พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 672 (เล่ม 80)

ส. วิญญาณัญจายตนภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ
เป็นจตุโวการภพ แต่ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ในอากิญจัญญายตนภพ
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๖๑] ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามี
อยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ
สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯล ฯ
ส. วิญญาณัญจายตนภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ
เป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ
สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๖๒] ส. ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ หรือว่าไม่มีอยู่ ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนภพ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ
มิใช่หรือ ?

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 673 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโว-
การภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ หรือว่า ไม่มีอยู่ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนภพ.
[๘๖๓] ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพแต่
ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ หรือว่าไม่มีอยู่ ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อากาสานัญจายตนภพ ฯลฯ วิญญาณัญจายตน-
ภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ แต่ไม่พึงกล่าวว่าสัญญา
มีอยู่ หรือว่าไม่มีอยู่ ในอากิญจัญญายตนภพ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๖๔] ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญา
มีอยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ
สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. วิญญาณัญจายตนภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ
เป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ?

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 674 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพมี
อยู่ในภพนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๖๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า๑ ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ
หาควรกล่าวไม่ว่า มีสัญญาหรือว่าไม่มีสัญญา หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ หาควร
กล่าวไม่ว่า มีสัญญาหรือว่าไม่มีสัญญา.
[๘๖๖] ส. เพราะทำอธิบายว่า เป็นเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนภพ จึงหาควรกล่าวไม่ว่า สัญญามีอยู่หรือว่าไม่มีอยู่ ในเนวสัญญา-
นาสัญญายตนภพ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะทำอธิบายว่า เป็นอทุกขมสุขเวทนาจึง
หาควรกล่าวไม่ว่าเวทนา หรือว่ามิใช่เวทนา
๑. คำนี้เติมเข้ามาในเวลาแปล เพื่อให้รับกับกระบวนความต่อไป และเมื่อเทียง
กับอสัญญากถาก็เห็นว่า บาลีตรงนี้ควรเป็น "นวตฺตพฺพํ เนวสญฺญานาสญฺญา-
ยตเน..."

674
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 675 (เล่ม 80)

ในอทุกขมสุขเวทนา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
เนวสัญญานาสัญญายตนกถา จบ
อรรถกถาเนวสัญญานาสัญญายตนกถา
ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ อายตนะที่มี
สัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ
ลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่
ในภพนั้น เพราะพระบาลีว่า อายตนะนั้น มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มี
ก็ไม่ใช่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น
ของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งพระบาลีนั่นแล.
อรรถกถาเนวสัญญานาสัญญายตนกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. พลกถา ๒. อริยนฺติกถา ๓. วิมุจจติกถา ๔. วิมุจจ-
มานกถา ๕. อัฏฐมกกถา ๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ๗. ทิพพจักขุกถา
๘. ทิพพโสตกถา ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา ๑๐. สังวรกถา
๑๑. อสัญญกถา ๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา.
วรรคที่ ๓ จบ

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 676 (เล่ม 80)

วรรคที่ ๔
คิหิสส อรหาติกถา
[๘๖๗] สกวาที คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. คิหิสัญโญชน์ของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. คิหิสัญโญชน์ของพระอรหันต์ไม่มี หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คิหิสัญโญชน์ของพระอรหันต์ไม่มี ก็
ต้องไม่กล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้.
[๘๖๘] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คิหิสัญโญชน์อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอน
รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง
ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า คิหิสัญโญชน์อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว
ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง
ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า คฤหัสถ์
พึงเป็นพระอรหันต์ได้.

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 677 (เล่ม 80)

[๘๖๙] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คฤหัสถ์ไร ฯ ที่ยังมิได้ละคิหิสัญโญชน์แล้วเป็น
ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียวมีอยู่
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า คฤหัสถ์ไร ๆ ที่ยังมิได้ละคิหิสัญโญชน์
แล้วเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันเทียวไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า
คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ดังนี้.
[๘๗๐] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปริพาชก ผู้วัจฉโคตร ได้กราบทูลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่าดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ คฤหัสถ์ไร ๆ ที่ยัง
มิได้ละคิหิสูญโญชน์แล้วเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะ
กายแตกมีอยู่หรือหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อน
วัจฉะ ไม่มีคฤหัสถ์ไร ๆ ที่ยังมิได้ละได้หิสัญโญชน์แล้วเป็นผู้
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะกายแตก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
๑. ม.ม. ๑๓/๒๔๓

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 678 (เล่ม 80)

ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็น
พระอรหันต์ได้ดังนี้.
[๘๗๑] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ทรงเสพเมถุนธรรม พึงยังเมถุน-
ธรรมให้เกิดขึ้น พึงนอนที่นอนอันคับแคบด้วยบุตร พึงใช้ผ้ากาสิกและ
จุรณจันทน์ พึงทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ พึงยินดีเงินทอง
พึงรับแพะ แกะ ไก่ สุกร พึงรับช้าง วัว ม้า ลา พึงรับนกกระทา
นกคุ่ม และหางนกยูง พึงทรงเกี้ยว คือ เครื่องประดับมวยผม มีขั้ว
อันเหลือง พึงทรงผ้าขาวมีชายยาว พึงเป็นผู้ครองเรือนตลอดชีวิต หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ยสกุลบุตร อุตติยคฤหบดี เสตุมาณพ ได้บรรลุ
พระอรหัตทั้งเพศคฤหัสถ์ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ยสกุลบุตร อุตติยคฤหบดี เสตุมาณพ
ได้บรรลุพระอรหัตทั้งเพศคฤหัสถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้.
คิหิสส อรหาติกถา จบ

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 679 (เล่ม 80)

อรรถกถาคิหิสส๑ อรหาติกถา
ว่าด้วยคฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องคฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า
คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งพระอรหันต์
ของชนทั้งหลายมีพระยส กุลบุตร เป็นต้น ผู้ดำรงอยู่ในเพศของ
คฤหัสถ์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น. บรรดาคำเหล่านั้น
คำว่า คิหิสฺส อธิบายว่า ผู้ใดชื่อว่า คฤหัสถ์ เพราะประกอบ
พร้อมแล้วด้วยสัญโญชน์ของคฤหัสถ์ ผู้นั้น พึงเป็นพระอรหันต์ได้
หรือ ? ส่วนปรวาทีไม่รู้ความประสงค์ เมื่อเห็นอยู่ซึ่งสักว่าเพศคฤหัสถ์
เท่านั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. บัดนี้สกวาทีจึงเริ่มคำว่า คิหิสัญโญชน์
ของพระอรหันต์ยังมีอยู่หรือ เป็นต้น เพื่อแสดงนัยนี้ว่า ชื่อว่าพึง
เป็นคฤหัสถ์ ย่อมเป็นด้วยสัญโญชน์ของคฤหัสถ์ มิใช่เป็นคฤหัสถ์ด้วย
สักแต่เพศ เหมือนคำทีพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
แม้หากว่า ผู้ใดมีธรรมอันประดับแล้ว
สงบแล้ว มีตนฝึกแล้ว เป็นผู้เที่ยง เป็น
พรหมจารี ละอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว พึง
๑. ข้อนี้แยกบทว่า คิหิ อสฺส อรหา แปลว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์
อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า พระอรหันต์พึงเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ได้.

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 680 (เล่ม 80)

ประพฤติธรรมเสมอ เรากล่าวว่า ผู้นั้น เป็น
พราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ ดังนี้.
คำนั้นทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น แล.
อรรถกถาคิหิสส อรหาติกถา จบ

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 681 (เล่ม 80)

อุปปัตติกถา
[๘๗๓ ] สกวาที เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้
หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๗๔] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดก็เกิดได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๗๕] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๗๖] ส. เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิด
ไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อม
กับการผุดเกิดได้

681