พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 233 (เล่ม 81)

ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด ไม่ถือเอาการวิภาค อย่างนี้ มีความเห็น
ผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ฌานทั้งหลายแม้เป็นอดีตและ
อนาคตมีอยู่แก่ผู้ได้ฌาน เหตุใด เพราะเหตุนั้น ฌานลาภีบุคคลเหล่านั้น
ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอดีตบ้าง ด้วยอนาคตบ้าง ดังนี้ คำถามของ
สกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือใน
ที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น. อนึ่ง คำว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ เป็นต้น
เป็นข้อพิสูจน์แห่งความเป็นผู้ได้ คือได้สมาบัติ ๘ มิใช่พิสูจน์ความเป็น
ผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต ดังนี้แล.
อรรถกถาอตีตานาคเตหิสมันตาคตกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. อานิสังสกถา ๒. อมตารัมมณกถา ๓. รูปังสารัมมตันติกถา
๔. อนุสยาอนารัมมณาติกถา ๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ๖. อตีตา-
รัมมณกถา ๗. อนาคตารัมมณกถา ๘. วิตักกานุปติตกถา ๙. วิตักก-
วิปผารสัททกถา ๑๐. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ๑๑. นยถาจิตตัสสกาย-
กัมมันติกกถา ๑๒. อตีตานาคตปัจจุปันนกถา.
วรรคที่ ๙ จบ

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 234 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๑๐
นิโรธกถา
[๑๓๗๕] สกวาที เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕
ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๖] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ ที่
เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้
หรือ ?

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 235 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๗] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติยังไม่ทันดับ ญาณอัน
เป็นกิริยาก็เกิด ขึ้นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๘] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติ ดับไปแล้ว มรรคก็
เกิดขึ้นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลผู้ตายแล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ บุคคลผู้ทำกาละ
แล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิโรธกถา จบ

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 236 (เล่ม 81)

อรรถกถานิโรธกถา
ว่าด้วย ความดับ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความดับ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ดุจ
ลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ขันธ์ ๕ คือ นามขันธ์ ๔ อันถึงซึ่งการ
นับว่าเป็นกิริยา หรือเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน
ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับภังคขณะ คือ ขณะแห่งการดับ ของภวังคจิตอันถึง
ซึ่งการนับว่า ขันธ์ที่แสวงหาการเกิด เพราะว่า เมื่อขันธ์เหล่านั้นยังไม่เกิด
ครั้นเมื่อภวังคจิตดับแล้ว ความขาดตอนของสันตติพึงมี ดังนี้ คำถาม
ของสกวาทีว่าเมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติ เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในบททั้งหลายแม้ทั้ง ๔ ว่า อุปปตฺเตสิเย
แปลว่า เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติ นั้น เป็นสัตตมีเอกพจน์ลงในอรรถ
แห่งสัตตมีพหูพจน์ ก็ในคำนี้ ท่านอธิบายว่า เมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาซึ่ง
การเกิดยังไม่ทันดับ. คำว่า ขันธ์ ๑๐ ท่านสกวาทีกล่าวด้วยสามารถ
แห่งขันธ์ ๕ ที่แสวงหาการเกิด และขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยา หมายถึงขันธ์
ของพระอรหันต์ที่ไม่ต้องแสวงหาการเกิด.
ในปัญหาแรกนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยหมายเอาว่า ขันธ์
เหล่านั้น ชื่อว่ามี ๕ เท่านั้น ด้วยสามารถแห่งลักษณะของขันธ์ และด้วย
สามารถแห่งกิริยา. ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง หมายเอาความ
ต่างกันแห่งขันธ์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขันธ์ที่เกิดก่อนและเกิดทีหลัง และ
ด้วยสามารถแห่งขันธ์ที่แสวงหาการเกิดและขันธ์ที่เป็นกิริยา คือขันธ์
ที่ไม่แสวงหาการเกิด. ถูกสกวาทีถามว่า เป็นความประชุมแห่งผัสสะ

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 237 (เล่ม 81)

๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ก็ตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีข้ออ้างในพระสูตร.
คำว่า ขันธ์ ๔ ที่เป็นกิริยา ความว่า สกวาทีถือเอานามขันธ์ ๔ ที่เป็น
กุศล หรือเป็นอกุศลโดยเว้นจากรูป. คำว่า ญาณอันเป็นกิริยา ได้แก่
ญาณที่ไม่มีอารมณ์ของพระอรหันต์ในขณะที่ท่านถึงพร้อมด้วยจักขุ-
วิญญาณจิตที่ปรวาทีรับรองแล้ว. คำถามว่า มีขันธ์ ๕ ที่แสวงหา
อุปบัติดับไปแล้ว มรรคก็เกิดขึ้นได้หรือ เป็นของปรวาที คำตอบรับรอง
เป็นของสกวาที เพราะเมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาการเกิดยังไม่ดับแล้ว
มรรคก็ไม่เกิดขึ้น. คำถามโดยเลศนัยของปรวาทีว่า ผู้ตายแล้วยังมรรค
ให้เกิดได้...หรือ สกวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะว่า
จำเดิมแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติจิตสัตว์ชื่อว่ามีชีวิตอยู่นั่นแหละ ดังนี้.
อรรถกถานิโรธกถา จบ

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 238 (เล่ม 81)

รูปังมัคโคติกถา
[๑๓๗๙] สกวาที รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
เป็นมรรค หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. รูปนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ
ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ
ของรูปนั้นมีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ
ตั้งใจของรูปนั้นไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า รูปนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของรูปนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นมรรค.
[๑๓๘๐] ส. สัมมาวาจา เป็นมรรคหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมาวาจานั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาวาจานั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 239 (เล่ม 81)

ส. หากว่า สัมมาวาจานั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัมมาวาจา
เป็นมรรค.
[๑๓๘๑] ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรคหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า
สัมมาอาชีวะเป็นมรรค.
[๑๓๘๒] ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรม
มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมาวาจาเป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม
มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรม
มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้น มีอยู่หรือ ?

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 240 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค และ
สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ
สัมมาอาชีวะนั้นมีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ
[๑๓๘๓] ส. สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็น
ธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมาวาจา เป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม
มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็น
ธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค และ
สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ
สัมมาอาชีวะนั้น มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๘๔] ส. สัมมาวาจา เป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม
ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 241 (เล่ม 81)

ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรม
ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาวาจา เป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม
ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมาสติ
ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๘๕] ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค และ
สัมมาอาชีวะนั้นเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ
สัมมาอาชีวะนั้นไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ
สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็นธรรมไม่มี
อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๘๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยมรรค เป็นมรรค หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 242 (เล่ม 81)

มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
เป็นมรรค ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความพร้อม
เพรียงด้วยมรรค เป็นมรรค.
รูปังมัคโคติกถา จบ
อรรถกถารูปังมัคโคติกถา
ว่าด้วย รูปเป็นมรรค
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่อง รูปเป็นมรรค. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีลัทธิ
ดุจลัทธิของนิกายมหิสาสกะ นิกายสมิติยะ และนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลาย
ว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเป็นรูป ดังนี้ คำถามของ
สกวาที รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค โดยหมายถึง
ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว
คำว่า รูปนั้นเป็นธรรมมีอารมณ์ เป็นต้น เพื่อจะท้วงปรวาทีนั้นด้วย
คำว่า ถ้าว่า สัมมาวาจา เป็นต้น เป็นรูป ไม่เป็นวิรตีตามลัทธิของท่าน
ไซร้ มรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็นสภาพที่มีอารมณ์เป็นต้น ฉันใด รูป
แม้นั้นก็พึงเป็นฉันนั้น ดังนี้. ในปัญหานั้น พึงทราบคำปฏิเสธ และคำ
ตอบรับรองโดยสมควรด้วยสามารถแห่งลัทธิของปรวาที. คำที่เหลือใน
ที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
อรรถกถารูปังมัคโคติกถา จบ

242