พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 552 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๘
หรือ๑ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๘ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๑๒
หรือ๒ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลด้วยญาณ ๔๔
หรือ๓ ?
ป. ถูกแล้ว.
๑. ญาณ ๘ คือ ญาณในอริยสัจ ๔ และญาณในปฏิสัมภิทา ๔.
๒. ญาณ ๑๒ คือ ญาณในปฏิจจสมุปบาทอันมีองค์ ๑๒.
๓. ญาณ ๔๔ คือ ญาณวัตถุ ๔๔ ที่มาใน สํ. นิ. ๑๖/๑๑๙.

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 553 (เล่ม 80)

ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔๔ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๗๗
หรือ๑ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๗๗ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มหาสมุทรลาดไปโดยลำดับ ลุ่มไปโดยลำดับ ลึกไป
โดยลำดับ มิได้ลึกเป็นเหวแต่เบื้องต้นทีเดียว แม้ฉันใด ใน
ธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเทียวแล เป็นการศึกษาโดยลำดับ เป็น
การกระทำโดยลำดับ เป็นการปฏิบัติโดยลำดับ มิได้เป็นการแทง
ตลอดโดยรู้ทั่วถึงแต่เบื้องต้นทีเดียว ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
๑. ญาณ ๗๗ คือ ญาณวัตถุ ๗๗ ที่มาใน สํ. นิ. ๑๖/๑๒๗.
๒. องฺ อฏฺฐก. ๒๓/๑๑๐.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 554 (เล่ม 80)

ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้
โดยลำดับน่ะสิ.
[๖๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ ?
ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ผู้เป็นปราชญ์
พึงกำจัดมลทินของตนทีละน้อย ๆ ทุก ๆ ขณะโดยลำดับ ดุจช่าง
ทองกำจัดมลทินทอง ฉะนั้น ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดย
ลำดับน่ะสิ.
[๖๖๘] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ท่านพระควัมปติเถระได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ดังนี้
ว่า คำนี้ข้าพเจ้าได้สดับมาโดยตรง ได้รับมาโดยตรงต่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อม
เห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์
ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใด
เห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรม
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๘.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 555 (เล่ม 80)

เป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่ง
ทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์
ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอัน
ให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้ใดเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็น
ที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้น
แห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ดังนี้๑ เป็น
สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม
เป็นการตรัสรู้โดยลำดับ.
[๖๖๙] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการ
ถึงพร้อมด้วยทัศนะของท่าน พระโสดาบัน ท่าน ฯลฯ เป็น
ผู้ไม่ควรทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม
เป็นการตรัสรู้โดยลำดับ.
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๑๑.

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 556 (เล่ม 80)

[๖๗๐] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สมัยใดธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากผงฝ้า
ได้เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา สมัยนั้น
พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค อริยสาวกนั้นละสัญ-
โยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม
เป็นการตรัสรู้โดยลำดับ.
อนุปุพพาภิสมยกถา จบ
อรรถกถาอนุปุพพาภิสมยกถา
ว่าด้วยการตรัสรู้โดยลำดับ
บัดนี้ เป็นเรื่องการตรัสรู้โดยลำดับ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งการ
ตรัสรู้ต่าง ๆ ของชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ นิกายสัพพัตถิกะ
นิกายสมิติยะ และนิกายภัทรยานิกะทั้งหลายในขณะนี้อันเกิดขึ้นแล้ว

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 557 (เล่ม 80)

อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ย่อมละกิเลส
ทั้งหลายได้บางอย่างด้วยการเห็นซึ่งทุกข์ ย่อมละกิเลสบางอย่างได้ด้วย
การเห็นสมุทัย . . . นิโรธ . . . มรรคโดยทำนองเดียวกัน และย่อมละกิเลส
ทั้งหลายที่เหลือ เพราะทำการละกิเลสโดยลำดับ ๑๖ ส่วนอย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้ จึงบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ โดยไม่พิจารณา
ถือเอาพระสูตรทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ผู้มีปัญญา พึงกำจัดมลทินของตนที-
ละน้อย ๆ ทุกๆ ขณะ ดุจช่างทองกำจัดมลทิน-
ทอง ฉะนั้น ดังนี้.
เพื่อตำหนิลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า การตรัสรู้
ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ถูกถามว่า บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับหรือ
ปราวาทีปฏิเสธเพราะกลัวว่า การตรัสรู้มีจำนวนมากมายของมรรคเดียว.
ถูกถามครั้งที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการเห็นทุกข์เป็นต้น. อีก
อย่างหนึ่ง ปรวาทีย่อมตอบรับรองว่า ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านั้น เป็น
โสดาปัตติมรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ย่อมปรารถนาผลเพียงหนึ่ง เพราะ
ฉะนั้น จึงปฏิเสธ. แม้ในสกทาคามิมรรค เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในปัญหาว่า เมื่อเห็นมรรคแล้วพึงกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วใน
ผลหรือ อธิบายว่า การเห็นทุกข์เป็นต้นยังไม่สำเร็จ แต่การเห็น
นั้นชื่อว่าสำเร็จด้วยการเห็นของมรรคแล้ว จากนั้นจึงถึงซึ่งการนับว่าผู้

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 558 (เล่ม 80)

นั้นตั้งอยู่ในผล เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองว่า ใช่.
คำถามของปรวาทีว่า เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะทั้ง ๔ ก็
เป็นอันได้เห็นแล้วหรือ สกวาทีตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการ
ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔ นั้นพร้อมกัน เมื่อซักอีกว่า ทุกขสัจจะเป็น
สัจจะทั้ง ๔ หรือ สกวาทีนั้นนั่นแหละตอบปฏิเสธ เพราะสัจจะทั้ง
๔ มีสภาวะต่างกัน. คำถามว่า เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงแล้ว เป็นของสกวาที. คำรับรองเป็นของปรวาที เพราะ
ลัทธิของท่านว่า เมื่อบุคคลแทงตลอดธรรมอันหนึ่งโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้แทงตลอดธรรมแม้ทั้งปวง ดุจบุคคลรู้รส
แห่งน้ำเพียงหยาดเดียวจากสมุทร ย่อมเป็นผู้ชื่อว่ารู้รสน้ำที่เหลือ ดังนี้.
คำว่า ด้วยญาณ ๔ ได้แก่ ด้วยญาณในทุกข์เป็นต้น ได้
แก่ ญาณในอริยสัจจ์ ๔. คำว่า ด้วยญาณ ๘ ได้แก่ ด้วยสัจจ-
ญาณ ๔ อันทั่วไป แก่พระสาวกทั้งหลาย และปฏิสัมภิทาญาณ ๔. คำว่า
ด้วยญาณ ๑๒ ได้แก่ ด้วยญาณในปฏิจจสมุปบาทอันมีองค์ ๑๒.
คำว่า ด้วยญาณ ๔๔ ได้แก่ ด้วยญาณที่ท่านกล่าวไว้ในนิทาน.
วรรคอย่างนี้ว่า ญาณในชรา มรณะ และญาณในเหตุเกิดขึ้นแห่งชรา
และมรณะ. คำว่า ด้วยญาณ ๗๗ ได้แก่ ด้วยญาณที่ท่านกล่าว
ไว้ในนิทานวรรคนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชรา
และมรณะเป็นของไม่เที่ยงเป็นสังขตะเกิดขึ้นเพราะอาศัยกัน มีความ
สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 559 (เล่ม 80)

ธรรมดา. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งพระบาลีพร้อมกับการ
ชำระพระสูตร นั้นแล.
อรรถกถาอนุปุพพาภิสมยกถา จบ

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 560 (เล่ม 80)

โวหารกถา
[๖๗๑] สกวาที พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็น
โลกุตตระ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบ
โสตที่เป็นโลกุตตระ ไม่กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ รับรู้ได้ด้วยวิญญาณ
ที่เป็นโลกุตตระ รับรู้ไม่ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ พระสาวกทั้งหลาย
รับรู้ได้ ปุถุชนทั้งหลายรับรู้ไม่ได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๖๗๒] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบ
โสตที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระ-
ภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
[๖๗๓] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้
ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระ-

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 561 (เล่ม 80)

ผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ.
[๖๗๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปุถุชน
ทั้งหลายรับรู้ได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ปุถุชนรับรู้พระดำรัสของพระผู้มีพระ-
ภาคพุทธเจ้าได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
เป็นโลกุตตระ.
[๖๗๕] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น
โลกุตตระหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดา-
ปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล
เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล
เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็น
พละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๗๖] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น
โลกุตตระ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ใคร ๆ ที่ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธ-
เจ้าได้ มีอยู่หรือ ?

561