พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 702 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีองค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้น
แหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๑๔] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผลพึงกล่าวว่า โสดาบัน
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสกทาคามีองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้น
แหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๑๕] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์เลยโสดาปัตติต่อไปแล้ว ก็
ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล.

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 703 (เล่ม 80)

[๙๑๖] ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลเลย ยังชื่อว่าประ-
กอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะที่เป็นอปายคามี โทสะ
ที่เป็นอปายคามี โมหะที่เป็นอปายคามี ไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วย
โมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๑๗] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล.
[๙๑๘] ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่า
ประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลย
กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วย
พยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 704 (เล่ม 80)

[๙๑๙ ] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ก็
ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล.
[๙๒๐] ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่า
ประกอบด้วยอนาคามิผลนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พรอรหันต์เลยอนาคามิมรรคไปแล้ว เลยกาม-
ราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบ
ด้วยพยาบาทอย่างละเอียดนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๒๑] ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลแล้ว ก็
ต้องไม่กล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล.
[๙๒๒] ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่า
ประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ?

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 705 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย
สักกายทิฏฐิ ฯ ล ฯ โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบ
ด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๒๓] ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล.
[๙๒๔] ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่า
ประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลย
กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วย
พยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๒๕] ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 706 (เล่ม 80)

ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล.
[๙๒๖] ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่า
ประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย
สักกายทิฏฐิ ฯ ล ฯ โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วย
โมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๒๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๔
นั้น มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระอรหันต์ได้ผล ๔ และไม่เสื่อมจาก
ผล ๔ นั้นด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วย
ผล ๔

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 707 (เล่ม 80)

[๙๒๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจาก
ผล ๓ นั้น มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระอนาคามีได้ผล ๓ และไม่เสื่อมจาก
ผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามีประกอบ
ด้วยผล ๓
[๙๒๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจาก
ผล ๒ นั้น มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และ
ไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามี
ประกอบด้วยผล ๒.
[๙๓๐] ส. พระอรหันต์ ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจาก
ผล ๔ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๔
หรือ ?

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 708 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้วไม่เสื่อมจากมรรค
๔ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ประกอบด้วยมรรค ๔
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๓๑] ส. พระอนาคามี ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจาก
ผล ๓ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๓
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอนาคามีได้มรรค ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจาก
มรรค ๓ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วย
มรรค ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๓๒] ส. พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อม
จากผล ๒ นั้น เพราะเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วย
ผล ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสกทาคามีได้มรรค ๒ แล้ว และไม่เสื่อม
จากมรรค ๒ นั้น เพราะเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วย
มรรค ๒ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมันนาคตกถา จบ

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 709 (เล่ม 80)

อรรถกถาสมันนาคตกถา๑
ว่าด้วยผู้ประกอบ
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องผู้ประกอบ. ในเรื่องนั้น การประกอบมี
๒ อย่าง. คือ.- การประกอบในความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันในขณะ
แห่งปัจจุบัน ๑. การประกอบคือการได้เฉพาะโดยบรรลุภูมิใดภูมิหนึ่ง
มีรูปาวจรเป็นต้น ๑. การประกอบคือการบรรลุภูมิใดภูมิหนึ่งนั้นยังไม่
เสื่อมจากคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้วเพียงใด ก็ชื่อว่า เป็นผู้ได้คุณวิเศษ
อยู่เพียงนั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะ
ทั้งหลายในขณะนี้ว่า ยกเว้นการประกอบ ๒ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าการ
ประกอบอย่างอื่นอันหนึ่งมีอยู่ด้วยสามารถแห่งปัตติธรรม คือ ธรรมที่
บรรลุ ดังนี้ เพื่อให้ชนเหล่านั้นเข้าใจตามว่า ชื่อว่าปัตติธรรม
คือธรรมเป็นเครื่องบรรลุของพระอรหันต์ อะไร ๆ มีอยู่ ปัตติธรรม
อะไร ๆ ไม่มีอยู่ จึงถามว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ
คำตอบรับรองหมายเอาการบรรลุผลเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที
จึงเริ่มคำเป็นต้นว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔๒ หรือ
เพื่อท้วงว่า ถ้าพระอรหันต์ประกอบด้วยผลทั้ง ๔ ดุจถึงพร้อมด้วยนาม
ขันธ์ ๔ ไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ธรรมทั้งหลายเหล่าใด
๑. คำว่า "สมนฺนาคตกถา" แปลว่า เรื่องผู้ประกอบ หรือ เรื่องผู้ถึงพร้อมแล้ว
๒. คำว่า ผัสสะ ๔ คือ ผัสสะเจตสิกที่เกิดกับโสดาปัตติผลจิต สกทาคามิผลจิต
อนาคามิผลจิต และ อรหัตตผลจิต.

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 710 (เล่ม 80)

อย่างละ ๔ ในผลทั้ง ๔ เป็นต้น ธรรมเหล่านั้นก็ย่อมถึงพร้อมแก่
พระอรหันต์เพราะการประกอบแล้วด้วยธรรมอย่างละ ๔ นั้น ดังนี้.
คำทั้งปวงนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธแล้วเพราะความไม่มีผัสสะ เป็นต้น
อย่างละ ๔ ในขณะเดียวกัน. แม้ในปัญหาว่าด้วย พระอนาคามี ก็
นัยนี้เหมือนกัน. คำว่า พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว
มิใช่หรือ อธิบายว่า ก็สกวาทีย่อมถามว่า พระอรหันต์เลย เพราะ
การไม่เกิดขึ้นอีกไม่เหมือนทุติยฌานลาภีบุคคลผู้ผ่านเลยปฐมฌานไป
แล้ว. คำว่า โสดาปัตติมรรค เป็นต้นที่สกวาทีปรารภแล้ว ก็เพื่อ
แสดงถึงความไม่เกิดขึ้นอีกของมรรคนั้น เพราะปฏิบัติผ่านเลยไปแล้ว.
ในปัญหาว่า ไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ความว่า ธรรม
คือโลกียฌานทั้งหลายย่อมเสื่อมด้วยธรรมอันเป็นข้าศึก ฉันใด โลกุตตร-
ธรรมจะเป็นฉันนั้นก็หาไม่. จริงอยู่กิเลสเหล่าใดที่มรรคละอยู่ กิเลส
เหล่านั้นย่อมสงบระงับไปด้วยผล ทั้งกิเลสเหล่านั้นท่านก็ละแล้ว เป็น
ธรรมชาติสงบระงับไปแล้ว เหตุใดเพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตอบรับรอง
ว่า ใช่. เนื้อความนี้นั้นแหละ ท่านอธิบายไว้แล้วในคำทั้งหลายข้างหน้า
ซึ่งมีคำว่า พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๔
นั้น เป็นต้น. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น แล.
อรรถกถาสมันนาคตกถา จบ

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 711 (เล่ม 80)

อุเบกขาสมันนาคตกถา
[๙๓๓] สกวาที พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๖ ด้วยเวทนา ๖
ด้วยสัญญา ๖ ฯ ล ฯ ด้วยปัญญา ๖ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๓๔] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์เห็นรูปด้วยจักษุอยู่ ยังฟังเสียง
ด้วยโสตได้ ยังสูดกลิ่นด้วยฆานะได้ ยังลิ้มรสด้วยชิวหาได้ ยังถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกายได้ยังรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ ฯ ล ฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วย
ใจอยู่ ยังเห็นรูปด้วยจักษุได้ ยังฟังเสียงด้วยโสตได้ ยังสูดกลิ่นด้วย
ฆานะได้ ยังลิ้มรสด้วยชิวหาได้ ยังถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๓๕] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ประกอบ ตั้งมั่นด้วยอุเบกขา ๖ อุเบกขา ๖
ปรากฏเนือง ๆ สม่ำเสมอ ไม่ระคนกัน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

711