พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 322 (เล่ม 80)

ตลอด ซึ่งธรรมทั้งสี่ ธรรมทั้งสี่เป็นไฉน ? เพราะไม่รู้ตาม ไม่
แทงตลอด ซึ่งศีลอันเป็นอริยะ ซึ่งสมาธิอันเป็นอริยะ ซึ่งปัญญา
อันเป็นอริยะ ซึ่งวิมุติอันเป็นอริยะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศีลอัน
เป็นอริยะ สมาธิอันเป็นอริยะ ปัญญาอันเป็นอริยะ วิมุติอันเป็น
อริยะ นี้ อันเรารู้ตามแล้ว แทงตลอดแล้ว เราจึงถอนตัณหา
ในภพเสียได้แล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ไม่มี ดังนี้ (พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณพจน์นี้ ครั้น
แล้วจึงได้ตรัสคำอันท่านประพันธ์เป็นคาถาในภายหลัง ความว่าดังนี้)
ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ เป็นธรรม
อันยอดเยี่ยม อันพระโคดมผู้มียศทรงตามรู้แล้ว พระพุทธเจ้า
ทรงรู้ยิ่งด้วยประการฉะนี้แล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย
เป็นศาสดาผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ ผู้มีจักษุ ปรินิพพานแล้ว ดังนี้๑
เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนละกามราคะ
และพยาบาทได้น่ะสิ.
ชหติกถา จบ
๑. อํ. สัตตถ. ๒๓/๖๓

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 323 (เล่ม 80)

อรรถกถาปชหติกถา๑
ว่าด้วยการละกิเลส
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการละกิเลส. ก็ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมี
ความเห็นผิดดุจนิกายสมิติยะเป็นต้น ในที่นี้ว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานพร้อม
กับการตรัสรู้สัจจะย่อมเป็นผู้ชื่อว่า เป็นพระอนาคามีและในกาลที่ท่าน
ยังเป็นปุถุชนนั่นแหละเป็นผู้ละกามราคะและพยาบาทได้แล้ว ดังนี้
เพื่อจะทำลายลัทธินั้นของชนเหล่านั้น พระสกวาทีจึงถามว่า ปุถุชน
ละกามราคะและพยาบาทได้หรือ ? เมื่อพระปรวาทีไม่เห็นอยู่ซึ่ง
ปริยุฏฐานกิเลสของท่านผู้ขมไว้ด้วยฌานจึงตอบรับรอง. ก็การละกิเลส
ได้โดยสิ้นเชิงของฌานลาภีบุคคลเหล่านั้นแม้ข่มไว้แล้วด้วยอนาคามิ-
มรรคนั่นแหละมีอยู่ เพราะฉะนั้นคำซักถามของสกวาทีว่า ละกิเลส
ได้หมดสิ้น อีก การปฏิเสธ เป็นของปรวาที เพราะไม่มีการละเช่น
นั้น. คำว่า ปุถุชนข่ม เป็นคำถามของสกวาที หมายเอาการข่ม
กิเลสไว้โดยไม่หมดสิ้นเท่านั้น. ต่อจากนี้ไป เป็นการเปรียบเทียบปุถุชน
กับพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค คำนี้มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
เบื้องหน้าแต่นี้ถูกสกวาทีถามว่า ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความ
กำหนัดในกามทั้งหลายดำรงอยู่ในอนาคามิผล ? ก็ตอบรับรอง หมาย
เอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามว่า ตั้งอยู่ในพระ-
อรหัตตผลหรือ ? ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการละอุทธัมภาคิยสังโยชน์
๑. บาลี-เป็น ชหติกถา.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 324 (เล่ม 80)

ด้วยมรรคอันเป็นเครื่องเห็น. ถูกถามว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิด
ไม่ก่อนไม่หลังกันหรือ ? ก็ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการเจริญเช่นนั้น.
ถูกถามอีกว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิดไม่ก่อนไม่หลังหรือ ? ก็ตอบ
รับรอง หมายเอาสภาวกิจแห่งมรรคทั้ง ๓. แม้ในคำถามถึงสามัญญผล
ทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน.
ถูกถามว่า ด้วยมรรคไหน ? ตอบว่า ด้วยอนาคามิมรรค
ท่านกล่าวหมายเอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามถึง การ
ละสัญโญชน์มีสักกายทิฏฐิ เป็นต้นอีก ปรวาทีก็ปฏิเสธ เพราะ
กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นอันพระอนาคามิมรรคมิได้ละ. ถูกถามครั้งที่ ๒
ก็ตอบรับรอง หมายเอาความเป็นพระอนาคามิมรรคด้วยฌานแห่งปฐม-
มรรคนั่นแหละ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น.
อรรถกถาปชหติกถา จบ

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 325 (เล่ม 80)

สัพพมัตถีติกถา
[๓๐๑] ส. สกวาที สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในการทั้งปวง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดยอาการทั้งปวง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในธรรมทั้งปวง หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งทั้งปวง ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ไม่

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 326 (เล่ม 80)

ประกอบ๑ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. แม้สิ่งที่ไม่มี ก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ความเห็นอย่างนี้ว่า ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ดังนี้
เป็นมิจฉาทิฏฐิ และว่าทิฏฐิดังว่านี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ก็มีอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
[๓๐๒] ส. อดีตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดง-
คตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถ้าอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว
อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า
อดีตมีอยู่.
๑. ไม่ประกอบสภาวะต่าง ๆ คือ ทำรูปไม่ให้ต่างจากเวทนา หรือทำเวทนาไม่ให้
ต่างจากรูป คือ ทำให้มีลักษณะเป็นส่วนเดียวกัน -อรรถกถา

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 327 (เล่ม 80)

[๓๐๓] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยัง
ไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิด
พร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่
ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่.
[๓๐๔] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป
ยังไม่แปรไป ยังไม่อัศดงคต ยังไม่สาบสูญไป
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อดีตมีอยู่ อดีตยังไม่ดับ ยังไม่ปราศไป ยังไม่
แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
[๓๐๕] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิด
พร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏ
แล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิด
พร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏ-
แล้ว หรือ ?

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 328 (เล่ม 80)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ฯ
[๓๐๖] ส. อดีตมีอยู่ อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไป
แล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว
แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
[๓๐๗] ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่
เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่
ปรากฏ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่
เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่
ปรากฏ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
[๓๐๘] ส. รูปอดีตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว
อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้วมิใช่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า รูปอดีตดับแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 329 (เล่ม 80)

ต้องไม่กล่าวว่า รูปอดีตมีอยู่.
[๓๐๙] ส. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม
ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า รูปอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ
ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปอนาคตมีอยู่.
[๓๑๐] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่
ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่
สาบสูญไป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป
ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๑] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว
เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว
ปรากฏแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 330 (เล่ม 80)

เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว
ปรากฏแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๓๑๒] ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว
แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไป
แล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๓๑๓] ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น
ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น
ยังไม่ปรากฏ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น
ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น
ยังไม่ปรากฏ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๓๑๔] ส. เวทนาอดีตมีอยู่หรือ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร
ฯลฯ วิญญาณอดีต มีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 331 (เล่ม 80)

ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไป
แล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว
ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอดีตมีอยู่
[๓๑๕] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิด
พร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่
ปรากฏ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าวิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ
ก็ต้องไม่กล่าว วิญญาณอนาคตมีอยู่
[๓๑๖] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่ดับ
ฯ ล ฯ ยังไม่สาบสูญไป หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตยังไม่ดับไป ฯลฯ
ยังไม่สาบสูญไป หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๓๑๗] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว
เป็นแล้ว ฯ ล ฯ ปรากฏแล้ว หรือ ?

331