พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 323 (เล่ม 81)

อนิจจตากถา
[๑๔๗๒] สกวาที อนิจจตา คือความไม่เที่ยง เป็นภาวะที่สำเร็จ
แล้ว หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตานั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จ
แล้วหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตานั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จ
แล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่เที่ยงนั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์
ไม่มีความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทานิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๗๓] ส. ชรา เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความชราแห่งชรานั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความชราแห่งชรานั้น เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความชรานั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มี
ความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 324 (เล่ม 81)

[๑๔๗๔] ส. มรณะ เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มรณะของมรณะนั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มรณะของมรณะนั้นก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มรณะนั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มีความ
ขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๗๕] ส. รูป เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยงของรูป
ก็มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่เที่ยงเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยง
ของความไม่เที่ยง ก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราของรูปก็มีอยู่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ชราเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราของชราก็
มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความอันตรธาน
ของรูปก็มีอยู่ หรือ ?

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 325 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. มรณะเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความ
อันตรธานของมรณะนั้นก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกลาวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เป็น
ภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยงของวิญญาณมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อนิจจตาเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยงของ
อนิจจตาก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิญญาณ เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราแห่ง
วิญญาณก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ชรา เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราแห่งชรา
ก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิญญาณ เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความ
อันตรธานแห่งวิญญาณนั้น ก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มรณะเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความ
อันตรธานแห่งมรณะ ก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิจจตากถา จบ

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 326 (เล่ม 81)

อรรถกถาอนิจจตากถา
ว่าด้วย ความไม่เที่ยง
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความไม่เที่ยง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า แม้ความไม่เที่ยงแห่งรูป
เป็นต้นที่ไม่เที่ยง ก็เป็นภาวะสำเร็จแล้ว คือหมายความว่าเกิดขึ้นแล้ว
ดุจรูปเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ความ
ไม่เที่ยงแห่งความไม่เที่ยงนั้นก็เป็นภาวะสำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว หรือ ?
เพื่อท้วงว่า ความไม่เที่ยงเป็นของสำเร็จแล้วราวกะรูปเป็นต้น ตามลัทธิ
ของท่านมีอยู่ไซร้ อันความไม่เที่ยงที่สำเร็จแล้วอย่างอื่นก็พึงมีแก่ความ
ไม่เที่ยงแม้นั้น ดังนี้. ปรวาทีนั้นปฏิเสธโดยความไม่มีความไม่เที่ยง ๒
อย่างรวมกัน แต่ตอบรับรองเพราะความไม่เที่ยงนั้นย่อมไม่เป็นความ
ไม่เที่ยงอีก หมายความว่าความไม่เที่ยงนั้นย่อมอันตรธานไปกับความ
ไม่เที่ยงนั้นนั่นแหละ. ลำดับนั้น สกวาทีไม่ให้โอกาสอันมีเลศนัยแก่ปรวาที
นั้นจึงยกโทษ คือการไม่เข้าไปตัดวัฏฏะด้วยสามารถแห่งธรรมอื่น ๆ
ว่าความไม่เที่ยงที่ ๒ ท่านไม่รับรองตามลัทธิของท่านโดยความเป็นภาวะ
ไม่เที่ยงนั้น ๆ บ้าง โดยความเป็นภาวะไม่เที่ยงอื่นจากนั้นบ้าง จึงกล่าว
คำว่า ความไม่เที่ยงนั้น ๆ แลไม่มีการทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ เป็นต้น.
คำว่า ชราเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าว
ด้วยความสามารถแห่งการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการจำแนกความไม่เที่ยง
เพราะขึ้นชื่อว่าความไม่เที่ยงอื่นจากชราและมรณะแห่งธรรมที่เกิดขึ้น
แล้วย่อมไม่มี. บัณฑิตพึงทราบคำตอบรับรองและคำปฏิเสธของปรวาที

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 327 (เล่ม 81)

ในปัญหาแม้นั้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในก่อนนั่นแหละ. คำว่า รูปเป็น
ภาวะที่สำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อเทียบเคียง
ความไม่เที่ยงแห่งธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่านั้นกับความไม่เที่ยงเหล่านั้น.
ในข้อนั้น ปรวาทีเมื่อสำคัญว่า ความไม่เที่ยง ความชรา และมรณะแห่ง
ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นที่สำเร็จแล้วมีอยู่ ฉันใด ธรรมเหล่านั้น ไม่มี
อยู่แก่ธรรมทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นต้นที่สำเร็จแล้ว ฉันนั้น จึงตอบ
ปฏิเสธโดยส่วนเดียว ดังนี้.
อรรกกถาอนิจจตากถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ติสโสปิอนุสยกถา ๒. ญาณกถา ๓. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา
๔. อิทังทุกขันติกถา ๕. อิทธิพลกถา ๖. สมาธิกถา ๗. ธัมมัฏฐตตากถา
๘. อนิจจตากถา.
วรรคที่ ๑๑ จบ

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 328 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๒
สังวโรกัมมันติกถา
[๑๔๗๖] สกวาที ความสำรวมเป็นกรรม หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมใน
ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในกายินทรีย์
เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมใน
ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 329 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมใน
ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในกายินทรีย์
เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๗๗] ส. ความไม่สำรวม เป็นกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวม
ในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวม
ในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 330 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวม
ในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมใน
ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมใน
กายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี
เป็นกรรม หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็น
ผู้ถือนิมิต ฟังเสียงด้วยโสตแล้ว ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วเป็น

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 331 (เล่ม 81)

ผู้ถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็นผู้ถือนิมิต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี
ก็เป็นกรรม น่ะสิ.
สังวโรกัมมันติกถา จบ
อรรถกถาสังวโร กัมมันติกถา
ว่าด้วย ความสำรวมเป็นกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสำรวมเป็นกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด
มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ความสำรวมก็ดี
ความไม่สำรวมก็ดี เป็นกรรม เพราะอาศัยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักขุแล้วเป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต... ไม่ถือเอา
โดยนิมิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง
เป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ความสำรวมในจักขุนทรีย์
เป็นจักขุกรรมหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า การกล่าวคำอันใดที่
สกวาทีกล่าวไว้ในลัทธิของตนว่า เจตนาเป็นกรรม การกล่าวนั้นเป็น
ไปในกายวจีและมโนทวาร ย่อมได้ชื่อว่าเป็นกายกรรมเป็นต้น ฉันใด
ถ้าความสำรวมเป็นกรรมตามลัทธิของท่านไซร้ ความสำรวมแม้นั้น
เมื่อเป็นไปในจักขุนทรีย์เป็นต้น ก็พึงได้ชื่อว่า จักขุกรรมเป็นต้น ดังนี้.
ฝ่ายปรวาทีเมื่อไม่เห็นบทพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธในทวารทั้ง ๔
และย่อมปฏิเสธโดยหมายเอาประสาทกายในกายทวารที่ ๕ แต่ตอบรับรอง
หมายเอาวิญญัตติกาย. จริงอยู่ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาประสาทกาย

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 332 (เล่ม 81)

บ้าง วิญญัตติกายบ้าง ว่าเป็นกายินทรีย์นั่นแหละ. ย่อมตอบปฏิเสธ
หมายเอาวิปากทวาร แม้เป็นมโนทวาร. ย่อมตอบรับรอง หมายเอา
กรรมทวาร. แม้ในความไม่สำรวมก็นัยนี้.
พระสูตรว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นต้น
นี้ย่อมแสดงเฉพาะความสำรวมกับความไม่สำรวมในทวารทั้งหลายเท่านั้น
ไมใช่แสดงซึ่งความที่ความสำรวมและความไม่สำรวมเป็นกรรม เพราะ
ฉะนั้น พระสูตรที่ยกมานั้น จึงไม่ใช่ข้ออ้างในที่นี้ ดังนี้แล.
อรรถกถาสังวโรกัมมันติกถา จบ

332