พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 163 (เล่ม 81)

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ
เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๑] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่
ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต
ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ
ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่วิปปยุตด้วยผัสสะไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต
ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๒] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล
ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่ทั้งวิปปยุต
ด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 164 (เล่ม 81)

ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศลที่
ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ
ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ
เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มี
อารมณ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๓] ป. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต ที่
ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต
ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธาย รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ
เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มี
อารมณ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต
ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 165 (เล่ม 81)

[๑๒๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง
มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศล
บ้าง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศล
บ้าง.
[๑๒๗๕] ส. รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. จักขายตนะ เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ
รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ
เหงื่อ เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๖] ส. กายเป็นรูป กายกรรมเป็นรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มโน เป็นรูป มโนกรรมก็เป็นรูป หรือ ?

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 166 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๗] ส. มโน เป็นอรูป คือนาม มโนกรรมก็เป็นอรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กาย เป็นอรูป กายกรรมก็เป็นอรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๘] ส. กาย เป็นรูป แต่กายกรรมเป็นอรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. มโน. เป็นรูป แต่มโนกรรมเป็นอรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๗๙] ส. มโน เป็นอรูป มโนกรรมก็เป็นอรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กาย เป็นอรูป กายกรรมก็เป็นอรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๘๐] ส. เพราะกายเป็นไป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นไปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะจักขายตนะ เป็นรูป ฉะนั้น จักขุวิญญาณ จึง
เป็นไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นไป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะโสตายตนะ เป็นรูป ฉะนั้น โสตวิญญาณ จึง
เป็นรูป หรือ ?

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 167 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะฆานายตนะเป็นรูป ฉะนั้น ฆานวิญญาณ จึง
เป็นรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะชิวหายตนะเป็นรูป ฉะนั้น ชิวหาวิญญาณ จึง
เป็นรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะกายายตนะเป็นรูป ฉะนั้น กายวิญญาณ จึง
เป็นรูป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๘๑] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ
ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๓๔.

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 168 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นกรรม
[๑๒๘๒] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เมื่อ
กายมีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะกายสัญเจตนาเป็นเหตุ
หรือเมื่อวาจามีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะวจีสัญเจตนา
เป็นเหตุ หรือเมื่อใจมีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะ
มโนสัญเจตนาเป็นเหตุ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม
[๑๒๘๓] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กายสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์
เป็นวิบาก วจีสัญเจตนา ๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร
มีทุกข์เป็นวิบาก มโนสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล มี
ทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓
อย่าง เป็นกายกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก วจีสัญเจตนา
๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มโนสัญเจตนา
๑. สํ.นิ. ๑๖/๘๓.

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 169 (เล่ม 81)

๓ อย่าง เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม
[๑๒๘๔] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์
ถ้าสมิทธิ ผู้โมฆบุรุษนี้ ถูกปาตลิบุตรปริพาชกถามอย่างนี้ ควรพยากรณ์
อย่างนี้ว่า อาวุโส ปาตลิบุตร บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา
ด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยความสุขแล้ว เขาย่อมจะได้
เสวยความสุข บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ
เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยความทุกข์แล้ว เขาย่อมจะได้เสวยความทุกข์
บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรม
ที่จะให้ได้เสวยเวทนาอันมิใช่ทุกข์มิใช่สุขแล้ว เขาย่อมจะได้เสวยเวทนา
อันมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ดูก่อนอานนท์ สมิทธิ ผู้โมฆบุรุษ เมื่อพยากรณ์
อย่างนี้แล้ว ชื่อว่า พึงพยากรณ์โดยชอบแก่ปาตลิบุตรปริพาชก ดังนี้๑
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม.
รูปังกัมมันติกถา จบ
๑. ม.อุ. ๑๔/๖๐๒.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 170 (เล่ม 81)

อรรถกถารูปังกัมมันติกถา
ว่าด้วยคำว่า รูปเป็นกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นกรรม (กรรมคือการกระทำ). ในเรื่องนั้น
ชนเหล่านั้นมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหิสาสกะและสมิติยะทั้งหลาย
ว่า กายวิญญัติรูปและรูปและวจีวิญญัตติรูปนั่นเทียว ชื่อว่ากายกรรมและ
วจีกรรม ก็รูปนั้นมีกุศลเป็นสมุฏฐานย่อมเป็นกุศล รูปนั้นมีอกุศลเป็น
สมุฏฐานก็ย่อมเป็นอกุศล ดังนั้น คำถามของสกวาทีว่า กายกรรมที่
ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นรูป เป็นกุศลหรือ ดังนี้ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อท้วงปรวาทีนั้นด้วยคำว่า
ถ้ารูปนั้นเป็นกุศลไซร้ รูปนั้นก็พึงมีอารมณ์ได้ ดังนี้ จึงเริ่มคำว่า รูป
เป็นธรรมมีอารมณ์หรือ เป็นต้น.
ในปัญหานั้น คำว่า ความปรารถนา คือปตฺถนา ความตั้งใจ คือปณิธิ
นี้ เป็นไวพจน์ คือเป็นคำแทนชื่อกัน ของความจงใจ คือเจตนา นั่นแหละ.
จริงอยู่เมื่อนึกถึงกุศล เจตนานั่นแหละ ท่านเรียกว่า ความปรารถนา
และเรียกว่า ความตั้งใจ เพราะตั้งไว้ด้วยอำนาจแห่งความนึกถึง. อนึ่ง
ในข้อว่า เวทนา สัญญา เจตนา สัทธา เป็นต้น ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต
ข้างหน้า คำว่า เจตนาคือความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ย่อม
มีแก่เวทนาเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่เจตนา. ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่า
เพราะความไม่มีเจตนาทั้ง ๒ ดวงรวมเป็นดวงเดียวกัน. อนึ่ง บัณฑิต
พึงทราบแบบแผนอย่างนี้ เพราะความที่เจตนานั้นเป็นธรรมชาติตกไป
สู่กระแส.

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 171 (เล่ม 81)

คำว่า รูปายตนะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงประเภทแห่ง
ธรรมที่ย่อไว้ในวาระแรกว่า รูปที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตไม่ว่าอย่างใด
ทั้งหมด เป็นกุศลจิตหรือ. นัยแห่งการเปรียบเทียบคำที่เหลือ เป็น
ถ้อยคำว่าด้วยวจีกรรม และคำว่า ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต บัณฑิตพึงทราบ
คำทั้งปวงตามพิธีการเบื้องต้นโดยทำนองแห่งบาลีนั่นแหละ. ก็ในคำว่า
อสุจิ ท่านประสงค์เอาน้ำสุกกะ. การชำระพระสูตรมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถารูปังกัมมันติกถา จบ

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 172 (เล่ม 81)

ชีวิตินทริยกถา
[๑๒๘๕] สกวาที รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป
อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่
ไม่มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป
อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่
มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่
เป็นไปอยู่ ความที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยง
อยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี.
[๑๒๘๖] ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป
อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่
มีแก่นามธรรมทั้งหลาย และอรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป
อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่
มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย และรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

172