พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 453 (เล่ม 81)

ชรามรณกถา
[๑๖๒๐] สกวาที ชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ
หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค
เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติมรรคก็เป็นโสดาปัตติมรรค
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติมรรคก็เป็นโสดาปัตติมรรค
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติผลก็เป็นโสดาปัตติผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ แห่งสกทาคามิผล
ฯลฯ แห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ แห่งอนาคามิผล ฯลฯ แห่งอรหัตมรรคก็
เป็นอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งอรหัตมรรคก็เป็นอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งอรหัตผลก็เป็นอรหัตผล หรือ ?

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 454 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งสติปัฏฐาน แห่งสัมมัปปธาน แห่ง
อิทธิบาท แห่งอินทรีย์ แห่งพละ ฯลฯ ชรามรณะแห่งโพชฌงค์ ก็เป็น
โพชฌงค์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรมก็เป็น
โลกุตตระ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เป็นโลกิยะ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้นก็เป็นโลกุตตระ น่ะสิ.
ชรามรณกถา จบ
อรรถกาชรามรณกถา
ว่าด้วย ชราและมรณะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องชราและมรณะ. ในเรื่องนั้น ธรรมดาว่า ชรา
และมรณะไม่ควรกล่าวว่าเป็นโลกีย์หรือโลกุตตระ เพราะมิใช่เป็นสภาวะ
ที่สำเร็จแล้ว คือมิใช่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเหมือนธรรมทั้งหลายมีรูป
เป็นต้น. จริงอยู่ในทุกมาติกาว่า โลกิยา ธมฺมา โลกุตฺตรา ธมฺมา ดังนี้
ชราและมรณะไม่สำเร็จในโลกิยบท ได้แก่ จิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘
และโลกุตตรบท ได้แก่ โลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ นิพพาน. ในปัญหานั้น

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 455 (เล่ม 81)

ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ชรา
และมรณะของโลกุตตรธรรมเป็นโลกุตตระ เพราะไม่ถือเอาสภาวะนี้
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแล.
อรรถกถาชรามรณกถา จบ

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 456 (เล่ม 81)

สัญญาเวทยิตกถา
[๑๖๒๒] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกุตตระ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค
เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็น
โลกุตตระ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เป็นโลกิยะ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าเช่นนั้นก็เป็นโลกุตตระ น่ะสิ.
สัญญาเวทยิตกถา จบ
อรรถกถาสัญญาเวทยิตถา
ว่าด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ คือสมาบัติที่ดับ
สัญญาเวทนา. ในเรื่องนั้น ธรรมอะไร ๆ ชื่อว่าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
หามีไม่ มีแต่ความดับขันธ์ทั้ง ๔ เพราะฉะนั้นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
นั้น จึงไม่ใช่โลกีย์ ไม่ใช่โลกุตตระ ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิ
นิกายเหตุวาทนั่นแหละว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติไม่เป็นโลกีย์
เพราะเป็นโลกุตตระ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำ
ตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือเช่นกับเรื่องก่อนนั่นแหละ.
อรรถกถาสัญญาเวทยิตกถา จบ

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 457 (เล่ม 81)

สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒
[๑๖๒๓] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ
เป็นวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นกามาวจร หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นรูปาวจร หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นอรูปาวจร หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะ
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เป็นโลกุตตระ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นโลกิยะ น่ะสิ.
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒ จบ

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 458 (เล่ม 81)

อรรถกถาทุติยสัญญาเวทยิตกถา
ว่าด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธที่ ๒
บัดนี้ ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ไม่เป็นโลกุตตระ เพราะเป็นโลกียะ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายเหตุวาทะ
ทั้งหลาย คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที คำที่เหลือเช่นกับเรื่องก่อนนั่นแล.
อรรถกถาทุติยสัญญาเวทยิตนิโรธกถา จบ

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 459 (เล่ม 81)

สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓
[๑๖๒๕] สกวาที บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงกระทำกาละ
คือตาย หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ผัสสะอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด เวทนาอัน
เกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด สัญญาอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด
เจตนาอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด จิตอันเกิดในสมัยมีความตาย
เป็นที่สุดของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อันเกิดในสมัยมี
ความตายเป็นที่สุด ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ผัสสะ สัญญา เจตนา จิตอันเกิดในสมัยมี
ความตายเป็นที่สุด ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มี ก็ต้องไม่
กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ ดังนี้.
[๑๖๒๖] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มีหรือ ?

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 460 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ มีการทำกาละ บุคคลไม่มีเวทนา
มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้ไม่มีจิต มีการทำกาละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีผัสสะ มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้มีจิต
มีการทำกาละ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลผู้มีผัสสะ มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้
มีจิต มีการทำกาละ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
พึงทำกาละ ดังนี้.
[๑๖๒๗] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ใน
กายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ยาพิษไม่พึงเข้าไป ศาตราไม่พึงเข้าไป ไฟไม่พึง
เข้าไป ในกายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ยาพิษไม่พึงเข้าไป ศาตราไม่พึงเข้าไป ไฟ
ไม่พึงเข้าไป ในกายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ.
[๑๖๒๘] ส. บุคคลเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ ?

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 461 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ใน
กายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มิได้เข้านิโรธ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. บุคคลเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
ไม่พึงทำกาละ หรือ ?
ส. ไม่มี.
ป. หากว่า นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลเข้าสัญญา-
เวทยิตนิโรธไม่พึงทำกาละ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเข้าสัญญาเวท-
ยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ.
[๑๖๒๙] ส. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ ไม่พึงทำกาละ
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุ-
วิญญาณ ไม่พึงทำกาละ มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อม
ด้วยจักขุวิญญาณไม่พึงทำกาละ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อม

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 462 (เล่ม 81)

ด้วยจักขุวิญญาณ ไม่พึงทำกาละ.
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓ จบ
อรรถกถาตติยสัญญาเวทยิตกถา
ว่าด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธที่ ๓
บัดนี้ ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายราชคิริกะทั้งหลาย
ว่า แม้ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติพึงทำกาละได้ โดยถือหลักว่า
ชื่อว่าความแน่นอนไม่มีเพราะความที่สัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา
ดังเช่นคำว่า ผู้โน้นตาย ผู้โน้นยังไม่ตาย ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อ
แสดงถึงเวลาตายและมิใช่เวลาตาย เพราะความที่บุคคลแม้เข้าสมาบัติ
ก็มีความตายเป็นธรรมดา คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น
สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ผัสสะอันเกิดในสมัยมีความตายเป็น
ที่สุด เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยอาการที่ว่าผัสสะอันเกิดในเวลาที่มีความตาย
เป็นธรรมดา ชื่อว่าพึงมีแก่ผู้กระทำกาละโดยอาการนั้นหรือ.
ถูกถามว่า บุคคลผู้ไม่มีผัสสะมีการกระทำกาละ เป็นต้น ปรวาที
ตอบปฏิเสธโดยหมายเอาสัตว์ที่เหลือ คือนอกจากผู้เข้าสมาบัตินั้น.
ถูกถามคำว่า ยาพิษพึงเข้าไป เป็นต้น ก็ตอบปฏิเสธโดยหมาย
เอาอานุภาพแห่งสมาบัติ. แต่ตอบรับรองในครั้งที่ ๒ โดยหมายเอาสรีระ
ปกติ. ก็ถ้าเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ ชื่อว่าอานุภาพแห่งสมาบัติก็ไม่มี
ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงซักปรวาทีว่า มิได้เข้านิโรธหรือ.
คำถามว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละหรือ
เป็นของปรวาที. ในปัญหาของปรวาทีว่า นิยามอันเป็นเหตุกำหนด

462