พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 443 (เล่ม 81)

พร้อมกับสังขารมิใช่หรือ นี้ท่านถือเอาอปุญญาภิสังขารอย่างเดียว
เพราะฉะนั้น ในคำว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ นี้
บัณฑิตพึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจสหชาตะ อัญญมัญญะ อัตถิ
อวิคตะสัมปยุตตปัจจัย.
ในคำว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหา นี้ อธิบายว่า
ยกเว้นกามุปาทานเสียแล้ว บัณฑิตพึงทราบว่า อุปาทานที่เหลือ ๓ ย่อม
เป็นปัจจัยแก่ตัณหา ดุจสังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่อวิชชา. คำที่เหลือ
พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ. คำถามว่า เพราะชรามรณะเป็นปัจจัย
เป็นต้น เป็นของปรวาที. คำถามว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิด
นามรูป เป็นต้น เป็นของสกวาที ดังนี้แล.
อรรถกถาอัญญมัญญปัจจยกถา จบ

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 444 (เล่ม 81)

อัทธากถา
[๑๖๑๕] สกวาที อัทธา คือ ระยะกาล เป็นปรินิปผันนะ ได้แก่
สภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ
เป็นวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อัทธาส่วนอดีต เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นไป หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ
เป็นวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อัทธาส่วนอนาคต เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ
เป็นวิญญาณ หรือ ?

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 445 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อัทธาส่วนปัจจุบัน เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ
เป็นวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอดีต
เป็นอัทธาส่วนอดีต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อัทธาส่วนอดีต เป็น ๕ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอนาคต
เป็นอัทธาส่วนอนาคต หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ส. อัทธาส่วนอนาคต เป็น ๕ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน
เป็นอัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อัทธาส่วนปัจจุบัน เป็น ๕ หรือ ?

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 446 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นอัทธาส่วนอดีต ขันธ์ ๕ ที่
เป็นอนาคต เป็นอัทธาส่วนอนาคต ขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วน
ปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อัทธา เป็น ๑๕ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต อายตนะ
๑๒ ที่เป็นอนาคตเป็นอัทธาส่วนอนาคต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบันเป็น
อัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อัทธา เป็น ๓๖ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต ธาตุ ๑๘ ที่
เป็นอนาคตเป็นอัทธาส่วนอนาคต ธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบันเป็นอัทธาส่วน
ปัจุจบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อัทธา เป็น ๕๔ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต อินทรีย์
๒๒ ที่เป็นอนาคตเป็นอัทธาส่วนอนาคต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นปัจจุบันเป็น
อัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ ?

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 447 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. อัทธาเป็น ๖๖ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๑๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อัทธา เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กถาวัตถุมี ๓ อย่าง. ๓ อย่างเป็นไฉน ? บุคคลพึงกล่าวกถาปรารภระยะ
กาลส่วนอดีตว่า ระยะกาลที่ล่วงแล้วได้เป็นแล้วอย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึง
กล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนอนาคตว่า ระยะกาลส่วนอนาคตจักเป็น
อย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนปัจจุบัน ณ บัดนี้ว่า
ปัจจุบันเป็นอยู่ในบัดนี้อย่างนี้ ดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ
มี ๓ อย่าง ฉะนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น อัทธาก็เป็นปรินิปผันนะ น่ะสิ.
อัทธากถา จบ
อรรถกถาอัทธากถา
ว่าด้วย ระยะกาล
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องระยะกาล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดว่า ชื่อว่า กาลกล่าวคือ เวลาเป็นสภาพสำเร็จแล้วมีอยู่ เพราะอาศัย
๑. องฺ. ติก. ๒๐/๕๐๗.

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 448 (เล่ม 81)

พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุเหล่านี้มี ๓ คือเรื่องที่กล่าว
ปรารภอดีต อนาคต และปัจจุบัน ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อัทธา คือ
อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบันกาล เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว ดังนี้ เพื่อแสดง
วิภาค คือการจำแนก แก่ชนเหล่านั้นว่า ชื่อว่ากาลอะไร ๆ เป็นสภาวะ
สำเร็จแล้วไม่มี แต่ขันธ์ทั้งหลายขันธ์ใดขันธ์หนึ่งมีรูปเป็นต้นที่สักว่า
บัญญัติไว้เพราะกาล เป็นของสำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว มีอยู่ ดังนี้ คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจงกล่าวคำว่า เป็นรูป เป็นต้น
เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า กาลนั้นเป็นของสำเร็จแล้วมีอยู่ไซร้ กาลนั้นก็พึงเป็น
เช่นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งมีรูปขันธ์เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือ
พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาอัทธากถา จบ

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 449 (เล่ม 81)

ขณลยมุหุตตกถา
[๑๖๑๗] สกวาที ขณะเป็นปรินิปผันนะ ลยะ๑ เป็นปรินิปผันนะ
มุหุตตะ เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ?
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ
เป็นวิญญาณ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๑๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า มุหุตตะเป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กถาวัตถุนี้มี ๓ อย่าง ๓ อย่างเป็นไฉน ? บุคคลพึงกล่าวกถาปรารภ
ระยะกาลส่วนอดีตว่า ระยะที่ล่วงแล้วได้เป็นแล้วอย่างนี้ ดังนี้บ้าง
พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนอนาคตว่า ระยะกาลส่วนอนาคตจักเป็น
อย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลปัจจุบัน ณ บัดนี้ว่า
ปัจจุบันมีอยู่ ณ บัดนี้ อย่างนี้ ดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓
อย่าง ฉะนี้แล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น มุหุตตะ ก็เป็นปรินิปผันนะ น่ะสิ.
ขณลยมุหุตตกถา จบ
๑. ระยะเวลา ๑๐ นิ้วเป็นขณะหนึ่ง, ๑๐ ขณะเป็นลยะหนึ่ง, ๑๐ ลยะเป็นขณลยะหนึ่ง, ๑๐ ขณล
ยะเป็น
มุหุตตะหนึ่ง, ๑๐ มุหุตตะเป็นขณมุหุตตะหนึ่ง. อภิธานัปปทีปิกา.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 450 (เล่ม 81)

อรรถกถาขณลยมุหุตตกถา
ว่าด้วย ขณะ ลยะ มุหุตตะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องขณะ คือครั้งหนึ่ง หรือคราวหนึ่ง ลยะ คือ
ประเดี๋ยวหนึ่ง มุหุตตะ คือ ครู่หนึ่ง. แม้ในเรื่อง ขณะลยะและมุหุตตะก็
นัยนี้นั่นแหละ คือนัยเดียวกับอัทธา เพราะขณะลยะมุหุตตะเหล่านี้แม้
ทั้งหมดเป็นไวพจน์ของเวลานั่นแหละ.
อรรถกถาขณลยมุหุตตกถา จบ

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 451 (เล่ม 81)

อาสวกถา
[๑๖๑๙] สกวาที อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค
เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. อาสวะเหล่านั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะโดยอาสวะ
เหล่าใด อาสวะเหล่านั้น มีอยู่พวกหนึ่ง หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น อาสวะ ๔ ก็ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
น่ะสิ.
อาสวกถา จบ
อรรถกถาอาสวกถา
ว่าด้วย อาสวะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอาสวะ ๔. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดดุจลัทธิของนิกายเหตุวาทว่า ชื่อว่า อาสวะอื่นยิ่งกว่าอาสวะ ๔ ไม่มี
อาสวะ ๔ จะพึงเป็นอารมณ์ของอาสวะได้ด้วยอาสวะใดเล่า เพราะ

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 452 (เล่ม 81)

อาสวะ ๔ เหล่านั้นไม่เป็นอาสวะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน
เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า
เป็นมรรค เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า อาสวะเหล่านั้นไม่เป็น
อาสวะไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ อาสวะเหล่านั้นก็พึงบรรลุ
เป็นภาวะแห่งมรรคเป็นต้น. คำที่เหลือในทีนี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาอาสวกถา จบ

452