พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 173 (เล่ม 81)

[๑๒๘๗] ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป
อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่
มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย แต่รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี หรือ ?
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นอยู่
อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มี
อยู่แก่นามธรรมทั้งหลาย แต่อรูปชีวิตินทรีย์ไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๘๘] ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๘๙] ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูป
ชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอรูป
ชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๙๐] ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย เป็นไปชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 174 (เล่ม 81)

[๑๒๙๑] ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูป
ชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอรูป
ชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๙๒] ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เป็นอรูป
ชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เป็นรูป
ชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๙๓] ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึง
กล่าวว่า เป็นไปชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึง
กล่าวว่า เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๙๔] ส. รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ผู้เข้านิโรธ ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 175 (เล่ม 81)

[๑๒๙๕] ส. ผู้เข้านิโรธ มีชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ผู้เข้านิโรธมีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี.
[๑๒๙๖] ส. ผู้เข้านิโรธมีชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนื่องในขันธ์ไหน ?
ป. เนื่องในสังขารขันธ์
ส. ผู้เข้านิโรธมีสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้เข้านิโรธมีสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ผู้เข้านิโรธมีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ
วิญญาณขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๙๗] ส. ผู้เข้านิโรธ มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ
วิญญาณขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มิใช่ผู้เข้านิโรธ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๙๘] ส. รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 176 (เล่ม 81)

ส. อสัญญสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสัญญสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี.
[๑๒๙๙] ส. อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนื่องด้วยขันธ์ไหน ?
ป. เนื่องด้วยสังขารขันธ์.
ส. อสัญญสัตว์มีสังขาร หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสัญญสัตว์มีสังขารขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อสัญญสัตว์มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ
วิญญาณขันธ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสัญญสัตว์มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ
วิญญาณขันธ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นปัญจโวการภพ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 177 (เล่ม 81)

[๑๓๐๐] ส. ชีวิตินทรีย์ที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไป
ส่วนหนึ่ง ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไปส่วน
หนึ่ง ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๑] ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไปหมด
ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับไป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ชีวิตินทรีย์ที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไป
หมด ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๒] ป. ชีวิตินทรีย์เป็น ๒ อย่าง หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลเป็นอยู่ด้วยชีวิต ๒ อย่าง ตายด้วยมรณะ ๒
อย่าง หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ชีวิตินทริยกถา จบ

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 178 (เล่ม 81)

อรรถกถาชีวิตินทริยกถา
ว่าด้วย ชีวิตินทรีย์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องชีวิตินทรีย์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดว่า ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์เป็นธรรมไม่มีรูปไม่ประกอบกับจิต ฉะนั้นจึงว่า
รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะและสมิติยะ
ทั้งหลาย คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที.
ในปัญหาว่า อายุ...ไม่มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย อธิบายว่า ปรวาที
นั้น ย่อมปรารถนาคำว่า อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็น
ไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยง
อยู่ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งความสืบต่อแห่งอุปาทินนรูปบ้าง แห่ง
อนุปาทินนรูปมีต้นหญ้าและหมู่ไม้เป็นต้นบ้าง ฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ. แม้
ในปัญหาว่า มีอยู่ ก็ตอบรับรองด้วยเหตุนี้. ในปัญหาว่า อรูปชีวิตินทรีย์
มีอยู่หรือ ปรวาที ปรารถนาว่า ชื่อว่าความสืบต่อของชีวิตินทรีย์ที่ไม่
ประกอบกับจิตแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น จึงตอบรับรอง. ในปัญหา
ว่า อายุของรูปธรรมทั้งหลายเป็นอรูปชีวิตินทรีย์หรือ อธิบายว่า
ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูปธรรมก็ดี ที่เป็นอรูปธรรมก็ดี มีอยู่ในสันดานแห่ง
สัตว์ แต่ปรวาทีปรารถนาซึ่งอรูปชีวิตินทรีย์ที่เป็นจิตตวิปปุตแห่งสัตว์
ทั้งปวงนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. แม้ในปัญหาว่าด้วย ผู้เข้า
นิโรธสมบัติ ปรวาทีหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์ที่เป็นจิตตวิปปยุตนั่นแหละ
จึงตอบปฏิเสธบ้าง ตอบรับรองบ้าง. ฝ่ายสกวาที เมื่อไม่รับรองคำนั้น

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 179 (เล่ม 81)

จึงกล่าวว่า หากว่า เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า เมื่ออรูปไม่เป็นไปอยู่
รูปก็พึงมีอยู่ได้.
ในปัญหาว่าด้วย สังขารขันธ์ ปรวาทีหมายเอาสังขารขันธ์มี
ผัสสะ เป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ แต่ตอบรับรองหมายเอาสังขารขันธ์มี
กายกรรมเป็นต้น. ลัทธิของปรวาทีว่า ธรรมทั้งหลาย มีกายวิญญัติ
วจีวิญญัติ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และชีวิตินทรีย์ เป็นต้นว่าเป็นธรรม
เนื่องด้วยสังขารขันธ์ ดังนี้. แต่สกวาทีเมื่อไม่ตอบรับรองคำนั้น จึง
กล่าวว่า ผู้เข้านิโรธมีเวทนาขันธ์ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่าความเป็น
ไปแห่งอรูป แม้ดับไปแล้วสังขารขันธ์ยังมีอยู่ไซร้ นามขันธ์ ๔ ก็ต้องมีอยู่
ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาภายในสมาบัติ ย่อมตอบ
รับรองหมายเอาเบื้องต้นและเบื้องปลายของผู้เข้าสมาบัติและผู้ออกจาก
สมาบัติ. แม้ในวาระว่าด้วย อสัญญสัตว์ ก็นัยนี้นั่นแหละ. จริงอยู่ เพราะ
ลัทธินั้นว่า ในกาลปฏิสนธิแห่งอสัญญสัตว์ทั้งหลาย จิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับ
ไป อรูปชีวิตินทรีย์ที่เป็นจิตตวิปปยุตกับจิตนั้นเกิดขึ้นแล้วก็เป็นไป
ตลอดจนสิ้นอายุ เพราะฉะนั้น เมื่อถูกสกวาทีถามว่า อสัญญสัตว์ทั้งหลาย
ไม่มีชีวิตินทรีย์หรือ จึงตอบปฏิเสธ. ถูกถามว่า มีชีวิตตินทรีย์หรือ
ก็ตอบรับรอง. ย่อมปฏิเสธแม้ซึ่งเวทนาขันธ์ เป็นต้น ด้วยสามารถแห่ง
ปวัตติกาลของอสัญญสัตว์เหล่านั้น ย่อมตอบรับรองด้วยสามารถแห่ง
ปฏิสนธิกาลของอสัญญสัตว์เหล่านั้น. ก็สกวาที เมื่อไม่ต้องการคำนั้น
จึงกล่าวว่า เป็นปัญจโวการภพ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่าในอสัญญสัตว์
เหล่านั้นมีเวทนาเป็นต้นแม้แต่เพียงขณะหนึ่งไซร้ อสัญญสัตว์นั้นก็นับ
ว่าเป็นปัญจโวการภพ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากพระสูตร.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 180 (เล่ม 81)

ในปัญหาว่า จิตดวงแสวงหาอุบัติดับไปส่วนหนึ่ง อธิบายว่า
ลัทธิของปรวาทีนั้นว่า ธรรมที่สัมปยุตกันย่อมแตกดับไป แต่ธรรมที่
วิปปยุตกันย่อมตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. คำถามของปรวาที
ว่า ชีวิตินทรีย์เป็น ๒ หรือ คำตอบรับรองเป็นของสกวาที. จริงอยู่
รูปชีวิตินทรีย์ และอรูปชีวิตินทรีย์มีอยู่ ท่านจึงกล่าวว่าสัตว์ย่อมเป็นอยู่
ด้วยชีวิตินทรีย์ทั้ง ๒ นั้นนั่นแหละ ย่อมตายเพราะการแตกดับแห่งชีวิตินทรีย์
ทั้ง ๒ นั้น. ก็ในขณะจุติ ชีวิตินทรีย์แม้ทั้ง ๒ ย่อมแตกดับพร้อมกัน
นั่นเทียว ดังนี้.
อรรถกถาชีวิตินทริยกถา จบ

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 181 (เล่ม 81)

กรรมเหตุกถา
[๑๓๐๓] สกวาที พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ เพราะเหตุ
แห่งกรรมหรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ เพราะเหตุ
แห่งกรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคา-
มิผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๔] ส. โสดาบัน ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี ไม่เสื่อมจาก
อนาคามิผล เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 182 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๕] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคือปาณาติบาตหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคืออทินนาทาน ฯลฯ เพราะเหตุ
แห่งกรรมคือกาเมสุมิจฉาจาร เพราะเหตุแห่งกรรมคือมุสาวาท เพราะ
เหตุแห่งกรรมคือปิสุณาวาจา เพราะเหตุแห่งกรรมคือผรุสวาจา เพราะ
เหตุแห่งกรรมคือสัมผัปปลาปะ เพราะเหตุแห่งกรรมคือมาตุฆาต เพราะ
เหตุแห่งกรรมคือปิตุฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคืออรหันตฆาต เพราะ
เหตุแห่งกรรมคือโลหิตุปบาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือสังฆเภท หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมไหน ?
ป. เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย.
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง
กรรม คือกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ ย่อมทำให้แจ้ง
อรหัตผลได้ทุกคน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กรรมเหตุกถา จบ
วรรคที่ ๘ จบ

182