พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 33 (เล่ม 81)

ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและอากาศ จึง
เกิดจักขุวิญญาณขึ้น.
[๑๑๑๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อากาศเป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นช่องในระหว่างต้นไม้ทั้ง ๒ ช่องในระหว่าง
เสาทั้ง ๒ ช่องดาล ช่องหน้าต่าง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านเห็นช่องในระหว่างต้นไม้ทั้ง ๒ ช่องใน
ระหว่างเสาทั้ง ๒ ช่องดาล ช่องหน้าต่าง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว
ว่าอากาศเป็นสนิทัสสนะ.
อากาโสสนิทัสสโนติกถา จบ
อรรถกถาอากาโสสนิทัสสโนติกถา
ว่าด้วย อากาศเป็นของเห็นได้
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอากาศเป็นของเห็นได้ด้วยจักษุ. ในเรื่องนั้น ชน
เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า อชฏากาส
ทั้งปวงเป็นของเห็นได้ เพราะอาศัยความเป็นไปแห่งความรู้ ในที่ทั้งหลาย
มีช่องลูกดาลเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อากาศเป็นสนิททัสสนะ
คือเห็นได้ด้วยจักษุ หรือ โดยหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า เป็นรูป เป็นต้น เพื่อท้วงปรวาที
นั้นว่า ถ้าอากาศเป็นของเห็นได้ไซร้ อากาศก็พึงเป็นอย่างนี้ ๆ. ในปัญหา
ทั้งหลายว่า อาศัยจักษุและอากาศ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะ

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 34 (เล่ม 81)

ความไม่มีพระสูตรเห็นปานนั้น ย่อมตอบรับรองเพราะอาศัยการเข้าไป
เห็นที่ทั้งหลาย มีภายในห้อง มีช่องอันหยาบเป็นต้น. ในข้อว่า ท่านเห็น
ช่องในระหว่างต้นไม้ทั้ง ๒ นี้ อธิบายว่า มโนวิญญาณที่เกิดทางมโนทวาร
ย่อมเกิดว่านี้ คือ อากาศ มิใช่จักขุวิญญาณเห็น เพราะไม่มีรูปารมณ์
ในระหว่างช่องที่เห็นรูปต้นไม้ด้วยจักษุ. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้
เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่ปรวาทีนำมากล่าวแล้วนั้น จึงไม่สำเร็จ
ประโยชน์ ดังนี้แล.
อรรถกถาอากาโสสนิทัสสโนติกถา จบ

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 35 (เล่ม 81)

ปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา
[๑๑๑๗] สกวาที ปฐวีธาตุเป็นสนิททัสสนะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นไป เป็นรูปายตนะ เป็นไปธาตุ เป็นสีเขียว เป็น
สีเหลือง เป็นสีแดง เป็นสีขาว เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ
มาสู่คลองแห่งจักษุ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๑๘] ส. ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อาศัยจักษุและปฐมวีธาตุ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๑๙] ส. อาศัยจักษุและปฐวีธาตุจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า อาศัยจักษุและปฐวีธาตุจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หาก คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและปฐวีธาตุ จึงเกิด
จักขุวิญญาณขึ้น.

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 36 (เล่ม 81)

[๑๑๒๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นแผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านเห็นแผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อาโปธาตุ เป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นน้ำ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านเห็นน้ำ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
อาโปธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นไฟที่โพลงอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านเห็นไฟที่โพลงอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นต้นไม้ที่ถูกลมโยกอยู่ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 37 (เล่ม 81)

ป. หากว่า ท่านเห็นต้นไม้ที่ถูกลมโยกอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า วาโยธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา จบ
อรรถกถาปฐมวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา
ว่าด้วย ปฐวีธาตุเป็นต้นเป็นสนิทัสสนะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ คือเป็นของเห็นได้ด้วย
มังสจักขุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะ
ทั้งหลายว่า ปฐวีธาตุ เป็นต้น คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ
เป็นของเห็นได้ด้วยตา เพราะเห็นวัณณายตนะ คือสี แห่งการไหวของ
แผ่นหิน น้ำ เปลวไฟ ต้นไม้ นั่นเทียวด้วย คือเรื่องปฐวีธาตุ ฯลฯ แห่งโอกาส
อันตั้งอยู่เฉพาะแห่งอินทรีย์ ๕ คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ ด้วย
คือเรื่องจักขุนทรีย์ ฯลฯ เห็นรูปมีมือและเท้าเป็นต้น ในเวลาเคลื่อนไหว
กายด้วย คือเรื่องกายกรรม ฯลฯ บรรดาเรื่องทั้งหมด ทั้ง ๓ เรื่อง คำถาม
ต้นของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือ
ในที่ทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลี และพึงทราบโดยนัย
ที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. เรื่องสุดท้ายว่า กายกรรมไม่เป็นสนิทัสสนะ
คือไม่เป็นของเห็นได้ด้วยตา ท่านทำเรื่อง ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ
ไว้เป็นข้อแรก.
อรรถกถาปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา จบ

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 38 (เล่ม 81)

จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา
[๑๑๒๑] สกวาที จักขุนทรีย์เป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ ฯลฯ มาสู่คลอง
แห่งจักษุ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๒๒] ส. จักขุนทรีย์เป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๒๓] ส. อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณ
ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ
ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์
จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น.

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 39 (เล่ม 81)

[๑๑๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา จบ

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 40 (เล่ม 81)

กายกัมมสนิทัสสนันติกถา
[๑๑๒๕] สกวาที กายกรรมเป็นสนิทัสสนะหรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว เป็น
สีเหลือง เป็นสีแดง เป็นสีขาว เป็นวินัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ
มาสู่ครองแห่งจักษุ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรม เป็นสนิทัสสนะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า อาศัยจักขุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณ
ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 41 (เล่ม 81)

เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ
ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและกายกรรม
จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น.
[๑๑๒๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กายกรรมเป็นสนิทัสสนะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ท่านเห็นอาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว
คู้แขน เหยียดแขน มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ท่านเห็นอาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ
แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กายกรรม
เป็นสนิทัสสนะ.
กายกัมมสนิทัสสนันติกถา จบ
ปริโยสานกถาบัณฑิตพึงทราบว่า ตั้งแต่ปฐวีธาตุสนิทัสสนะ จนถึงกาย
กัมมสนิทัสสนะ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. นิยามกถา ๒. ปฏิจจสมุปาทกถา ๓.สัจจกถา ๔. อารุปปกถา
๕. นิโรธสมาปัตติกถา ๖. อากาสกถา ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา
๘. ปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา ๙. จักขุนทริยังสนิทัสสนันติอาทิกถา
๑๐. กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา.
วรรคที่ ๖ จบ

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 42 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๗
สังคหิตกถา
[๑๑๒๗] สกวาที ธรรมบางเหล่าที่ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยธรรม
บางเหล่า ไม่มีหรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ธรรมบางเหล่า ที่นับเข้าได้ จัดเข้าหัวข้อได้ นับเนื่อง
แล้ว ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่นับเข้าได้ จัดเข้าหัวข้อได้
นับเนื่องแล้ว ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมบางเหล่า
ที่ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยธรรมบางเหล่าไม่มี.
[๑๑๒๘] ส. จักขายตนะนับเข้าได้ในขันธ์ไหน ?
ป. นับเข้าได้ในรูปขันธ์.
ส. หากว่า จักขายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้น
นะท่าน จึงต้องกล่าวว่า จักขายตนะท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์.
ป. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ
กายายตนะ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ?
ส. นับเข้าได้ในรูปขันธ์.
ป. หากว่า กายายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้น
นะท่าน จึงต้องกล่าวว่า กายายตนะท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์.
[๑๑๒๙] ส. รูปายตนะ ฯลฯ สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ ฯลฯ
รสายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ?

42