พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 453 (เล่ม 79)

ข้อว่า "อุมฺมุชฺชิตวา วิปสฺสติ วิโลเกติ" ความว่า พระโสดาบัน
ชื่อว่า ย่อมแลดูมรรคอันเป็นที่ไปในเบื้องบน หรือทิศที่ควรจะไปเพราะการ
โผล่ขึ้นจากห้วงน้ำ คือ วัฏฏะ. ข้อว่า "อุมฺมุชฺชิตฺวา ปตรติ" ความว่า
พระสกทาคามีบุคคล โผล่ขึ้นจากห้วงน้ำ คือ วัฏฏะแล้ว เป็นผู้มุ่งต่อทิศที่จะ
พึงไป เพราะความที่ตนมีกิเลสเบาบาง จึงชื่อว่า ย่อมข้ามไปได้. ข้อว่า
"ปติคาธิปฺปตฺโต โหติ" ความว่า พระอนาคามีบุคคลโผล่ขึ้นจากห้วงน้ำ คือ
วัฏฏะแล้ว เหลียวดูทิศที่จะไป แล้วก็ข้ามไปถึงที่แห่งหนึ่งอันเป็นที่พึ่ง จึงพักอยู่
ย่อมไม่กลับมาอีก. ข้อว่า "ติณฺโณ ปารงฺคโต ถเล ติฏฺฐติ" ความว่า พระ-
ขีณาสพ ท่านข้ามห้วงน้ำ คือกิเลสทั้งหมดแล้ว ถึงฝั่งโน้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ชื่อ
ว่ายืนอยู่บนบก คือ พระนิพพาน.
ก็บุคคล ๗ จำพวกนี้ ท่านแสดงการอุปมาไว้ด้วยห้วงน้ำเป็นอุทาหรณ์
ดังนี้
ได้ยินว่า นายชังฆพาณิช คือ พ่อค้าเร่ ๗ คน เดินทางไกลถึงแม่น้ำ
เต็มฝั่งในระหว่างหนทาง บรรดาพ่อค้าเหล่านั้น พ่อค้าคนที่ ๑ เป็นผู้กลัวน้ำหยั่ง
ลงก่อนแล้วก็ดำลงจากทำเป็นที่ข้ามนั่นแหละไม่สามารถที่จะโผล่ขึ้นอีก เขาจึง
ตกเป็นภักษาหารของปลาและเต่าในแม่น้ำนั้นนั่นหละ. พ่อค้าคนที่ ๒ ดำลง
แล้ว ณ ที่เป็นที่ข้าม โผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วก็จมลงอีกไม่อาจเพื่อจะโผล่ขึ้นได้
เขาจึงเป็นภักษาหารของปลาและเต่าในแม่น้ำนั้นเหมือนกัน. พ่อค้าคนที่ ๓
ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ในท่ามกลางแม่น้ำ ไม่อาจเพื่อจะไปฝั่งโน้น
ไม่อาจจะมาฝั่งนี้. พ่อค้าคนที่ ๔ ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่แลดูท่าเป็น
ที่ข้ามไป. พ่อค้าคนที่ ๕ ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว หยุดแลดูท่าเป็นที่ข้ามแล้ว
จึงข้ามไป. พ่อค้าคนที่ ๖ ดำลงแล้วโผล่ขึ้นแล้ว ข้ามไปแล้วถึงฝั่งโน้นแล้ว
จึงหยุดอยู่ในที่น้ำแค่สะเอว. พ่อค้าคนที่ ๗ ดำลงแล้ว ฯลฯ ถึงฝั่งโน้นแล้ว

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 454 (เล่ม 79)

อาบน้ำชำระตัวด้วยจุณหอมเป็นต้น นุ่งห่มผ้าอันประเสริฐ ลูบไล้ด้วยของหอม
ประดับดอกอุบลเขียวเป็นต้น แล้วประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด แล้ว
จึงเข้าไปสู่มหานคร ก้าวขึ้นสู่ปราสาทบริโภคโภชนะอันอุดม.
ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบคำอุปมาดังนี้ คือ บุคคล ๗ จำพวกเหล่า
นี้เปรียบเหมือนพ่อค้าเร่ ๗ คนนั้น วัฏฏะ เปรียบเหมือน แม่น้ำ, การจม
ลงในวัฏฏะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ บัณฑิตพึงทราบว่าเหมือนกับการจมลงในท่า
เป็นที่ข้ามของพ่อค้าผู้กลัวน้ำคนที่ ๑ บุคคลผู้โผล่ขึ้นด้วยเหตุสักว่าการเกิดขึ้น
แห่งศรัทธาเป็นต้นแล้วจมลง เพราะความเสื่อมศรัทธาเป็นต้นนั้น เหมือนกับ
พ่อค้าคนที่โผล่ขึ้นครั้งเดียวแล้วก็จมลงไปในแม่น้ำ. พระโสดาบัน แลดูอยู่
ซึ่งทางอันตนพึงไป หรือทิศทางที่ควรจะไป เหมือนกับ พ่อค้าคนที่โผล่
ขึ้นจากน้ำแลดูซึ่งท่าเป็นที่ข้าม. พระสกทาคามี ชื่อว่า กำลังข้ามไป เพราะ
ความที่ตนเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง เปรียบเหมือนกับ พ่อค้าที่กำลังข้ามไป. พระ-
อนาคามี ชื่อว่า หยุดอยู่ เพราะความเป็นผู้ไม่กลับมาสู่กามโลกนี้ เหมือนกับ
พ่อค้าคนที่ข้ามไปแล้วยืนอยู่ที่น้ำแค่สะเอว. พระขีณาสพ ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้
ก้าวล่วงโอฆะทั้ง ๔ แล้ว ยืนอยู่บนบก คือ พระนิพพาน บัณฑิตพึงทราบว่า
เปรียบเหมือนพ่อค้าคนที่อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดแล้วก็ข้ามขึ้นฝั่งโน้น แล้ว
ยืนอยู่บนบก. บัณฑิตพึงทราบว่า การที่พระขีณาสพท่านเข้าผลสมาบัติ ซึ่งมี
นิพพานเป็นอารมณ์แล้วให้กาลผ่านไปอยู่ เป็นเหมือนพ่อค้าคนที่ยืนอยู่บนบก
แล้วเข้าไปสู่พระนคร ก้าวขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐ แล้วก็บริโภคอาหารอัน
อุดม. พระอริยบุคคลทั้งหลาย มีอุภโตภาควิมุตตบุคคลเป็นต้น ข้าพเจ้าชี้แจง
ไว้แล้วในหนหลังนั้นแล้ว แล.
อธิบายบุคคล ๗ จำพวก จบเพียงเท่านี้

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 455 (เล่ม 79)

อัฏฐกนิทเทส
ว่าด้วยบุคคล ๘ จำพวก
[๑๕๐] บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ บุคคลผู้พร้อม
เพรียงด้วยผล ๔ เป็นไฉน ?
๑. บุคคลผู้เป็นพระโสดาบัน.
๒. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
๓. บุคคลผู้เป็นพระสกทาคามี.
๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล.
๕. บุคคลผู้เป็นพระอนาคามี.
๖. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล.
๗. บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์.
๘. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์.
บุคคลเหล่านี้ ชื่อว่า ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ ชื่อว่า ผู้
พร้อมเพรียงด้วยผล ๔.
จบบุคคล ๘ จำพวก๑
๑. ข้อ ๑๕๐ - ๑๕๑ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 456 (เล่ม 79)

นวกนิทเทส
ว่าด้วยบุคคล ๙ จำพวก
[๑๕๑] ๑. บุคคล ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม
ทั้งหลายที่คนมิได้เคยสดับมาแล้วในกาลก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูใน
ธรรมนั้น ๆ และบรรลุความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลาย
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
๒. บุคคล ผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม
ทั้งหลายที่คนมิได้เคยสดับมาแล้วในกาลก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระ-
สัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมอันเป็นกำลัง
ทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า.
๓. บุคคล ผู้เป็นอุภโตภาควิมุต เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่
ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้
เป็นอุภโตภาควิมุต.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 457 (เล่ม 79)

บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถ
อยู่แต่อาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้เป็นปัญญาวิมุต.
๕. บุคคล ผู้เป็นกายสักขี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่
ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้
เรียกว่า ผู้เป็นกายสักขี.
๖. บุคคล ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ
นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ผู้นั้นเห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่าง
ของผู้นั้น ก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็น
ทิฏฐิปัตตะ.
๗. บุคคล ผู้เป็นสัทธาวิมุต เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ
นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ผู้นั้นเห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของ
ผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสัทธาวิมุต.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 458 (เล่ม 79)

๘. บุคคล ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นไฉน ?
ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
มีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมอริยมรรค อันมีปัญญาเป็นตัวนำ อันมี
ปัญญาเป็นประธาน บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว
เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ชื่อว่า ธัมมานุสารี. บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล
ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ.
๙. บุคคล ผู้เป็นสัทธานุสารี เป็นไฉน ?
สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มี
ประมาณยิ่งย่อมอบรมอริยมรรค อันมีศรัทธาเป็นตัวนำ อันมีศรัทธาเป็น
ประธาน บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสัทธานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดา
ปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี. บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า สัทธาวิมุต.
จบบุคคล ๙ จำพวก
อรรถกถาอัฎฐก - นวกนิทเทส
อธิบายบุคคล ๘ และ ๙ จำพวก
แม้ในนิทเทสแห่งบุคคล ๘ และบุคคล ๙ จำพวก บัณฑิตพึงทราบ
โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนหลัง นั่นแล.
อธิบายบุคคล ๘ และ ๙ จำพวกจบเพียงเท่านี้

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 459 (เล่ม 79)

ทสกนิทเทส
ว่าด้วยบุคคล ๑๐ จำพวก
[๑๕๒] ความสำเร็จ ในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล
๕ เจ้าพวกนี้ เหล่าไหน ?
ความสำเร็จในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล จำพวก
เหล่านี้ คือ.
๑. พระอริยบุคคลประเภท สัตตักขัตตุปรมะ
๒. พระอริยบุคคลประเภท โกลังโกละ
๓. พระอริยบุคคลประเภท เอกพีชี
๔. พระอริยบุคคลประเภท สกทาคามี
๕. ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอัตภาพนี้
ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้ว จึงสำเร็จ ของพระ-
อริยบุคคล ๕ จำพวก เหล่าไหน ?
ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้ว จึงสำเร็จของพระอริย-
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ คือ
๑. พระอริยบุคคลประเภท อันตราปรินิพพายี
๒. พระอริยบุคคลประเภท อุปหัจจปรินิพพายี
๓. พระอริยบุคคลประเภท อสังขารปรินิพพายี
๔. พระอริยบุคคลประเภท สสังขารปรินิพพายี
๕. พระอริยบุคคลประเภท อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 460 (เล่ม 79)

การบัญญัติจำพวกบุคคลทั้งหลาย ย่อมมีด้วยบัญญัติ เพียงเท่านี้.
จบบุคคล ๑๐ จำพวก
บุคคลบัญญัติปกรณ์ ฉ ภาณวาร จบ
อรรถกถาทสกนิทเทส
อธิบายบุคคล ๑๐ จำพวก
คำว่า "อิธ" ได้แก่ ในกามาวจรภูมิ. ก็พระอริยบุคคลทั้งหลายมี
สัตตักขัตตุปรมบุคคลเป็นต้น ที่อยู่ในกามาวจรภูมิ ท่านย่อมสำเร็จในกามาว-
วรภูมินี้นั่นแหละ หมายความว่า การบรรลุพระอรหัตก็ดี การบรรลุ
อนุปาทิเสสนิพพานก็ดี ย่อมมีในอัตภาพที่ท่านเกิดอยู่ในกามาวจรภูมินั่นเทียว.
บทว่า "อิธ วิหาย" อธิบายว่า พระอนาคามีบุคคล ท่านละอัตภาพ
ในกามาวจรภูมินี้แล้ว จึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอัตภาพ ณ ชั้นสุทธาวาสภูมิ.
ก็พระอนาคามี ๕ ประเภท มีอันตราปรินิพพายีเป็นต้นท่านบรรลุอนาคามิผล
ในกามภูมินี้ ครั้นจุติจากกามภูมิแล้วก็บังเกิดขึ้นในสุทธาวาสภูมิ จึงบรรลุ
พระอรหัต และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า
"อิเมสํ ปญฺจนฺนํ วิหาย นิฏฐา" เป็นต้น ซึ่งแปลว่า พระอนาคามี ๕
จำพวกเหล่านี้ ละอัตภาพในกามมาวจรภูมินนี้แล้ว จึงจะสำเร็จพระอรหัต
ในสุทธาวาสภูมิ แล.
อธิบายบุคคล ๑๐ จำพวก จบเท่าเพียงนี้

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 461 (เล่ม 79)

นิคมคาถา
ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระศาสดาผู้หาบุคคล
ในโลกเปรียบมิได้ ทรงแสดงแล้วซึ่งคัมภีร์ปุคคล-
ปัญญัติใดแล โดยมิได้ย่อนัก ในที่อยู่แห่งเทวดา
ชาวไตรทส.
ข้าพเจ้าถืออรรถกถาแห่งคัมภีร์นั้น ที่ท่านแต่ง
ย่อไว้ด้วยภาษาชาวเกาะสิงหล และอรรถกถาอันมีที่มา
ทั้งหลายโดยไม่เหลือ.
เนื้อความใด ๆ ที่ท่านจำแนกไว้ดีแล้วไม่กระจัด
กระจายมีอยู่ในคัมภีร์ใด ๆ ข้าพเจ้าละข้อความที่พิศดาร
เกินไปแล้ว จึงถือเอาเนื้อความนั้น จากคัมภีร์นั้น ๆ.
ก็คำใด ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในปกรณ์วิสุทธิ-
มรรค ข้าพเจ้ามิได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้อีก และได้
แต่งคัมภีร์อรรถกถาปุคคลปัญญัตินี้ไว้ โดยข้อความที่
ไม่ย่อ และไม่พิศดารเกินไป.
ได้แต่งไว้โดยแบบแผนมีประมาณ ๗ ภาณวาร
เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน.
อนึ่ง กุศลใดที่ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ด้วยเดชะกุศล
ผลบุญนั้น ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงแลดู พระสัทธรรม
อันสุขุมลึกซึ้ง อันเป็นศิริมงคล ด้วยธรรมจักษุอัน-
บริสุทธิ์เทอญ.
จบ อรรถกถาแห่งปุคคลปัญญัติปกรณ์

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 1 (เล่ม 80)

พระอภิธรรมปิฎก
เล่มที่ ๔
กถาวัตถุ๑ ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
มหาปัณณาสก์
มหาวรรค
ปุคคลกถา
นิคคหะ ๘
อนุโลมปัญจกะ
[๑] สกวาที ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ
หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
๑. คัมภีร์ที่ ๕ บาลีเล่มที่ ๓๗

1