พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 132 (เล่ม 80)

อุปาทาปัญญัตตานุโยค
[๙๒] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. รูปไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี
ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไป
เป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิด
ขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ
คลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น
ธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯ ล ฯ
เพราะอาศัยสังขาร ฯ ล ฯ เพราะอาศัยวิญญาณ
จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลาย

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 133 (เล่ม 80)

ไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิด
ขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ
คลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น
ธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๓] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยรูปเขียวจึงบัญญัติบุคคลเขียวขึ้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยรูปเหลือง ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปแดง
ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปขาว ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯ ล ฯ เพราะ
อาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบไม่ได้ ฯ ล ฯ จึงบัญญัติ
บุคคลที่กระทบไม่ได้ขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๔] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 134 (เล่ม 80)

ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น
กุศลขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น
กุศลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เวทนาเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา
มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่า
ปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร
มีสุขเป็นวิบาก หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๕] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น
อกุศลขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น
อกุศลขึ้น หรือ ?

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 135 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. เวทนาเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า
ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร
ทุกข์เป็นวิบาก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. บุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า
ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร
มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๖] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคล
เป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคล
เป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เวทนาเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 136 (เล่ม 80)

มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไป
เป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยสัญญา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯ ล ฯ
เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น
กุศลขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น
กุศลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา
มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก
หรือ ?

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 137 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่า
ปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร
มีสุขเป็นวิบาก หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๗] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคล
เป็นอกุศลขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคล
เป็นอกุศลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า
ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร
มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า
ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร
มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ?

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 138 (เล่ม 80)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเห็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 139 (เล่ม 80)

[๙๙] ส. เพราะอาศัยจักษุพึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อจักษุดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุดับ
ไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยโสตะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯ ล ฯ
เพราะอาศัยชิวหา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยกาย ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมโน ฯ ล ฯ
พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อมโนดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโนดับ
ไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๐] ส. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น
มิจฉาทิฏฐิ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น
มิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ฯ ล ฯ

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 140 (เล่ม 80)

[๑๐๑] ส. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัย
มิจฉาวาจา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉากัมมันตะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจ-
ฉาอาชีวะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉา-
สติ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ฯ ล ฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉา-
สมาธิ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมี
มิจฉาสมาธิดับไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๒] ส. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น
สัมมาทิฏฐิ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น
สัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัย
สัมมาวาจา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมากัมมันตะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัม-
มาอาชีวะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมาวายามะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมา-
สติ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ ฯ ล ฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมา-
สมาธิ หรือ ?

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 141 (เล่ม 80)

ป. ถูกแล้ว.
ส. เมื่อสัมมาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมี
สัมมาสมาธิดับไปแล้ว หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๓] ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติ
บุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ คนขึ้น
หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัย
สัญญา เพราะอาศัยสังขาร เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๑๐๔] ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตะ จึง
บัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.

141