พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 183 (เล่ม 81)

อรรถกถากัมมเหตุกถา
ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเหตุแห่งกรรม หรือกรรมเป็นเหตุ. ในเรื่องนั้น
ลัทธิแห่งชนเหล่าใดว่า พระอรหันต์รูปใดผู้เคยกล่าวตู่พระอรหันต์
ในภพก่อนด้วยกรรมอันใด พระอรหันต์รูปนั้นย่อมเสื่อมจากความเป็น
พระอรหันต์เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ
และสมิติยะทั้งหลาย คำถามของสกวาทีว่า เพราะเหตุแห่งกรรม ดังนี้
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือมีนัยเหมือน
คำที่กล่าวไว้ในปริหานิกถานั่นแหละ.
ข้อว่า เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย ความว่า ความเป็น
พระอรหันต์นี้ย่อมเสื่อมเพราะเหตุแห่งกรรมใด ปรวาทีกล่าวเพื่อให้
รับรองซึ่งกรรมนั้น. ทีนั้น สกวาที ยังปรวาทีนั้นให้รับรองซึ่งฝักฝ่าย
นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ เป็นต้น เพื่อท้วง
ด้วยคำว่า ถ้าว่าชนเหล่าใดพึงเป็นผู้กล่าวตู่พระอรหัตด้วยกรรม
เหล่าใดอย่างนี้ไซร้ ชนเหล่านั้นทั้งหมดพึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้หรือ
ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นนิยามในการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ด้วย
กรรมนั้น. จึงตอบปฏิเสธ.
อรรถกถากรรมเหตุกถา จบ

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 184 (เล่ม 81)

รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ฉคติกถา ๒. อันตราภวกถา ๓. กามคุณกถา ๔. กามกถา
๕. รูปธาตุกถา ๖. อรูปธาตุกถา ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ๘. อรูเปรูปกถา
๙. รูปังกัมมันติกา ๑๐.ชีวิตินทริยกถา ๑๑. กัมมเหตุกถา.
วรรคที่ ๘ จบ

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 185 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๙
อานิสังสกถา
[๑๓๐๖] สกวาที ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น
ของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดย
ความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์
ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้ ฯลฯ บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย
โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นหัวฝี โดย
ความเป็นลูกศร โดยความเป็นของลำเค็ญ โดยความเป็นอาพาธ โดย
ความเป็นดังคนอื่น โดยความเป็นของหลอกลวง โดยความเป็น
เสนียด โดยความเป็นเครื่องเบียดเบียน โดยความเป็นภัย โดยความ
เป็นอุปสรรค โดยความเป็นของหวั่นไหว โดยความเป็นของเปื่อยพัง
โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน โดยความไม่เป็นที่ต้านทาน โดยความไม่
เป็นที่หลีกเร้น โดยความไม่เป็นที่พึ่ง โดยความไม่เป็นที่ขจัดภัย โดย
ความเป็นของว่าง โดยความเป็นของเปล่า โดยความเป็นของสูญ โดย
ความเป็นอนัตตา โดยความเป็นโทษ ฯลฯ โดยความเป็นของมีความ
แปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 186 (เล่ม 81)

ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดย
ความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้.
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น
ของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น
ของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒
ดวง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น
ทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็น
ธรรมดาด้วยเห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น
ของแปรไปเป็นธรรมดาด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒
ดวง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 187 (เล่ม 81)

[๑๓๐๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน และ
สัญโญชน์ได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข หมายรู้ว่าเป็นสุข มี
ความรู้สึกว่าเป็นสุข น้อมใจไปเนืองนิตย์สม่ำเสมอ ไม่สับสน หยั่ง
ปัญญาลงในพระนิพพานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ก็ละสัญโญชน์
ได้ น่ะสิ.
อานิสังสกถา จบ
อรรถกถาอานิสังสกถา
ว่าด้วย อานิสงส์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอานิสงส์. ในเรื่องนั้น การแก้ปัญหา คือการ
ชี้ขาด ในลัทธิของสกวาทีว่า การละสังโยชน์ย่อมมีแก่ผู้เห็นสังขาร
ทั้งหลายโดยความเป็นโทษ และเห็นพระนิพพานโดยความเป็นอานิสงส์
ดังนี้ ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า
การละสังโยชน์ย่อมมีแก่ผู้เห็นพระนิพพาน โดยความเป็นอานิสงส์
เท่านั้น เพราะถือเอาวาทะของสกวาทีเพียงข้อเดียวในวาทะ ๒ ข้อนั้น
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 188 (เล่ม 81)

ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย
เป็นต้น แก่ปรวาทีนั้นเพื่อแสดงการจำแนกว่า วาทะของสกวาทีนั้น
ท่านถือเอาแล้ว แม้ความเป็นโทษในสังขารทั้งหลาย ท่านก็พึงเห็นด้วย
ทีเดียว.
ในปัญหาว่า บุคคลมนสิการซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น
ของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในพระนิพพานด้วย พึงทราบ
อธิบายดังต่อไปนี้ว่า ลัทธิของปรวาทีเหล่านั้นว่า การละสังโยชน์ย่อม
มีแก่ผู้เห็นอานิสงส์ในพระนิพพาน ดังนี้ จึงถูกสกวาทีถามว่า บุคคล
มนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์
ได้มิใช่หรือ ปรวาทีตอบรับรองว่าใช่ ด้วยคำนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า
บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย
เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย ดังนี้ คำนี้ท่านรับรองหรือ ลำดับนั้น
ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาเพียงขณะจิตเดียว ถูกถามครั้งที่
๒ ท่านก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตต่าง ๆ. ก็สกวาทีย่ำยีความ
ประสงค์ของปรวาทีนั้นแล้ว จึงถามว่า เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒
อย่าง แห่งจิต ๒ อย่างหรือ เพราะความที่บุคคลผู้มนสิการสังขาร
โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นผู้มีปกติเห็นอานิสงส์พระนิพพานด้วย
เพราะความที่ปรวาทีตอบรับรองโดยความรวมเป็นอันเดียวกันด้วย ดังนี้
ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่างเป็นต้น จึงตอบ
ปฏิเสธ. แม้ในปัญหามีคำว่า โดยความเป็นทุกข์ เป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแหละ.
ก็ในข้อนี้มีการสันนิษฐานอย่างไร ? คือย่อมละสังโยชน์ทั้งหลาย
เพราะมนสิการสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือ

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 189 (เล่ม 81)

ย่อมละสังโยชน์ของผู้เห็นพระนิพพาน หรือย่อมละสังโยชน์ของผู้ทำ
แม้ทั้ง ๒ รวมกัน. ผิว่า การละสังโยชน์เพราะมนสิการสังขารโดยความ
เป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นก่อนไซร้ การละนี้ก็พึงมีด้วยวิปัสสนาจิตเท่านั้น
ถ้าการละสังโยชน์ด้วยสามารถแห่งการตามระลึกของผู้มีปกติเห็น
อานิสงส์ไซร้ การละนั้นก็พึงมีด้วยวิปัสสนาจิตของผู้เห็นอยู่ซึ่งอานิสงส์
ในพระนิพพานนั่นแหละ ก็ถ้าว่าการละสังโยชน์พึงมีแก่ผู้ทำแม้ทั้ง ๒
รวมกันไซร้ การประชุมแห่งผัสสะ ๒ ดวงเป็นต้น ก็พึงมี ถึงอย่างไรก็ดี
กิจของผู้มนสิการสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมถึง
ความสำเร็จในขณะแห่งมรรค เพราะสกวาทีย่อมต้องการเห็นอานิสงส์
ในพระนิพพานโดยสภาพแห่งธรรมที่เกิดขึ้นของผู้ยึดถือสังขารทั้งหลาย
โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้นโดยประจักษ์นั่นแหละอีก เหตุใด เพราะ
เหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า การละสังโยชน์ทั้งหลายของผู้เห็นอานิสงส์
ในพระนิพพานด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จกิจในอริยมรรคด้วย ด้วย
สามารถแห่งความเป็นไปเพราะทำให้เป็นอารมณ์โดยมนสิการสังขาร
ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วย. พระสูตรว่า เป็นผู้
พิจารณาจึงว่าเป็นสุข...ในพระนิพพานอยู่  ดังนี้ เป็นต้น ย่อมให้สำเร็จ
ในสภาพแห่งธรรมมีการตามเห็นซึ่งความสุขในพระนิพพานมิใช่ให้
สำเร็จกิจในการละสังโยชน์ทั้งหลายโดยสักว่า การเห็นอานิสงส์ใน
พระนิพพานเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้ แม้ปรวาทีนำมาอ้างแล้ว
ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ดังนี้แล.
อรรถกถาอานิสังสกถา จบ

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 190 (เล่ม 81)

อมตารัมมณกถา
[๑๓๐๘] สกวาที สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของ
คันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของ
นิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาสะ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์
ของสังกิเลส หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์
ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่
เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์.
[๑๓๐๙] ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึง
มัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึง
ใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึง

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 191 (เล่ม 81)

ยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้.
[๑๓๑๐] ส. โทสะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ
เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
โกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า
โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้.
[๑๓๑๑] ส. โมหะ ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่
เห็น เกื้อกูลแก่ความดับสูญแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้
เกื้อกูลแก่ความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็น
ไปเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ ?

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 192 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความ
ไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โมหะปรารภอมตะ เกิด
ขึ้นได้.
[๑๓๑๒] ส. สัญโญชน์ ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นอารมณ์
ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็น
อารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของ
กิเลส หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๓] ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ รูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะ
อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึงมัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้ง
แห่งราคะ อันจิตพึงยินดี ฯลฯ พึงสยบอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๔] ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ
เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่ง
โทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ?

192