พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 792 (เล่ม 80)

จิตยังไม่หลุด ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิต
เป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์.
[๑๐๖๖] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า
ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึง
กล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการ
กำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์.
ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความ
รู้ในอารมณ์คือเวทนา ฯ ล ฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ว่าความ
รู้ในอารมณ์คือเจตนา ว่าความรู้ในอารมณ์คือจิต ว่าความรู้ในอารมณ์
คือศรัทธา ว่าความรู้ในอารมณ์คือวิริยะ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสติ
ว่าความรู้ในอารมณ์คือสมาธิ ว่าความรู้ในอารมณ์คือปัญญา ฯลฯ ว่า
ความรู้ในอารมณ์คือราคะ ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือโทสะ ฯ ล ฯ ว่า
ความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึง
กล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้
ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็น
อารมณ์.

792
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 793 (เล่ม 80)

[๑๐๖๗] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า
ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า
ความรู้ในอารมณ์คือเวทนา ฯ ล ฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ฯลฯ
ว่าความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้อโนตตัปปะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๖๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น
มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็น
อารมณ์ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ด้วย
เหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิต
เป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์.
จิตตารัมมณกถา จบ

793
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 794 (เล่ม 80)

อรรถกถาจิตตารัมมณกถา
ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องญาณมีจิตเป็นอารมณ์. ในเรื่องนั้น ชน
เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ญาณนั้น
มีจิตเป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะถือเอาเหตุสักแต่คำว่า เจโต-
ปริยญาณ ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น. ดังนี้ คำถามของสกวาที
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที
เพื่อท้วงด้วยคำว่า บุคคลใดย่อมรู้จิตของผู้อื่นด้วยสามารถแห่งจิตมี
ราคะเป็นต้น แม้ราคะเป็นต้นก็ย่อมเป็นอารมณ์ของผู้นั้น เพราะฉะนั้น
ท่านไม่พึงกล่าวว่า ญาณนั้นมีจิตเป็นอารมณ์เพียงอย่างเดียวไม่มีอย่าง
อื่นเป็นอารมณ์ ดังนี้ จึงเริ่มคำว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะก็รู้ชัด
ว่าจิตมีราคะมิใช่หรือ. คำว่า ในอารมณ์คือผัสสะ ได้แก่
ในอารมณ์กล่าวคือผัสสะ แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า ในอารมณ์คือ
เวทนา เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
ถูกสกวาทีถามอีกว่า ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ
ผัสสะหรือ อีก ปรวาทีตอบรับรองด้วยคำว่า เมื่อมนสิการซึ่งผุสน-
ลักขณะของผัสสะ ย่อมเป็นอารมณ์ของผัสสะ ดังนี้. ถูกสกวาทีถาม
ว่า เป็นความรู้ในภารกำหนดรู้ผัสสะหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ
เพราะความไม่มีบทพระสูตรเช่นนั้น. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้.

794
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 795 (เล่ม 80)

ในบัดนี้ ลัทธิของปรวาทีนั้นอาศัยคำใดที่ตนกล่าว ครั้นแสดง
คำนั่นแล้ว เพื่อให้ลัทธิตั้งไว้. จึงกล่าวด้วยคำว่า นั่น เป็นความรู้
ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่นมิใช่หรือ แต่ ลัทธินี้แม้เป็นลัทธิอันปรวาที
ให้ตั้งไว้ด้วยสามารถการอาศัยสักแต่ถ้อยคำนั้น ย่อมไม่เป็นอันตั้งไว้ได้
เลย ดังนี้แล.
อรรถกถาจิตตารัมมณกถา จบ

795
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 796 (เล่ม 80)

อนาคตญาณกถา
[๑๐๖๙] สกวาที ความรู้ในอนาคต คือ สภาวะที่ยังไม่มาถึง
มีอยู่ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อนาคตรู้ได้โดยมูล รู้ได้โดยเหตุ รู้ได้โดย
นิทาน คือเหตุเป็นแดนมอบให้ซึ่งผล รู้ได้โดยสมภพ คือเหตุเป็นแดน
เกิด รู้ได้โดยประภพ คือเหตุเป็นแดนเกิดก่อน รู้ได้โดยสมุฏฐาน
รู้ได้โดยอาหาร คือเหตุนำมาซึ่งผล รู้ได้โดยอารมณ์ คือเหตุเป็นที่ยึด
หน่วง รู้ได้โดยปัจจัย คือเหตุเป็นที่อาศัยเป็นไป รู้ได้โดยสมุทัย
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๗๐] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความ
เป็นอารัมณปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอธิปติปัจจัยที่เป็นอนาคต
ได้ รู้ความเป็นอนันตรปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นสมันตรปัจจัย
ที่เป็นอนาคตได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๗๑] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

796
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 797 (เล่ม 80)

ส. โคตรภูบุคคล มีความรู้ในโสดาปัตติมรรค
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มี
ความรู้ในโสดาปัตติผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯ ล ฯ
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีความ
รู้ในอรหัตตผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์
อันตราย ๓ อย่าง จักเกิดแก่เมืองปาฏลีบุตร คือ จากไฟ หรือ
จากนี้ หรือจากการแตกความสามัคคี๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ในอนาคตก็มีอยู่ น่ะสิ
อนาคตญาณกถา จบ
๑. วิ. มหา ๕/๗๑.

797
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 798 (เล่ม 80)

อรรถกถาอนาคตญาณกถา
ว่าด้วยความรู้ในอนาคต
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความรู้ในอนาคต. ในปัญหานั้น ขณะอัน
เป็นอันตระก็ดี หมายเอาขณะจิต เป็นอนันตระก็ดี ชื่อว่า อนาคต.
ในขณะทั้ง ๒ เหล่านั้น ญาณย่อมรู้อนาคตที่เป็นอนันตระมีอยู่อย่าง
เดียวเท่านั้น อนึ่งญาณอนาคตที่เป็นอนันตระมีอยู่โยประการใด แม้
ญาณที่หยั่งลงในชวนะหนึ่งของวิถีหนึ่งก็มีอยู่โดยประการนั้น. ในปัญหา
นั้น ชนเหล่าใด ย่อมปรารถนาญาณในอนาคตแม้ทั้งปวง ดุจลัทธิของ
นิกายอันธกะทั้งหลาย คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงด้วยคำว่า ญาณ
ในอนาคตอันไม่มีอยู่ตามลัทธิของท่าน. บุคคลย่อมรู้อนาคตที่เกิดใน
ภายหลังแต่นั้นได้ด้วยสามารถแห่งมูลเป็นต้นหรือดังนี้จึงกล่าวกะปรวาที
นั้นว่า อนาคตรู้ได้โดยมูล เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำทั้ง
ปวงว่า โดยมูล เป็นต้น คือ โดยมูล โดยเหตุ โดยนิทาน
โดยสมภพ โดยประภพ โดยสมุฏฐาน โดยอาหาร โดยอารมณ์ โดย
ปัจจัย และโดยสมุทัย นี้เป็นคำไวพจน์ของคำว่า การณะ คือ การณะ
แปลว่า เครื่องกระทำ หรือ เหตุ ทั้งสิ้น. จริงอยู่ การณะ ชื่อว่า
มูล เพราะอรรถว่า ย่อมทำธรรมใดให้เป็นผลของตน ธรรมที่เป็น
ผลนั้นในที่นั้นจึงอาศัยตั้งอยู่ได้. ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า ให้ผล
ธรรมนั้นเจริญและเป็นไปทั่ว. ชื่อว่า นิทาน เพราะอรรถว่า เป็นแดน
มอบให้ซึ่งผลธรรมนั้น ๆ นั่นแหละ ราวกะการมอบให้อยู่ด้วยคำว่า

798
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 799 (เล่ม 80)

เชิญเถิดท่านทั้งหลาย จึงถือเอาสิ่งนี้ ดังนี้. ชื่อว่า สมภพ เพราะ
อรรถว่า ย่อมให้ผลธรรมเก่พร้อมแต่เหตุนั้น. ชื่อว่า ประภพ เพราะ
อรรถว่า เป็นแดนเกิดก่อน. ชื่อว่า สมุฏฐาน เพราะอรรถว่า ผลธรรม
นั้นย่อมตั้งขึ้นพร้อมในเพราะธรรมอันเป็นเหตุนั้น อีกอย่างหนึ่ง เพราะ
อรรถว่า ย่อมยังผลธรรมนั้น ๆ ให้ตั้งขึ้นพร้อม. ชื่อว่า อาหาร เพราะ
อรรถว่า ย่อมนำมาซึ่งผลธรรมนั้น ๆ นั่นแหละ. ก็เหตุนั้น ชื่อว่า
อารมณ์ เพราะอรรถว่า ไม่สละซึ่งผลธรรมนั้น. ชื่อว่า ปัจจัย เพราะ
อรรถว่า ผลธรรมนั้นอาศัยธรรมอันเป็นเหตุเป็นไป. สภาวะใด ย่อม
ยังผลธรรมนั้นให้เกิดขึ้นแต่เหตุ เพราะเหตุนั้นสภาวะนั้น ท่านจึงเรียก
ว่า สมุทัย ที่ชื่อว่า สมุทัย เพราะอรรถว่า ยังผลธรรมให้เกิดขึ้น
จากเหตุ. ก็ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อรู้อนันตรจิตได้ด้วยอาการเหล่านี้ คือเหตุ
เหล่านี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าว
อย่างนั้น. คำว่า รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ ความว่า
เมือจิ อันเป็นอนาคตที่จะเกิดติดต่อกันไป บุคคลย่อมรู้ซึ่งจิตนั้น เพราะ
ความเป็นเหตุปัจจัย อธิบายว่า ธรรมเหล่าใดมีเหตุปัจจัยในธรรมเหล่า
นั้น ย่อมรู้ซึ่งธรรมเหล่านั้น. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแหละ.
คำว่า โคตรภูบุคคล เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงญาณ
ที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นโดยย่อ. พระสูตรว่า ปาฏลีบุตร ที่ปรวาที
นำมาก็เพื่อแสดงญาณที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้น แต่พระสูตรนั้นไม่สำเร็จ
ประโยชน์แก่ญาณในอนาคตทั้งปวง เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระสูตร
นั้นจึงสักแต่ว่านำมาเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาอนาคตญาณกถา จบ

799
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 800 (เล่ม 80)

ปัจจุปปันนญาณกถา
[๑๐๗๓] สกวาที ความรู้ในปัจจุบันคือสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะ
หน้า มีอยู่หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ด้วยความรู้นั้น
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ได้ด้วยความรู้นั้น
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นได้ด้วยผัสสะนั้น เสวย
เวทนานั้นได้ด้วยเวทนานั้น จำสัญญานั้นได้ด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนา

800
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 801 (เล่ม 80)

นั้นได้ด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นได้ด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นได้ด้วยวิตก
นั้น ตรองวิจารนั้นได้ด้วยวิจารนั้น ดื่มปีตินั้นได้ด้วยปีตินั้น ระลึก
สตินั้นได้ด้วยสตินั้น ทราบชดปัญญานั้นได้ด้วยปัญญานั้น ตัดขันธ์นั้น
ได้ด้วยขันธ์นั้น ถากขวานนั้นได้ด้วยขวานนั้น ถากผึ่งนั้นได้ด้วยผึ่งนั้น
ถากมีดนั้นได้ด้วยมีดนั้น เย็บเข็มนั้นได้ด้วยเข็มนั้น ลูบคลำปลายองคุลี
นั้นได้ด้วยปลายองคุลีนั้น ลูบคลำปลายนาสิกนั้นได้ด้วยปลายนาสิกนั้น
ลูบคลำกระหม่อมนั้นได้ด้วยกระหม่อมนั้น ล้างคูถนั้นได้ด้วยคูถนั้น ล้าง
มูตรนั้นได้ด้วยมูตรนั้น ล้างเขฬะนั้นได้ด้วยเขฬะนั้น ล้างหนองนั้น
ได้ด้วยหนองนั้น ล้างเลือดนั้นได้ด้วยเลือดนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่ หรือ ?
ถูกแล้ว.
ป. เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความ
เป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้ความรู้นั้น ก็เป็นพระโยคาวจรนั้นได้เห็น
โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง
โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้ความรู้นั้นก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้น
ได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่.
ปัจจุปปันนญาณกถา จบ

801