พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 343 (เล่ม 81)

ก็แต่ มนายตนะพึงเป็นวิบากได้ในคำว่า สฬายตนะเป็นวิบาก
นี้ ส่วนอายตนะที่เหลือนอกนั้นมีกรรมเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว ไม่เป็น
วิบาก เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่า สฬายตนะเป็นวิบาก (ไปทั้งหมด)
ดังนี้แล.
อรรถกถาสฬายตนกถา จบ

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 344 (เล่ม 81)

สัตตักขัตตุปรมกถา
[๑๔๙๒] สกวาที บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด
๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลง
ชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้าย ยังพระโลหิตของ
พระตถาคตให้ห้อ ได้ทำลายสงฆ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๓] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗
ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้
ธรรมในระหว่าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้
ธรรมในระหว่าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะนั้น ได้ปลงชีวิตมารดา ได้
ปลงชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิต
ของพระตถาคตให้ห้อ ได้ทำลายสงฆ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๔] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 345 (เล่ม 81)

ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความ
เกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ
โพชฌงค์ ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง
เป็นอย่างยิ่ง มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๕] ส. นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความ
เกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้
ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้
สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง
[๑๔๙๖] ส. สติปัฏฐาน ฯลฯ โพชฌงค์ ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตัก-
ขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า โพชฌงค์ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ
ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่าบุคคลผู้
สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
[๑๔๙๗] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด
๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 346 (เล่ม 81)

ส. ด้วยสกทาคามีนิยม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยอนาคามีนิยม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยอรหัตนิยม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยนิยมอะไร ?
ป. ด้วยโสตาปัตตินิยม.
[๑๔๙๘] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด
๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ก้าวลงสู่โสตปัตตินิยม ชน
เหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยง
ต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลนั้น เป็นสัตตักขัตตุปรมะ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะ ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗
ครั้งเป็นอย่างยิ่ง.
สัตตักขัตตุปรมกถา จบ

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 347 (เล่ม 81)

โกลังโกลเอกพีชีกถา
[๑๕๐๐] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้โกลังโกละเป็นผู้เที่ยงต่อ
ความเกิดอีก ๒ - ๓ ครั้ง หรือ ?
สกวาที ถูกแล้ว.
ป. บุคคลนั้น เป็นโกลังโกละ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า บุคคลนั้น เป็นโกลังโกละ ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้โกลังโกละเป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีก ๒-๓
ครั้ง.
[๑๕๐๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้เอกพีชี เป็นผู้เที่ยงต่อความ
เกิดอีกครั้งเดียว หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลนั้น เป็นเอกพีชี มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า บุคคลนั้น เป็นเอกพีชี ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้เอกพีชี เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีกครั้งเดียว
โกลังโกลเอกพีชีกถา จบ
อรรถกถาสัตตักขัตตุปรมกถา
ว่าด้วย บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ คือบุคคลผู้มีการเกิด
อีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิ

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 348 (เล่ม 81)

นิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สัตตัก-
ขัตตุปรมบุคคลมีอยู่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้นั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะ
จึงชื่อว่าเป็นผู้เที่ยงโดยความเป็นผู้มีการเกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง
ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อแสดงวิภาคนี้แก่ชนเหล่านั้นว่า ยกเว้น
อริยมรรคแล้วการกำหนดแน่นอนอย่างอื่นไม่มีแก่บุคคลนั้น บุคคลนั้น
พึงเป็นผู้เที่ยงเพราะความเป็นผู้มีการเกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุ
อันใด ดังนี้. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ในคำทั้งหลาย คำว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ได้ปลงชีวิตมารดา
เป็นต้น พึงทราบคำอธิบายอย่างนี้ว่า นิยาม๑ คือธรรมที่กำหนดแน่นอน
มี ๒ อย่าง คือ สัมมัตตนิยาม คือธรรมที่กำหนดแน่นอนในทางที่ถูก ๑
มิจฉัตตนิยาม คือธรรมที่กำหนดแน่นอนในทางที่ผิด ๑ อริยมรรค ชื่อว่า
สัมมัตตนิยาม ก็อริยมรรคนั้นย่อมกำหนดซึ่งความเป็นอวิปากธรรมและ
ความเกิดขึ้นแห่งผลธรรม ส่วนมิจฉัตตนิยามย่อมกำหนดแน่นอนซึ่ง
อนันตริยกรรม คือความเกิดขึ้นในนรกอันไม่มีภพอื่นคั่นในระหว่าง ใน
ปัญหานั้น สัตตักขัตตุปรมบุคคลย่อมเป็นผู้อันโสดาปัตติมรรคกำหนด
แล้วโดยความเป็นสภาพธรรมที่ไม่ตกไปสู่อบาย และโดยความเกิดขึ้น
แห่งผลธรรม ส่วนนิยามแห่งมรรคที่เหลืออยู่ย่อมไม่มีแก่สัตตักขัตตุปรมบุคคล
นั้น เพราะมิใช่เป็นธรรมที่ท่านบรรลุแล้ว แม้สัตตักขัตตุปรมบุคคลนั้น
ก็ไม่อาจทำอนันตริยกรรม ก็แต่ว่าท่าน คือปรวาที ปรารถนานิยามแห่ง
สัตตักขัตตุปรมบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงถามท่านว่า สัตตัก-
๑. บาลีพระอภิธรรมใช้คำว่า นิยาโม แต่อรรถกถาใช้คำว่า นิยโม แปลว่า ความแน่นอน คือความ
กำหนด
แน่นอนเหมือนกัน หรือจะแปลทับศัพท์ว่า นิยาม, นิยาม ก็ได้.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 349 (เล่ม 81)

ขัตตุปรมบุคคลนั้นเป็นผู้อันมิจฉัตตนิยามนี้กำหนดแล้วตามลัทธิของท่าน
หรือ. ในปัญหาทั้งหลายว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควร
เพื่อตรัสรู้ธรรมในระหว่างหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความไม่มี
ธรรมอื่นคั่นในระหว่าง ย่อมตอบรับรองหมายเอาการเกิดอีก ๗ ชาติ
เป็นอย่างยิ่ง.
ในปัญหาทั้งหลายว่า นิยามที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ
ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่มิใช่หรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็น
นิยามของความเป็นสัตตักขัตตุปรมบุคคล จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า สติปัฏฐาน
ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงซึ่ง
มรรคธรรมทั้งหลายที่ท่านเรียกว่านิยาม. อนึ่ง ธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้น
นั้นย่อมไม่มีเพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งปฐมมรรคของสัตตักขัตตุปรมบุคคล
นั้นอีก. เพราะฉะนั้น ท่านจึงตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้น
ทั้งนั้น.
ในคำว่า บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะมิใช่หรือ ที่ปรวาทีนำมา
นี้อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงพยากรณ์บุคคลเหล่านั้นด้วย
กำลังแห่งพระญาณของพระองค์ว่า บุคคลนี้ท่องเที่ยวไปสิ้นภพมี
ประมาณเท่านี้ ๆ แล้วจักปรินิพพาน ดังนี้เป็นต้น ก็คำอะไร ๆ ที่
พระองค์ตรัสว่า สัตตักขัตตุปรมบุคคล โกลังโกละบุคคลและเอกพีชีบุคคล
ดังนี้ ชื่อว่าเป็นนิยามแห่งภพหามีไม่ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงไม่สำเร็จ
ประโยชน์ ดังนี้แล.
อรรถกถาสัตตักขัตตุปรมกถา จบ
แม้การพรรณนากถาว่าด้วย บุคคลผู้โกลังโกละ และ บุคคลผู้
เอกพีชี บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้แล.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 350 (เล่ม 81)

ชีวิตาโวโรปนกถา
[๑๕๐๒] สกวาที บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตมารดา ฯลฯ
พึงแกล้งปลงชีวิตบิดา ฯลฯ พึงแกล้งปลงชีวิตพระอรหันต์ ฯลฯ พึงมีจิต
คิดประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ฯลฯ พึงทำลายสงฆ์
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๐๓] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระ-
ศาสดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระธรรม ฯลฯ เป็นผู้ไม่มี
ความเคารพในพระสงฆ์ ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในสิกขา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๐๔] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่าบุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพใน
พระศาสดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 351 (เล่ม 81)

ฯลฯ ในพระสงค์ ฯลฯ ในสิกขา มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพใน
สิกขา ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์
[๑๕๐๕] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระ-
ศาสดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงถ่ายอุจจาระรด พึงถ่ายปัสสาวะ
รด พึงถ่มเขฬะรด ที่พระพุทธสถูป พึงทำพุทธสถูปไว้ทางเบื้องซ้าย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๐๖] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มหาสมุทรดำรงสภาวะไว้ ย่อมไม่ล่วงขอบเขต ฉันใด สาวกของเราย่อม
ไม่ล่วงสิกขาบทนั้น ที่เราบัญญัติไว้แก่สาวกทั้งหลาย แม้เพราะเหตุแห่ง
ชีวิต ฉันนั้นแล๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ
พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์
ชีวิตาโวโรปนกถา จบ
๑. ขุ.อุ. ๒๕/๑๑๘.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 352 (เล่ม 81)

อรรถกถาชีวิตาโวโรปนกถา
ว่าด้วย การแกล้งปลงชีวิต
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง การแกล้งปลงชีวิต คือเจตนาให้ตาย. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า ปาณาติบาต
ย่อมมีด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยโทสะ ก็พระอริยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ
คือพระโสดาบัน ละโทสะยังไม่ได้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระอริยบุคคล
ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐินั้นพึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า
บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น
ของปรวาที.
ในปัญหาทั้งหลายมีคำว่า บุคคลสมบูรณ์ด้วยทิฏฐิพึงแกล้งปลง
ชีวิตมารดา เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากพระสูตรที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็คำว่าพระอริยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ
แกล้งปลงชีวิตมารดานี้เป็นอฐานะ คือเป็นไปไม่ได้. คำว่า บุคคลผู้มี
ทิฏฐิสมบัติเป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา เป็นต้น ที่สกวาทีกล่าว
เพื่อแสดงความไม่ก้าวล่วงสิกขาบทของผู้มีความเคารพในพระศาสดา
เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยคำว่า ชื่อว่า ความไม่เคารพของพระอริยะ
ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐินั้นย่อมไม่มีด้วยอำนาจแห่งอกุศลจิต และตอบรับรอง
ซึ่งความที่ท่านเป็นผู้มีความเคารพ. ถูกถามอีกว่า เป็นผู้ไม่มีความเคารพ
เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองโดยหมายเอาความไม่มีการทำอภิวาทและ
การปทักษิณพระเจดีย์ โดยไม่ได้มนสิการด้วยสติของผู้มีจิตฟุ้งซ่านเพราะ
มัวแต่ขวนขวาย ในกิจทั้งหลายเหล่านั้น ๆ. ถูกถามโดยนัยว่า

352