พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 652 (เล่ม 80)

ความเห็นว่า ยถากัมมูปคตญาณนั่นแหละเป็นทิพยจักขุ ดังนี้ เพราะ
ไม่พิจารณาถือเอาพระสูตรว่า ตถาคต ย่อมทรงรู้แจ้งซึ่งความที่สัตว์
ทั้งหลายผู้เป็นไปตามกรรม ฯ ล ฯ ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ด้วยประการ
ฉะนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น
ของปรวาที. ถูกสกวาทีถามอีกว่า ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็น
ไปตามกรรมด้วย ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะอารมณ์ ๒ อย่างของจิต
ดวงเดียวกันไม่มี. ถูกถามครั้งที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตต่าง ๆ
สกวาทีไม่ให้โอกาสอันพลั้งพลาดของปรวาทีนั้น จึงถามอีกว่า เป็น
การประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ปรวาทีตอบปฏิเสธ. พึงทราบ
เนื้อความในการประกอบบทยถากัมมูปคตนี้ฉันใด ก็พึงประกอบแม้ด้วย
บทว่า อิเม วต โภนฺโต สตฺตา แปลว่า สัตว์เหล่านี้หนอ ท่าน
ทั้งหลาย เป็นต้น ฉันนั้นนั่นแหละ. คำว่า ท่านพระสารีบุตรรู้
ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมหรือ ดังนี้ อธิบายว่า
พระสารีบุตรเถระย่อมไม่ใช้อภิญญาญาณทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้
ปรารถนาน้อย แต่ชนบางพวกไม่รู้จิตสำคัญว่า อภิญญาญาณเหล่านั้น
ไม่มีแก่พระเถระเลย ดังนี้เหตุใด เพราะฉะนั้น ท่านสกวาทีจึงถาม
ปรวาทีผู้สำคัญว่า พระเถระไม่ได้ทิพพจักขุ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น
นั่นแหละ จึงถูกสกวาทีถามเนื้อความต่อไปว่า ท่านพระสารีบุตร
มีทิพพจักษุหรือ ปรวาทีก็ตองปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบ
รับรองว่า อภิญญาญาณอย่างไดอย่างหนึ่งที่พระสาวกพึงบรรลุแล้ว

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 653 (เล่ม 80)

ญาณนั้นทั้งหมด ท่านพระเถระบรรลุแล้วโดยลำดับ. บัดนี้ สกวาทีเมื่อ
จะให้ปรวาทีสับสน จึงกล่าวคำว่า ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้
ไว้ว่า การตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ
เจโตปริยญาณ อิทธิวิธ ความหมดจดแห่งโสตธาตุ และจุตูป-
ปาตญาณของเราไม่มี ดังนี้ จริงอยู่ท่านกล่าวคาถานี้ก็เพราะไม่มี
ความปรารถนาจะใช้ ท่านมิได้กล่าวเพราะไม่มีอภิญญาญาณทั้งหลาย
มิใช่หรือ แต่ปรวาทีกำหนดเนื้อความพระสูตรว่า ความปรารถนาเพื่อ
ฯ ล ฯ ของเราไม่มีเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรองตามลัทธิ
นั้นว่า พระเถระมีเพียงยถากัมมูปคตญาณ ไม่มีทิพพจักขุญาณ ด้วยเหตุ
นั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า
ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพพจักขุ ดังนี้แล.
อรรถกถายถากัมมูปคตญาณกถา จบ

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 654 (เล่ม 80)

สังวรกถา
[๘๒๘] สกวาที ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๒๙] ส. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๓๐] ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม มิใช่
หรือ ความสำรวมมีอยู่ในหมู่ เทวดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความ
ไม่สำรวมนั้น ก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า ศีล คือความสำรวม
จากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่าศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่
สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น พึงกล่าวได้
ว่า ศีล ความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่-

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 655 (เล่ม 80)

เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด
ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า
ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ใน
หมู่เทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม
ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้
ว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่
เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด
ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดังนี้ ผิด.
[๘๓๑] ส. ความสำรวมมีอยู่ในมนุษย์ ความไม่สำรวมก็มี
อยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวมก็
มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๓๒] ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวม
ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ความไม่สำรวม
ไม่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 656 (เล่ม 80)

[๘๓๓] ส. การเว้นจากปาณาติบาต มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปาณาติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ
ดื่มน้ำเมา กล่าวคือสุราเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา
กล่าวคือสุราและเมรัย ก็อยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๓๔] ส. ปาณาติบาตไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. การเว้นจาnปาณาติบาต ก็ไม่มีในหมู่เทวดา
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา
กล่าวคือสุราและเมรัย ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 657 (เล่ม 80)

ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็ไม่มีในหมู่
เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๕ ] ป. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณา-
ติบาตก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?
ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณา-
ติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ
ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นเหตุที่ตั้งแห่งความ
ประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ก็เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ
ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาท คือดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่เทวดา
นั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๘๓๖] ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณา-
ติบาตไม่มีในหมู่เทวดานั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 658 (เล่ม 80)

ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณา-
ติบาตไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ
ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท คือ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ
ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท คือ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๗] ป. ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. เทวดาทั้งปวง เป็นผู้ผลาญชีวิต เป็นผู้ถือเอาสิ่ง
ของที่เจ้าของมิได้ให้ เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้พูดเท็จ เป็นผู้
ตั้งอยู่ในความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ.
สังวรกถา จบ

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 659 (เล่ม 80)

อรรถกถาสังวรกถา
ว่าด้วยความสำรวม
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความสำรวม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นว่า เทวดาทั้งหลายเบื้องบนตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ย่อมไม่ประพฤติ
ล่วงเวร ๕ คือไม่ล่วงศีล ๕ เหตุในเพราะเหตุนั้น ความสำรวมจึงมีอยู่
แก่เทพเหล่านั้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ
รับรองเป็นของปรวาที เพราะไม่เห็นความปรากฏแห่งเวร ๕. ลำดับนั้น
สกวาทีจึงถามความไม่สำรวม เพราะธรรมดาว่าความสำรวมมีอยู่ ความ
ไม่สำรวมที่บุคคลพึงสำรวมก็ต้องมีอยู่. แต่ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะ
ในเทวดาทั้งหลายไม่มีปาณาติบาต เป็นต้น. คำว่า ความสำรวมมีอยู่
ในหมู่มนุษย์ เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งความ
ไม่สำรวม ก็ครั้นเมื่อความสำรวมและความเป็นไปแห่งความสำรวม มีอยู่
ความไม่สำรวมก็ต้องมีอยู่. ในปัญหาว่า ปาณาติปาตา เวรมณี เป็น
ต้น พึงทราบคำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาต
เป็นต้น และพึงทราบคำตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีปาณาติบาต เป็น
ต้น. ปัญหาว่าด้วยปฏิโลม มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ในปัญหาว่า ปาณา-
ติบาตไม่มีในหมู่เทวดาหรือ พึงทราบคำตอบรับรองของปรวาที
ด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาตเป็นต้น และคำปฏิเสธของ
ปรวาที เพราะความไม่มีปาณาติบาตเป็นต้น. ปัญหาว่าด้วยปฏิโลมมี
เนื้อความง่ายทั้งนั้น.

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 660 (เล่ม 80)

ในปัญหาทั้งหลายบทสุดท้ายว่า ความสำรวมไม่มีในหมู่
เทวดาหรือ คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาความไม่มีความสำ-
รวมจากการทำปาณาติบาตเป็นต้นอีก. ต่อจากนั้นคำถามของปรวาทีว่า
ถ้าความสำรวมของเทวดาทั้งหลายไม่มี เทวดาทั้งปวงก็ต้องเป็น
ผู้ล้างผลาญชีวิต เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งคำอันมีเลสนัย. คำ
ปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะไม่มีความประพฤติล่วงเวรของเทวดาทั้ง
หลาย. ปรวาทีให้ลัทธิตั้งไว้ เพราะถือเอาสักแต่คำว่า ไม่พึงกล่าว
ของสกวาที. แต่ลัทธิที่ตั้งไว้แล้วอย่างนี้ย่อมตั้งไว้ไม่ได้เลย ดังนี้แล.
อรรถกถาสังวรกถา จบ

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 661 (เล่ม 80)

อสัญญากถา
[๘๓๘] สกวาที สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นสัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นสัญญสัตตาวาส
เป็นสัญญสงสาร เป็นสัญญโยนิ คือ กำเนิดแห่งสัตว์ผู้มีสัญญา เป็น
สัญญัตตภาวปฏิลาภ คือ การได้อัตภาพแห่งสัตว์ผู้มีสัญญา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๙] ส. เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็นอสัญญ-
สัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิ-
ลาภ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็น
อสัญญสัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตต-
ภาวปฏิลาภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย.
[๘๔๐] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นปัญจโวการภพ๑ เป็นปัญจโวการคติ สัต-
ตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ?
๑. ภพมีขันธ์ ๕ ได้แก่กามภพ และรูปภพ.

661