พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 393 (เล่ม 81)

มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ตัณหาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์
สมุทัย ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย
[๑๕๔๕] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความโลภพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย
และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ความโลภ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น
ทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหา
ไม่เป็นทุกขสมุทัย.
[๑๕๔๖] ส. โลภะคือธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โลภะคือรูปตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลภะคือธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือคันธตัณหา ฯลฯ คือ
รสตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๔๗] ส. โลภะคือรูปตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 394 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. โลภะคือธัมมตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหา เป็น
ทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โลภะคือธัมมตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๔๘] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ตัณหานี้ใด กระทำ
ความเกิดอีก เป็นไปกับด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ตัณหาดังกล่าวนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา
วิภวตัณหา ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็น
ทุกขสมุทัย ดังนี้.
[๑๕๔๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. มันเป็นตัณหาในธรรม มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า มันเป็นตัณหาในธรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 395 (เล่ม 81)

ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย ดังนี้.
ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา จบ
อรรถกถาธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา
ว่าด้วย ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธัมมตัณหามิใช่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. แม้ในเรื่องนี้
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายนั่นแหละว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหา เหตุใด เพราะ
เหตุนั้น ตัณหานั้นจึงมิใช่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังนี้ คำถามของสกวาที
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือเช่นกับ
เรื่องก่อนนั่นแหละ ดังนี้แล.
อรรถกถาธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. กัปปัฏฐกถา ๒. กุสลจิตตปฏิลาภกถา ๓. อันตราปยุตตกถา
๔. นิยตัสสนิยามกถา ๕. นีวุตกถา ๖. สัมมุขีภูตกถา ๗. สมาปันโน-
อัสสาเทติกถา ๘. อาสาตราคกถา ๙. ธัมมตัณพาอัพยากตาติกถา
๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา.
วรรคที่ ๑๓ จบ

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 396 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๔
กุสลากุสลปฏิสันทหนากถา
[๑๕๕๐] สกวาที กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใดเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
อกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ฯลฯ ความ
ตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ตั้งใจอยู่ ก็
ต้องไม่กล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูล.
[๑๕๕๑ ] ส. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อกุศล ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 397 (เล่ม 81)

หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กุศลย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย
ก็ต้องไม่กล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ ดังนี้.
[๑๕๕๒] ส. กุศลมูลย่อมสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนกขัมมสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกามสัญญา
อัพยาปาทสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา
เกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งวิหิงสาสัญญา เมตตาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่ง
พยาบาท กรุณาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งวิหิงสา มุทิตาเกิดขึ้นได้ในลำดับ
แห่งอรติ อุเบกขาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งปฏิฆะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๓] ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
กุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลมูล
หรือ ?

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 398 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
อันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อกุศลมูลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่
ตั้งใจอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่
ก็ต้องไม่กล่าวว่าอกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้.
[๑๕๕๔] ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อกุศลเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
มิใช่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 399 (เล่ม 81)

ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่
แยบคาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า อกุศลมูล ย่อมสืบต่อกุศลมูลได้ ดังนี้.
[๑๕๕๕] ส. อกุศลมูล สืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งเนกขัมมสัญญา
พยาปาทสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอัพยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา
เกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอวิหิงสาสัญญา พยาบาทเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่ง
เมตตา วิหิงสาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกรุณา อรติเกิดขึ้นได้ในลำดับ
แห่งมุทิตา ปฏิฆะเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอุเบกขา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูล
สืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. จิตกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ก็คลายกำหนัดในวัตถุ
นั้นเทียว คลายกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า จิตกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็คลายกำหนัด
ในวัตถุนั้นเทียว คลายกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูล
สืบต่อกุศลมูลได้.
กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 400 (เล่ม 81)

อรรถกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถา
ว่าด้วย การสืบต่อของกุศลและอกุศล
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการสืบต่อกุศลและอกุศล. ในเรื่องนั้น กุศลชื่อว่า
เกิดขึ้นในลำดับแห่งอกุศล หรือว่าอกุศลชื่อว่าเกิดขึ้นในลำดับแห่งกุศล
ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น การสืบต่อของกุศลและอกุศลเหล่านั้นจึงไม่
ประกอบซึ่งกันและกัน คือไม่ปนกัน.
อนึ่ง ชนเหล่าใดถือลัทธิดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ความ
กำหนัดและความคลายกำหนัดมีในวัตถุเดียวกันนั่นแหละ เหตุใด เพราะ
เหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสืบต่อซึ่งกันและกัน ดังนี้ คำถามของสกวาที
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำทั้ง ๒ คือ อาวชฺชนา คือความนึก ปณิธิ คือความตั้งใจ เป็น
ชื่อของอาวัชชนจิตนั่นแหละ. จริงอยู่ ชื่อว่า อาวัชชา เพราะอรรถว่า
ยังภวังคจิตนั้นให้เคลื่อนไป. ชื่อว่า ปณิธิ เพราะอรรถว่า ย่อมดำรง คือ
ตั้งจิตไว้ในอารมณ์อื่นนอกจากอารมณ์ของภวังค์. คำว่า กุศลเกิดขึ้น
ได้แก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ความว่า สกวาทีย่อมถามด้วยคำว่า กุศลที่เกิดสืบต่อ
ในลำดับแห่งอกุศลนั้นใด กุศลนั้นย่อมเกิดแก่ผู้ไม่นึกหรือ ฝ่ายปรวาที
เมื่อไม่เห็นความเกิดขึ้นแห่งกุศลโดยเว้นจากการนึก จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า กุศลเกิดขึ้นได้แก่ผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายหรือ ดังนี้ ท่าน
กล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า กุศลพึงเกิดในลำดับแห่งอกุศลไซร้ กุศลนั้นก็พึง
เกิดเพราะมนสิการโดยอุบายอันไม่แยบคายด้วยอาวัชชนะของอกุศล
ทีเดียว ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ. คำว่า

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 401 (เล่ม 81)

ความกำหนัดในวัตถุใด ความคลายกำหนัดในวัตถุนั้น เป็นต้นนั้น ย่อม
แสดงซึ่งความเกิดขึ้นแห่งจิตมีราคะ และจิตที่ปราศจากราคะในอารมณ์
อันเดียวกัน มิใช่แสดงซึ่งความที่กุศลและอกุศลมีในลำดับซึ่งกันและกัน
เพราะฉะนั้น คำนี้ จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่ากุศลมีในลำดับอกุศล หรือว่าอกุศล
มีในลำดับกุศล ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 402 (เล่ม 81)

สฬายตนุปปัตติกถา
[๑๕๕๗] สกวาที อายตนะ ๖ เกิดขึ้นในครรภ์มารดา ไม่ก่อน
ไม่หลังกัน หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบครัน มีอินทรีย์อัน
ไม่พร่อง หยั่งลงในครรภ์มารดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๘] ส. จักขายตนะเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหาอุบัติ
คือปฏิสนธิจิต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มือ เท้า ศีรษะ หู จมูก ปาก ฟัน ก็เกิดขึ้นพร้อมกับ
จิตดวงแสวงหาอุบัติ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ เกิด
ขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหาอุบัติ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มือ เท้า ศีรษะ หู จมูก ปาก ฟัน ก็ตั้งขึ้นพร้อมกับ
จิตดวงแสวงหาอุบัติ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๙] ป. จักขายตนะเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาใน
ภายหลังหรือ ?
ส. ถูกแล้ว.

402