พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 752 (เล่ม 80)

ได้มรรค ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๔ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๑๖] ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนา-
คามิผล ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้
ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล
ได้มรรค ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๓ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๑๗] ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิ-
ผล ได้โสดาปัตติผลแล้ว และไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น ฉะนั้น
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยโสดา-
ปัตติผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิ-
ผล ได้มรรค ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๒ นั้น ฉะนั้น บุคคล
ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๒
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง จบ

752
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 753 (เล่ม 80)

อรรถกถาอปราปิสมันนาคตกถา
ว่าด้วยเป็นผู้ประกอบอีกเรื่องหนึ่ง
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องเป็นผู้ประกอบอีกเรื่องหนึ่ง. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคที่ ๔ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยผล ๓ ด้วยสามารถแห่งการบรรลุ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ
ทั้งหลายในขณะนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง
เป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยที่
กล่าวแล้วในเรื่องว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยผล ๔ ในหนหลังนั่นแล.
อรรถกถาอปราปิสมันนาคตกถา จบ

753
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 754 (เล่ม 80)

สัพพสัญโญชนปหานกถา
[๑๐๑๘] สกวาที การละสังโยชน์ทั้งปวง ชื่อว่า อรหัตผล
หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๑๙ ] ส. สังโยชน์ทั้งปวง ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ละ
ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๒๐] ส. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ละ
ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสังโยชน์ ๓ ว่า
โสดาปัตติผล มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสังโยชน์
๓ ว่า โสดาปัตติผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอร-

754
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 755 (เล่ม 80)

หัตมรรค.
ส. สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ก็ละ
ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๒๑] ส. กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ก็ละ
ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบางแห่งกาม-
ราคะ และพยาบาทว่าสกทาคามิผล มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบาง
แห่งกามราคะ และพยาบาท ว่าสกทาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัง-
โยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค ดังนี้.
[๑๐๒๒] ส. สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด
ก็ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

755
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 756 (เล่ม 80)

[๑๐๒๓ ] ส. กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด
ก็ละได้ด้วยอรหัตตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วนเหลือ
แห่งกามราคะและพยาบาทว่า อนาคามิผล มิใช่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วน
เหลือแห่งกามราคะและพยาบาทว่า อนาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัง-
โยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค.
[๑๐๒๔] ส. สังโยชน์ทั้งปวง ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วนเหลือ
แห่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาว่า เป็นอรหัตผล
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วน
เหลือแห่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาว่า เป็น
อรหัตผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค.

756
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 757 (เล่ม 80)

[๑๐๒๕] ป. ไม่พึงกล่าว การละสังโยชน์ทั้งปวง ชื่อว่า
อรหัตผล หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระอรหันต์มีสังโยชน์ทั้งปวงเสื่อมสิ้นแล้ว มิใช่
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระอรหันต์มีสังโยชน์ทั้งปวงเสื่อมสิ้น
แล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การละสังโยชน์ทั้งปวง ชื่อว่า
อรหัตผล ดังนี้.
สัพพสัญโญชนปหานกถา จบ
อรรถกถาสัพพสัญโญชนัปปหานกถา
ว่าด้วยการละสัญโญชน์ทั้งปวง
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการละสัญโญชน์ทั้งปวง. ในเรื่องนั้น ชน-
เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า
ความเป็นพระอรหันต์ละสัญโญชน์ทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิง ดังนี้ คำ
ถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูก
สกวาทีถามด้วยคำว่า สัญโญชน์ทั้งปวง อีก ปรวาทีตอบปฏิเสธหมาย
เอาการละกิเลสโดยมรรคทั้ง ๓ ตามที่กล่าวแล้วในหนหลัง. ถูกถามครั้ง

757
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 758 (เล่ม 80)

ที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง เพราะไม่มีการละกิเลสด้วยมรรคนั้น. แม้
ในคำว่า สักกายทิฏฐิ เป็นต้น ปรวาทีก็ตอบปฏิเสธ หมายเอาความ
เป็นผู้ละกิเลสได้แล้วด้วยปฐมมรรค. ย่อมตอบรับรอง หมายเอาการละ
กิเลสไม่เหลือด้วยมรรคที่ ๔. เนื้อความในที่ทั้งปวง ก็นัยนี้นั้นแหละ.
อรรถกถาสัพพสัญโญชนัปปหานกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. คิหิสสอรหาติกถา ๒. อุปปัตติกถา ๓. อนาสวกถา
๔. สมันนาคตกถา ๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา ๖. โพธิยาพุทโธติกถา
๗. ลักขณกถา ๘. นิยาโมกกันติกถา ๙. อปราปิสมันนาคตกถา
๑๐. สัพพสัญโญชนัปปหานกถา.
วรรคที่ ๔ จบ

758
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 759 (เล่ม 80)

วรรคที่ ๕
วิมุตตกถา
[๑๐๒๖] สกวาที วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. วิมุตติญาณ ไม่ว่าอย่างใดหมด ชื่อว่าหลุดพ้น
แล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิมุตติญาณของโคตรภูบุคคล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๒๗] ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

759
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 760 (เล่ม 80)

ส. ญาณของพระโสดาบัน เป็นญาณของผู้ถึง ได้
เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ญาณของพระสกทาคามี เป็นญาณของผู้ถึง ได้
เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ญาณของพระอนาคามี เป็นญาณของบุคคลผู้ถึง
ได้เฉพาะ บรรลุุ ทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
อรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ญาณของพระอรหันต์ ชื่อว่า ญาณของผู้ถึง ได้

760
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 761 (เล่ม 80)

เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๒๘] ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง
อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

761