้น ดังนี้ จึงกล่าว
คำว่า ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความ
ไม่มีในลัทธิ. ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรมเกิดพร้อมกับกรรม
๑. ม.ม. ๑๓/๘๘.

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 474 (เล่ม 81)

หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาการไม่ประกอบกับจิต แต่ตอบรับรอง
หมายเอาการสัมปยุตกับจิต. ในปัญหาว่า ความสั่งสมแห่งกรรม...เป็น
กุศลหรือ ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาวิปปยุต และตอบรับรองหมายเอา
สัมปยุต แม้ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรม ... เป็นอกุศล ข้างหน้า
ก็นัยนี้. ถูกถามว่า ความสั่งสมกรรม...มีอารมณ์หรือ ปรวาทีปรารถนา
ความไม่มีอารมณ์โดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า
เมื่อจิตดับ ความว่า เมื่อจิตกำลังดับในกาลใด กรรมก็กำลังแตกดับใน
กาลนั้น อนึ่ง คำว่า จิตนี้ท่านประกอบปฐมาวิภัติแต่ลงในอรรถแห่ง
สัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ครั้นเมื่อจิตกำลังแตกดับ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบพระบาลีนี้เท่านั้น ว่า.-
ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตกับจิตย่อมแตกดับ ที่วิปปยุตย่อมไม่
แตกดับ ในปัญหานั้น เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองด้วย ปฏิเสธ
ด้วย. คำว่า เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี ความว่า ครั้นเมื่อ
กรรมมีอยู่ ความสั่งสมกรรมก็มีอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ความสั่งสมกรรมตั้งอยู่
เฉพาะในกรรม วิบากย่อมเกิดเพราะความสั่งสมกรรมนั่นแหละ. ลัทธิ
ของปรวาทีว่า ก็ครั้นเมื่อกรรมนั้นดับแล้ว ความสั่งสมกรรมย่อมตั้งอยู่
จนถึงการเกิดขึ้นแห่งวิบาก ดุจพืชย่อมตั้งอยู่เพราะการเกิดขึ้นแห่งหน่อ
ของพืช เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. คำว่า กรรมอันนั้น ความสั่งสม
กรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ ความว่า ลัทธิของ
ปรวาทีนั้นว่า ความสั่งสมกรรมมีอยู่ในกรรม ความสั่งสมกรรมนั้นย่อม
ตั้งอยู่เพียงใดแต่การเกิดขึ้นแห่งวิบาก เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึง
ถามถึงธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นว่าเป็นสภาพเดียวกันหรือ. สกวาทีย่อม

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 475 (เล่ม 81)

ถามเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า แม้วิปากธัมมธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้วิบาก
เกิดขึ้น เป็นธรรมเนื่องด้วยอารมณ์นั่นเทียว เหมือนวิบากในบทว่า ทั้ง
วิบากก็มีอารมณ์หรือ. ส่วนปรวาทีตอบรับรองข้อหนึ่ง ปฏิเสธข้อหนึ่ง
ด้วยสามารถแห่งลัทธิ. แม้ในปฏิโลมปัญหาก็นัยนี้เหมือนกัน. คำที่เหลือ
ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล.
อรรถกถากัมมูปจยกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ปัจจยตากถา ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ๓. อัทธากถา
๔. ขณลยมุหุตตกถา ๕. อาสวกถา ๖. ชรามรณกถา ๗. สัญญาเวทยิตกถา
๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ๑๐. อสัญญสัตตู-
ปิกกถา ๑๑. กัมมูปจยกถา
วรรคที่ ๑๕ จบ

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 476 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๖
นิคคหกาถา
[๑๖๓๙] สกวาที บุคคลอื่น ข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นข่มได้ว่า จิตของบุคคลอื่นอย่ากำหนัด อย่า
ประทุษร้าย อย่าหลง อย่าเศร้าหมอง ดังนี้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นข่มได้ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่น
อย่าดับไปเลย ดังนี้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นข่มได้ว่า เวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ สัญญา
ที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เจตนาที่เกิดขึ้นแล้ว จิตที่เกิดขึ้นแล้ว ศรัทธาที่เกิดแล้ว
วิริยะที่เกิดขึ้นแล้ว สติที่เกิดขึ้นแล้ว สมาธิที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ปัญญาที่เกิด
ขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๐] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นละราคะ ละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะ เพื่อ
ประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 477 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๑] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นเจริญมรรค เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญ
โพชฌงค์ เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๒] ส. บุคคลอื่นย่อมข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ
ยังมรรคให้เกิดเพื่อประโยชน์ แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๓] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแก่บุคคลอื่น สุขและทุกข์คนอื่น
ทำให้ คนหนึ่งทำอีกคนหนึ่งเสวยผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๔] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลทำบาปด้วย
ตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเทียว ไม่ทำบาปด้วยตน ย่อมหมดจดด้วย
ตนเทียว ความหมดจด ความไม่หมดจดเป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะยัง

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 478 (เล่ม 81)

คนอื่นให้หมดจดไม่ได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นข่มจิตเพื่อบุคคล
อื่นได้ดังนี้.
[๑๖๔๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่งเป็นผู้มีความ
ชำนาญมีอยู่ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่งเป็น
มีความชำนาญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลอื่นข่มจิต
ของบุคคลอื่นได้.
นิคคหกถา จบ
อรรถกถานิคคหกถา
ว่าด้วย การข่ม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการข่ม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด
ดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ผู้ใดมีกำลัง มีอำนาจในโลก ถ้าว่า
เขาไม่พึงอาจเพื่อข่มจิตของผู้อื่นได้ไซร้ ความมีกำลัง หรือความมีอำนาจ
จะมีประโยชน์อะไรแก่ชนเหล่านั้น ก็เพราะความเป็นผู้มีกำลังและมีอำนาจ
๑. ขุ.ธ. ๒๕/๒๒.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 479 (เล่ม 81)

บุคคลเหล่านั้น จึงข่มจิตของบุคคลเหล่าอื่นได้ ดังนี้ คำถามของสกวาที
ว่า บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่น เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ข่ม ได้แก่
การห้ามจิตมิให้ตกไปสู่สังกิเลส. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลี
นั่นแล.
อรรถกถานิคคหกถา จบ

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 480 (เล่ม 81)

ปัคคหกถา
[๑๖๔๖] สกวาที บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นประคองได้ว่า จิตของบุคคลอื่นอย่ากำหนัด
อย่าประทุษร้าย อย่าหลง อย่าเศร้าหมอง ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๗] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นยังกุศลมูลคืออโลภะให้เกิด ยังกุศลมูลคือ
อโทสะให้เกิด ยังกุศลมูลคืออโมหะให้เกิด ยังศรัทธาให้เกิด ยังวิริยะให้
เกิด ยังสติให้เกิด ยังสมาธิให้เกิด ยังปัญญาให้เกิด แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๘] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นประคองไว้ได้ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นแล้วแก่
บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นประคองไว้ได้ว่า เวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ
ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว แก่บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๔๙] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 481 (เล่ม 81)

ส. บุคคลอื่นละราคะ ละโทสะ ละโมหะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะ
เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๕๐] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นเจริญมรรค เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญ
โพชฌงค์ เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๕๑] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่น ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นกำหนดรู้ทุกข์ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดเพื่อ
ประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๕๒] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแก่บุคคลอื่น สุขและทุกข์คนอื่น
ทำให้ คนหนึ่งทำคนหนึ่งเสวยผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลทำบาปด้วย
ตน ฯลฯ คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดไม่ได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 482 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้นก็พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นประคองจิต
ของบุคคลอื่นได้.
[๑๖๕๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลได้
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่งเป็นผู้มีความ
ชำนาญมีอยู่ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่ง
เป็นผู้มีความชำนาญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่าบุคคลอื่น
ประคองจิตของบุคคลอื่นได้.
ปัคคหกถา จบ
อรรถกถาปัคคหกถา
แม้ในกถาว่าด้วย การประคองจิต ก็นัยนี้นั่นแหละ

482