พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 433 (เล่ม 81)

พระนิพพาน ทิฏฐิท่านเรียกว่า เป็นอัพยากตะ เพราะความเป็นธรรมไม่
ให้ผล คือไม่ให้ประโยชน์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวัจฉะ
ทิฏฐิคือความเห็นว่า โลกเที่ยง เป็นต้นนี้แล เราไม่พยากรณ์แล้ว เพราะ
ความที่โลกนั้นเป็นของอันเราไม่กล่าวโดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.
แต่ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะ
ทั้งหลายว่า ทิฏฐิเป็นอัพยกตะ เป็นราวกะอัพยากตะแรก คือวิปาก-
อัพยากตะ เพราะไม่ถือเอาวิภาคนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ทิฏฐิ
เป็นอัพยากตะหรือ เป็นต้น ก็เพื่อจะจำแนกเนื้อความนั้นแก่ชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้พึงทราบตามพระบาลี
นั่นแล.
อรรถกถาอัพยากตกถา จบ

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 434 (เล่ม 81)

อปริยาปันนกถา
[๑๕๙๔] สกวาที ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค
เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคา-
มิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน
เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๙๕] ป. ไม่พึงกล่าว ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ปุถุชน พึงกล่าวว่า ผู้ปราศจากกำหนัดในกามทั้งหลาย
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้ปราศจากทิฏฐิ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ น่ะสิ.
อปริยาปันนกถา จบ
อรรถกถาอปริยาปันนกถา
ว่าด้วย โลกุตตรธรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอปริยาปันนะ คือโลกุตตระ. ในเรื่องนั้น ชน
เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า ปุถุชนผู้ได้

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 435 (เล่ม 81)

ฌานพึงกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้วในกามทั้งหลาย แต่ไม่ได้
กล่าวว่าเป็นผู้มีทิฏฐิไปปราศแล้ว เหตุใด เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิจึงเป็น
อปริยาปันนะ คือ โลกุตตรธรรม ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน
เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตาม
พระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล.
อรรถกถาอปริยาปันนก จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ๒. สฬายตนุปปัตติกถา ๓. อนันตร-
ปัจจยกถา ๔. อริยรูปกถา ๕. อัญโญอนุสโยติกถา ๖. ปริยุฏฐานัง
จิตตวิปปยุตตันติกถา ๗. ปริยาปันนกถา ๘. อัพยากตกถา ๙. อปริยา-
ปันนกถา.
วรรคที่ ๑๔ จบ

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 436 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๕
ปัจจยตากถา
[๑๕๙๖] สกวาที ความเป็นปัจจัย ท่านจำกัดไว้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. วิมังสา เป็นเหตุและเป็นอธิบดีด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า วิมังสา เป็นเหตุและเป็นอธิบดีด้วย ด้วยเหตุ
นั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย และ เป็นปัจจัย
โดยอธิปติปัจจัย
[๑๕๙๗] ส. ฉันทาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ฉันทาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็น
ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย
[๑๕๙๘] ส. วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็น
ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย.
ส. วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็น
อินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 437 (เล่ม 81)

ส. หากว่า วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ
เป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดย
อธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอินทรีย์ปัจจัย.
[๑๕๙๙] ส. วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็นองค์
แห่งมรรคด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น
องค์แห่งมรรคด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดย
อธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัย โดยมรรคปัจจัย.
[๑๖๐๐] ส. จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็น
ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย.
[๑๖๐๑] ส. จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น
อาหารด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ
เป็นอาหารด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติ-
ปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย.
[๑๖๐๒] ส. จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น
อินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 438 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ
เป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดย
อธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย.
[๑๖๐๓] ส. วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ
เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย
[๑๖๐๔] ส. วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น
อินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ
เป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย
และ เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย.
[๑๖๐๕] ส. วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น
องค์แห่งมรรคด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ
เป็นองค์แห่งมรรคด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัย
โดยอธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย.
[๑๖๐๖] ส. ปัจจเวกขณา ทำอริยธรรมให้หนัก บังเกิดขึ้นและ

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 439 (เล่ม 81)

ทำอริยธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่าปัจจเวกขณา ทำอริยธรรมให้หนัก บังเกิดขึ้น
และทำอริยธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
(อริยธรรม) เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และเป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัย.
[๑๖๐๗] ส. กุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแห่ง
กุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า กุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตร-
ปัจจัยแห่งกุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดย
อาเสวนปัจจัย.
[๑๖๐๘] ส. อกุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแห่ง
อกุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อกุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตร-
ปัจจัย แห่งอกุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดย
อาเสวนปัจจัย.
[๑๖๐๙] ส. กิริยาพยากตธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตร-
ปัจจัย แห่งกิริยาพยากตธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 440 (เล่ม 81)

ส. หากว่า กิริยาพยากตธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดย
อนันตรปัจจัย แห่งกิริยาพยากตธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย และ เป็น
ปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย.
[๑๖๑๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความเป็นปัจจัย ท่านจำกัดไว้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอารัมณ-
ปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัย
ก็ได้ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นปัจจัยท่านก็จำกัดไว้ น่ะสิ.
ปัจจยตากถา จบ
อรรถกถาปัจจยตากถา
ว่าด้วย ความเป็นปัจจัย
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความเป็นปัจจัย. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ธรรมใดเป็นปัจจัยด้วย
เหตุปัจจัยแล้ว ธรรมนั้นก็เป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดเหล่านั้น
เท่านั้น ย่อมไม่เป็นปัจจัยด้วยอารัมมณะ อนันตระ สมนันตรปัจจัย หรือ
ว่าธรรมใดเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดด้วยอารัมมณปัจจัยแล้ว ธรรมนั้น
ย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละด้วย อนันตระและสมนันตร-
ปัจจัย เหตุใด เพราะเหตุนั้น ความเป็นปัจจัยท่านจำกัดไว้แล้ว ดังนี้
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาปัจจยตากถา จบ

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 441 (เล่ม 81)

อัญญมัญญปัจจยกถา
[๑๖๑๑] สกวาที สังขารเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่
พึงกล่าวว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า แม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยก็เกิดสังขารได้ แม้เพราะ
สังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้.
[๑๖๑๒] ส. อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึง
กล่าวว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงต้องกล่าวว่า แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัยก็เกิดอุปาทานได้ แม้เพราะ
อุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้.
[๑๖๑๓] ป. คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชราและมรณะเป็น
ปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
หรือ ?
ส. ไม่มี.
ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 442 (เล่ม 81)

เท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ อุปาทาน
เกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะอุปาทานเป็น
ปัจจัยก็เกิดตัณหาได้.
[๑๖๑๔] ส. คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
จึงเกิดเป็นนามรูป แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็เกิดวิญญาณได้ ดังนี้ เป็นสูตร
มีอยู่จริง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น สังขารก็เกิดแม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
อวิชชาก็เกิดแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อุปาทานก็เกิดแม้เพราะตัณหา
เป็นปัจจัย ตัณหาก็เกิดแม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย น่ะสิ.
อัญญมัญญปัจจยกถา จบ
อรรถกถาอัญญมัญญปัจจยกถา
ว่าด้วย อัญญมัญญปัจจัย
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอัญญมัญญปัจจัย. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิด
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย นี้เท่านั้นเป็นแบบแผน คำว่าอวิชชาย่อมเกิดแม้
เพราะสังขารเป็นปัจจัยไม่มีในลัทธิ เพราะฉะนั้น อวิชชาเท่านั้นจึงเป็น
ปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย แต่สังขารทั้งหลายหาได้เป็นปัจจัยแก่อวิชชาไม่
ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น เพื่อแสดงเนื้อความว่า แม้
ความเป็นปัจจัยแก่กันและกันของปัจจัยทั้งหลายมีอวิชชาและสังขาร
เป็นต้นมีอยู่ ดังนี้ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในคำว่า อวิชชาเกิด

442