พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 572 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่อง
พิจารณา จะพิจารณาแล้วให้ดับได้ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า นิโรธเป็นสอง.
[๖๙๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็น ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ป. สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจาร-
ณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว
มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็น
เครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับ
ไปสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า นิโรธเป็น ๒
[๖๙๔] ส. นิโรธเป็น ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัยอริยมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. แม้สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจาร-
ณา ก็ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัยอริยมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 573 (เล่ม 80)

[๖๙๕] ส. นิโรธเป็น ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สังขารที่มิได้ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็น ๒.
นิโรธกถา จบ
อรรถกถานิโรธกถา
ว่าด้วยนิโรธ
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องนิโรธคือความดับ. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใด
มีความเห็นว่ารวมนิโรธทั้ง ๒ คืออัปปฏิสังขานิโรธ คือการดับโดยไม่
ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา และปฏิสังขานิโรธ คือการดับโดยใช้
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้ง ๒ นี้เข้าด้วยกัน จึงชื่อว่า นิโรธ-
สัจจะ ดังนี้ ดุจนิกายมหิสาสกะและนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้
สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามว่า นิโรธเป็น ๒ หรือ คำตอบ
รับรองเป็นของพระปรวาที. ในปัญหาว่า ทุกขนิโรธเป็น ๒ หรือ
ปรวาทีไม่ปรารถนาทุกขสัจจะเป็น ๒ เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงตอบ

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 574 (เล่ม 80)

ปฏิเสธ แต่ปรารถนาว่าทุกข์ย่อมดับไปโดยอาการ ๒ อย่าง เพราะฉะนั้น
จึงตอบรับรอง. ในปัญหาว่า นิโรธสัจจะเป็น ๒ หรือ ปรวาที
เมื่อไม่ปรารถนาด้วยสามารถแห่งการดับทุกขสัจจะทั้ง ๒ อย่าง จึงตอบ
ปฏิเสธ แต่ย่อมตอบรับรองเพราะการดับทุกข์โดยอาการทั้ง ๒ อย่าง.
ในคำทั้งหลาย แม้คำว่า ตาณะเป็น ๒ หรือ เป็นต้น ก็ในนี้
นั่นแหละ ตาณะ คือ ธรรมเป็นเครื่องต้านทาน เป็นต้น นี้เป็นไวพจน์
ของพระนิพพาน.
ในคำถามทั้งหลายมีคำว่า มีความสูงและต่ำแห่งนิพพาน
ทั้ง ๒ หรือ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นพระนิพพานมีการสูงต่ำ
เป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็น
เครื่องพิจารณา ดังนี้ อธิบายว่า สังขารเหล่าใดไม่ดับไปด้วยโลกุตตร-
ญาณอันเป็นเครื่องพิจารณา ท่านเรียกสังขารเหล่านั้นว่า ดับไปแล้ว
ตามปกติของตนเอง หรือเพราะไม่มีการปฏิบัติด้วยสามารถแห่งการ
สอบถามอุทเทสเป็นต้น. คำว่า สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่อง
พิจารณา ได้แก่ สังขารเหล่านั้นย่อมดับไปด้วยโลกุตตรญาณ คือ
ย่อมถึงซึ่งความไม่เกิดขึ้นอีก. คำถามว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วย
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่อง
พิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้วมิใช่หรือ ดังนี้ เป็นของปรวาที.
ในคำวิสัชนานั้น สกวาทีย่อมตอบรับรองซึ่งความที่สังขารทั้งหลายเหล่า-
นั้นมีการแตกดับไปเป็นธรรมดา โดยมิต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
เพราะการแตกดับแห่งสังขารทั้งหลายเป็นสภาพต้องแตกดับไปโดยส่วน-

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 575 (เล่ม 80)

เดียว หรือว่าความที่สังขารเหล่านั้น เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้อง
แตกดับไปเพราะการแตกดับนั้นเทียว. คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความตื้น
ทั้งนั้นแล.
อรรถกถานิโรธกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ปรูปหารกถา ๒. อัญญาณกถา ๓. กังขากถา
๔. ปรวิตารณกถา ๕. วจีเภทกถา ๖. ทุกจาหารกถา ๗. จิตตฐิติกถา
๘. กุกกุฬกถา ๙. อนุปุพพาภิสมยกถา ๑๐. โวหารกถา
๑๑. นิโรธกถา.
วรรคที่ ๒ จบ

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 576 (เล่ม 80)

วรรคที่ ๓
พลกถา
[๖๙๖] ส. สกวาที กำลังพระตถาคตทั่วไปแก่พระ-
สาวก หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. กำลังของพระตถาคต ก็คือ กำลังของพระสาวก
กำลังของพระสาวก ก็คือ กำลังของพระตถาคต หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๖๙๗] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กำลังของพระตถาคตอันนั้น กำลังของพระสาวก
ก็อันนั้นแหละ กำลังของพระสาวกอันนั้น กำลังของพระตถาคตก็อัน
นั้นแหละ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๘] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. กำลังของพระตถาคตเช่นใด กำลังแห่งพระสาวก
ก็เช่นนั้น กำลังแห่งพระสาวกเช่นใด กำลังของพระตถาคต ก็เช่นนั้น
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 577 (เล่ม 80)

[๖๙๙] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?.
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การ
แสดงธรรมแห่งพระตถาคต เช่นใด บุรพประโยค บุรพจริยา การ
กล่าวธรรม การแสดงธรรม แห่งพระสาวกก็เช่นนั้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๗๐๐] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระตถาคต คือ พระชินะ พระศาสดา พระ-
สัมมาสัมพุทธะ พระสัพพัญญู คือผู้รู้ธรรมทั้งปวง พระสัพพทัสสาวี
คือ ผู้เห็นธรรมทั้งปวง พระธรรมสามี คือเจ้าแห่งธรรม พระธรรมปฏิ-
สรณะ คือ ผู้มีธรรมเป็นที่อาศัย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสาวก ก็คือ พระชินะ พระศาสดา พระ-
สัมมาสัมพุทธะ พระสัพพัญญู พระสัพพทัสสาวี พระธรรมสามี พระ-
ธรรมปฏิสรณะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๗๐๑] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระตถาคต เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้เกิด
ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้น เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆ

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 578 (เล่ม 80)

มิเคยได้กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสาวก ก็เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้เกิด
ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้นเป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆ
มิเคยได้กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๗๐๒] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ
ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสาวก เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพ-
ทัสสาวี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๗๐๓] ป. พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่ง
ฐานะและอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้.
[๗๐๔] ป. พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุ
แห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตและปัจจุบัน หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 579 (เล่ม 80)

ป. หากว่า พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ
โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งผลอัน
สุกวิเศษโดยฐานะ. โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุ-
บัน ทั่วไปแก่พระสาวก.
[๗๐๕] ป. พระสาวก รู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระสาวกรู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตาม
จริงซึ่งปฏิปทาอันจะนำไปในคติทั้งปวง ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้.
[๗๐๖] ป. พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุมิใช่น้อย
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุ
มิใช่น้อย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ
การรู้ตามจริงซึ่งโลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุมิใช่น้อย ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๐๗] ป. พระสาวก รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุติ
คืออัธยาศัยต่าง ๆ กัน หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระสาวกรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มี

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 580 (เล่ม 80)

อธิมุติต่าง ๆ กัน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระ-
ตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุตติต่าง ๆ กัน
ทั่วไปแก่พระสาวก.
[๗๐๘] ป. พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การ
ออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่อง
แผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ
เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และ
สมาบัติ ทั่วไปแก่พระสาวก.
[๗๐๙] ป. พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคย
อยู่อาศัยในกาลก่อนได้แก่ระลึกชาติหนหลังได้ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์
ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของ
พระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่
อาศัยในกาลก่อน ทั่วไปแก่พระสาวก.
[๗๑๐] ป. พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 581 (เล่ม 80)

ป. หากว่า พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้ง
หลาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ
การรู้ตามจริงซึ่งจุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก.
[๗๑๑] ป. อาสวะทั้งหลาย ทั้งของพระตถาคต ทั้งของพระ-
สาวกต่างก็สิ้นไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. มีเหตุอะไร ๆ ที่ทำให้ต่างกันในระหว่างความสิ้น
อาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระสาวก หรือใน
ระหว่างความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก
หรือ ?
ส. ไม่มี.
ป. หากว่า ไม่มีเหตุอะไร ๆ ที่ทำให้ต่างกันใน
ระหว่างความสิ้นอาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระ-
สาวก หรือในระหว่างความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้น
แห่งพระสาวก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต
คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก.
[๗๑๒] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ
และอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

581