พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 413 (เล่ม 81)

อริยรูปกถา
[๑๕๖๘] สกวาที อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อริยรูปเป็นกุศล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มหาภูตรูปเป็นกุศล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มหาภูตรูปเป็นอัพยากฤต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อริยรูปเป็นอัพยากฤต หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อริยรูปเป็นอนาสวะ๑ เป็นอสัญโญชนียะ เป็น
อคันถนียะ เป็นอโนฆนียะ เป็นอโยคนียะ เป็นอนีวรณียะ เป็นอปรามัฏฐะ
เป็นอนุปาทานิยะ เป็นอสังกิเลสิกะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มหาภูตรูป เป็นอนาสวะ ฯลฯ เป็นอสังกิเลสสิกะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๑. อนาสวะ แปลว่า ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ แม้คำต่อ ๆ ไปก็แปลอย่างเดียวกัน เช่น อสัญ
โญชนียะ
แปลว่า ไม่มีอารมณ์ของสังโยชน์ ดูนิทเทสในธรรมสังคณีปกรณ์.

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 414 (เล่ม 81)

ส. มหาภูตรูป เป็นสาสวะ๑ เป็นสัญโญชนียะ ฯลฯ เป็น
สังกิเลสิกะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อริยรูป เป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนียะ ฯลฯ เป็น
สังกิเลสิกะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๖๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น อริยรูปก็อาศัยมหาภูตรูป น่ะสิ.
อริยรูปกถา จบ
อรรถกถาอริยรูปกถา
ว่าด้วย อริยรูป
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอริยรูป คือรูปของพระอริยะ หรือรูปเป็นอริย.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย
ว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเป็นอุปาทารูป คือรูปอาศัย เพราะ
พระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือมหาภูตรูป ๔
๑. สาสวะ แปลว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะ แม้คำต่อ ๆ ไป ก็แปลโดยนัยเดียวกัน เช่น สัญโญชนี
ยะ
แปลว่า เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ดูนิทเทสในธรรมสังคณีปกรณ์.

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 415 (เล่ม 81)

และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ คืออุปาทารูป ๒๔ ดังนี้ คำถามของสกวาที
ว่า อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป ดังนี้ หมายถึงชนเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบ
วิเคราะห์คำว่า อริยรูป ในปัญหานั้น ดังนี้ว่า รูปแห่งพระอริยะทั้งหลาย
ชื่อว่า อริยรูป หรือว่า รูป คือ อริยะ ชื่อว่า อริยรูป. ในปัญหานั้น ปรวาที
ตอบรับรองว่า ใช่ เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. ถูกถามว่า อริยรูปเป็นกุศลหรือ
ก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธินั่นเหละ. แม้ในคำถามว่า อริยรูป
เป็นอนาสวะ เป็นอาสวะ เป็นต้น ก็นัยนี้.
พระสูตรว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น อธิบายว่า ยกเว้น
มหาภูตรูปเสียแล้ว ย่อมแสดงถึงความที่รูปทั้งหลายที่เหลือเป็นอุปาทารูป
มิใช่แสดงถึงความที่สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเหล่านั้นเป็นรูป จริงอยู่
ความที่สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเหล่านั้นไม่สำเร็จเป็นไปสักอย่าง
ความเป็นอุปาทารูปของสัมมาวาจาเป็นต้นนั้นจะมีมาแต่ที่ไหน เพราะ
ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงไม่สำเร็จดังคำที่อ้างนั้น ดังนี้แล.
อรรถกถาอริยรูปกถา จบ

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 416 (เล่ม 81)

อัญโญ อนุสโยติกถา
[๑๕๗๐] สกวาที กามราคานุสัยอย่างหนึ่ง กามราคปริยุฏฐาน
ก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. กามราคะอย่างหนึ่ง กามราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามราคะอันนั้น กามราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กามราคานุสัยอันนั้น กามราคปริยุฏฐานก็อันนั้น
แหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๑] ส. ปฏิฆานุสัยอย่างหนึ่ง ปฏิฆปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปฏิฆะอย่างหนึ่ง ปฏิฆปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปฏิฆะอันนั้น ปฏิฆปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปฏิฆานุสัยอันนั้น ปฏิฆปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๒] ส. มานานุสัยอย่างหนึ่ง มานปริยุฏฐาน ก็อย่างหนึ่ง หรือ ?

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 417 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. มานะอย่างหนึ่ง มานปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มานะอันนั้น มานปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มานานุสัยอันนั้น มานปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๓] ส. ทิฏฐานุสัยอย่างหนึ่ง ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทิฏฐิอย่างหนึ่ง ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทิฏฐิอันนั้น ทิฏฐิปยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ทิฏฐานุสัยอันนั้น ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๔] ส. วิจิกิจฉานุสัยอย่างหนึ่ง วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อย่าง
หนึ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิจิกิจฉาอย่างหนึ่ง วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิจิกิจฉาอันนั้น วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 418 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. วิจิกิจฉานุสัยอันนั้น วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๕] ส. ภวราคานุสัยอย่างหนึ่ง ภวราคปริยุฏฐานก็อย่าง
หนึ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ภวราคะอย่างหนึ่ง ภวราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ภวราคะอันนั้น ภวราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ภวราคานุสัยอันนั้น ภวราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๖] ส. อวิชชานุสัยอย่างหนึ่ง อวิชชาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อวิชชาอย่างหนึ่ง อวิชชาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อวิชชาอันนั้น อวิชชาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อวิชชานุสัยอันนั้น อวิชชาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 419 (เล่ม 81)

หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยอย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤต เป็นไป
อยู่ พึงกล่าวว่า ผู้มีอนุสัย หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พึงกล่าวว่า ผู้มีจิตอันปริยุฏฐานกลุ้มรุม หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
น่ะสิ.
ส. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤต เป็นไป
อยู่ พึงกล่าวว่า ผู้มีราคะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พึงกล่าวว่า มีจิตอันปริยุฏฐานกลุ้มรุม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
น่ะสิ.
อัญโญ อนุสโยติกถา จบ

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 420 (เล่ม 81)

อรรถกถาอัญโญ อนุสโยติกถา
ว่าด้วย อนุสัยเป็นอย่างหนึ่ง
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอนุสัยเป็นอย่างหนึ่ง คืออย่างอื่นจากปริยุฏฐาน.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า
ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตเป็นกุศล หรืออัพยากตะกำลังเป็นไป พึงกล่าวได้ว่า
เขามีอนุสัย แต่ไม่พึงกล่าวว่าเป็นผู้มีปริยุฏฐาน เพราะฉะนั้น อนุสัยก็
เป็นอย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็เป็นอย่างหนึ่ง ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า
กามราคานุสัยอย่างหนึ่ง เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่อง
อนุสัยกถา ในหนหลังนั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง คำว่า ผู้มีอนุสัย เป็นต้น ท่านย่อมแสดงซึ่งความที่คำอัน
บุคคลพึงกล่าวว่า ปุถุชนชื่อว่าเป็นผู้มีอนุสัยเพราะความที่ผู้นั้นยังมิได้
ละอนุสัยในขณะนั้น และย่อมแสดงซึ่งความที่คำอันบุคคลพึงกล่าวว่า
บุคคลเป็นผู้มีปริยุฏฐานเพราะกิเลสอนุสัยนั้นยังมิได้เกิดขึ้น มิใช่แสดง
ถึงความที่อนุสัยกิเลสเป็นคนละอย่างกับปริยุฏฐานกิเลส เพราะฉะนั้น
คำที่ยกมาอ้างนั้น จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าอนุสัยเป็นคนละอย่างกับปริยุฏฐาน
ดังนี้แล.
อรรถกถาอัญโญอนุสโยติกถา จบ

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 421 (เล่ม 81)

ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา
[๑๕๗๘] สกวาที ปริยุฏฐานไม่ประกอบกับจิต หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ
โผฏฐัพพายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปริยุฏฐาน วิปปยุตจากจิต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล
จิตเศร้าหมอง ไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล
จิตเศร้าหมอง มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิต
เป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปริยุฏฐานไม่ประกอบ
กับจิต ดังนี้.
ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา จบ

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 422 (เล่ม 81)

อรรถกถาปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา
ว่าด้วย ปริยุฏฐานกิเลสไม่ประกอบจิต
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปริยุฏฐานกิเลสไม่ประกอบจิต. ชนเหล่าใดมี
ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะ
เป็นต้นย่อมเกิดขึ้น แม้มนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดังคำที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะผู้เจริญในกาลบางคราวแล บุคคล
ย่อมมนสิการโดยความเป็นของสวยงามด้วยคิดว่า เราจักมนสิการโดย
ความเป็นของไม่งาม ดังนี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปริยุฏฐานกิเลสจึงไม่
ประกอบกับจิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้นเพราะมีนัย
ดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล.
อรรถกถาปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา จบ

422