ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิก็พึงถ่ายอุจจาระ เป็นต้นอีก ปรวาที
ตอบปฏิเสธเพราะไม่กระทำการแกล้งด้วยกิริยาเช่นนั้น. คำที่เหลือมี
อรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาชีวิตาโวโรปนกถา จบ
ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิก็พึงถ่ายอุจจาระ เป็นต้นอีก ปรวาที
ตอบปฏิเสธเพราะไม่กระทำการแกล้งด้วยกิริยาเช่นนั้น. คำที่เหลือมี
อรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาชีวิตาโวโรปนกถา จบ
ทุคคติกถา
[๑๕๐๗] สกวาที บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้หรือ ?๑
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิด
ในอบาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์
ที่เกิดในอบาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้.
[๑๕๐๘] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น
ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดในอบาย ฯลฯ พึงเสพ
เมถุนธรรมกับนางอมนุษย์ กับนางดิรัจฉาน กับนางนาค พึงรับแพะ
พึงรับไก่ และสุกร พึงรับช้าง โค ม้า และลา ฯลฯ พึงรับนกกระทา
นกกระจาบ และนกยูง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงรับนกกระทา นก-
กระจาบ และนกยูง ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ละทุคคติ
ได้.
๑. คำว่า ทุคคติในที่นี้หมายถึง (๑) ทุคคติ (๒) ตัณหาอันมีรูปเป็นต้นของสัตว์ที่เกิดในทุคคติเป็น
อารมณ์
คำถามนี้ เท่าตั้งหมาย คนบางพวก เช่น พวกอุตตราปถก ที่อ้างว่า พระโสดาบันละทุคคติทั้ง
สองอย่าง
นั้นได้.
[๑๕๐๙] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ แต่บุคคลผู้มีทิฏฐิ-
สมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ละทุคติได้ แต่พระอรหันต์พึงยินดีในรูป
ของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ แต่บุคคลผู้มีทิฏฐิ-
สมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ
ของสัตว์ที่เกิดในอบาย ฯลฯ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ละทุคติได้ แต่พระอรหันต์พึงรับนกกระทา
นกกระจาบ และนกยูง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๑๐] ส. พระอรหันต์ละทุคคติได้ และพระอรหันต์ไม่พึงยินดี
ส. พระอรหันต์ละทุคคติได้ และพระอรหันต์ไม่พึงยินดี
ในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ และบุคคลผู้มีทิฏฐิ-
สมบัติ ไม่พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ละทุคคติได้ และพระอรหันต์ไม่พึงยินดี
ในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดใน
อบาย ฯลฯ ไม่พึงเสพเมถุนธรรมกับนางอมนุษย์ กับนางดิรัจฉาน กับ
นางนาค ไม่พึงรับแพะ ไม่พึงรับไก่และสุกร ไม่พึงรับช้าง โค ม้า
และลา ฯลฯ ไม่พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ และบุคคลผู้มีทิฏฐิ-
สมบัติ ไม่พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๑๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงเข้าถึงนรก ฯลฯ พึงเข้าถึง
กำเนิดดิรัจฉาน ฯลฯ พึงเข้าถึงภูมิแห่งเปรต หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ก็ละทุคคติได้ น่ะสิ.
ทุคคติกถา จบ
อรรถกถาทุคคติกถา
ว่าด้วย ทุคคติ๑
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทุคคติ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดถือเอาทุคคติแม้
ทั้ง ๒ คือ ทุคคติ ๑ ตัณหาอันมีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ของทุคคติสัตว์ ๑
เพราะไม่จำแนกประเภทอย่างนั้น จึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติละ
๑. คำว่า ทุคคติมี ๒ คือ ทุคคติ และตัณหาที่มีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ คือหมายความว่า ตัณหา
นั้นมี
ชื่อว่า ทุคคติ ด้วย.
ทุคคติได้โดยไม่เหลือเลย ดังนี้ ดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย คำถาม
ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ หมายถึงพระโสดาบัน พึงยินดีในรูปอัน
ยังสัตว์ให้เกิดในอบาย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยอำนาจลัทธิ
ของปรวาทีว่า พระโสดาบันละทุคคติไม่ได้. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้น
ทั้งนั้นแล.
คำว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติพึงเข้าถึงนรก เป็นต้น อธิบายว่า
ท่านย่อมแสดงการละทุคคติ คือ อบายภูมิ ๔ หรือย่อมแสดงการละตัณหา
ที่เป็นเหตุนำไปสู่ทุคคติ มิใช่แสดงถึงการละตัณหาอันมีรูปเป็นต้นเป็น
อารมณ์ของทุคคติสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ข้อนี้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนี้แล.
อรรถกถาทุคคติกถา จบ
สัตตมภวิกกถา
[๑๕๑๒] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่ง
ละทุคคติได้ หรือ ?
สกวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่ง พึงเข้าถึงนรก พึง
เข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน พึงเข้าถึงภูมิแห่งเปรต หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลเกิดในภพที่ ๗ ก็ละทุคคติได้ น่ะสิ.
สัตตมภวิกกถา จบ
อรรถกถาสัตตมภวิกกถาวัณณนายปิ เอเสว นโยติ
แม้ในการพรรณนากถาว่าด้วย พระโสดาบันผู้มีภพที่ ๗ ก็นัยนี้
นั่นแหละ คือเช่นเดียวกับเรื่องบุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ดังนี้แล.
อรรถกถาสัตตมภวิกกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. สังวโรกัมมันติกถา ๒. กัมมกถา ๓. สัทโทวิปาโกติกถา
๔. สฬายตนกถา ๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ๖. โกลังโกลเอกพีธีกถา
๗. ชีวิตาโวโรปนกถา ๘. ทุคคติกถา ๙. สัตตมภวิกกถา.
วรรคที่ ๑๒ จบ
วรรคที่ ๑๓
กัปปัฏฐกถา
[๑๕๑๓] สกวาที บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก
ได้ด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย สงฆ์แตกกันได้ด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย บุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกรรมอัน
เป็นเหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์ได้ด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย บุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกาละได้
ด้วย หรือ ?
ป ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอดีต พึงดำรงอยู่
ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอนาคต หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พึงดำรงอยู่ตลอด ๒ กัลป์ พึงดำรงอยู่ตลอด ๓ กัลป์
พึงดำรงอยู่ตลอด ๔ กัลป์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เมื่อกัลป์ถูกไฟไหม้อยู่ ไปไหน ?
ป. ไปสู่โลกธาตุอื่น.
ส. เป็นผู้ตายแล้วไปหรือว่าไปสู่เวหาสได้ ?
ป. เป็นผู้ตายแล้วไป.
ส. กรรมอันเป็นเหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์ เป็นกรรมให้ผล
ในภพต่อ ๆ ไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ไปสู่เวหาสได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เป็นผู้มีฤทธิ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เป็นผู้มีฤทธิ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ ได้เจริญฉันทอิทธิบาท ได้เจริญ
วิริยอิทธิบาท ได้เจริญจิตตอิทธิบาท ได้เจริญวิมังสาอิทธิบาท หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๑๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ได้ตลอด
กัลป์หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ
คือ ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกจากกัน จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ผู้ยินดี
ในการแยกพวก ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมคลาดจากธรรมเป็นแดนเกษม
จากโยคะ เขายังสงฆ์ซึ่งพร้อมเพรียงกันให้แตกกันแล้วจะหมกไหม้อยู่
ในนรกตลอดกัลป์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กัปปัฏฐะก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอด
กัลป์ น่ะสิ.
อรรถกถากัปปัฏฐกถา จบ
๑. วิ. จุ. ๗/๔๐๘.
อรรถกถากัปปัฏฐกถา
ว่าด้วย ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้กัปปัฏฐะ คือผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะทั้งหลายว่า ผู้
ทำสังฆเภทย่อมตั้งอยู่ในนรกตลอดกัลป์ทั้งสิ้น ดังนี้ เพราะถือเอา
พระสูตรว่า ผู้ทำสังฆเภทนั้นย่อมไหม้อยู่ในนรกตลอดกัลป์เพราะทำลาย
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน คำถามของสกวาทีว่า ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ ดังนี้
โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำนี้ว่า กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกด้วย
สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงความไม่มีสังฆเภท โดยเว้นจากการอุบัติขึ้น
ของพระพุทธเจ้า. คำว่า กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย สงฆ์แตกกันได้ด้วย เป็นต้น
สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ถ้าว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้นย่อมตั้งอยู่
ตลอดกัลป์ทั้งสิ้นไซร้ เขาก็ต้องทำกรรมนั้นตั้งแต่กัลป์ที่กำลังสร้างขึ้น
มาแล้วก็เกิดในนรกนั้น. คำว่า พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอดีต
เป็นต้น มีอธิบายดุจคำที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
ในปัญหาว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์เป็นผู้มีฤทธิ์หรือ ปรวาที
ตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา. แต่ยอม
ตอบรับรองในลัทธิของปรวาที หมายเอาฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการเกิดของ
ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้น. คำว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ได้เจริญฉันทิทธิบาท
เป็นต้น คำนี้สักว่าเป็นลัทธิว่า ชื่อว่าผู้มีฤทธิ์เพราะฤทธิ์อันสำเร็จด้วย
การเกิด ดังนี้ สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์อันสำเร็จ
ด้วยการเกิดมีไซร้ บุคคลเหล่านี้ก็พึงเจริญอิทธิบาทได้ ดังนี้. พระสูตร