พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 443 (เล่ม 79)

ภิกษุผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยความอยากอันลามกอย่างนี้ว่า ก็ชนทั้งหลายจะยกย่องเรา
ด้วยคุณทั้งหลายว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีความละอาย มีความปรารถนาน้อยเป็นต้น
และถูกความปรารถนาอันลามกนั้นครอบงำแล้ว จึงถือบิณฑบาตเป็นวัตร. ก็
ภิกษุนั้น ย่อมเที่ยวไปบิณฑบาตด้วยความเป็นบ้า ชื่อว่า ผู้ถือบิณฑบาตเป็น
วัตร เพราะความบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต. บทว่า "วณฺณิตํ" ความว่า
ภิกษุพิจารณาว่า ธรรมดาว่า บิณฑปาติกธุดงค์นี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวก
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายพรรณนาคุณ คือ สรรเสริญไว้ แล้วจึงถือการบิณฑ-
บาตเป็นวัตร. ในคำว่า "อปฺปิจฺฉํเอว นิสฺสาย" เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดัง
ต่อไปนี้ คือ ภิกษุผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร คิดว่า เราจักเป็นผู้มักน้อย เพราะ
เหตุนี้ องค์แห่งบิณฑปาติกธุดงค์ของเรานี้ จักเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เราจักเป็นผู้สันโดษ เพราะเหตุนี้ องค์แห่งบิณฑปาติกธุดงค์ของเรานี้ จักเป็น
ไปเพื่อความสันโดษ เราจักเป็นผู้ขัดเกลากิเลสทั้งหลาย เพราะเหตุนี้ องค์
แห่งบิณฑปาติกธุดงค์ของเรานี้จักเป็นไปเพื่อความขัดเกลากิเลส. บทว่า
"อิทมตฺถิตํ" ความว่า อาศัยความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามนี้ หรืออาศัย
ความต้องการด้วยเหตุสักว่า บิณฑบาตนี้ อธิบายว่า อาศัยภาวะ คือการยังอัตภาพ
ให้เป็นไป ด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งตามแต่จะได้. บทว่า "อคฺโค" ได้แก่
ผู้เจริญที่สุด. คำที่เหลือเป็นไวพจน์ของคำว่า อคฺโค นั้น. บทว่า "ควา ขีรํ"
ความว่า ธรรมดาว่า น้ำนมย่อมเกิดจากโค เว้นแม่โคเสียแล้วก็หามีไม่. แม้
ในคำว่า "ขีรมฺหา ทธิ" เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า "เอวเมว"
อธิบายว่า เนยใสชนิดใส เป็นเลิศกว่าเบญจโครสเหล่านี้ ฉันใด บรรดา
ภิกษุผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้ ภิกษุใดอาศัยความเป็นผู้มัก
น้อยเป็นต้นแล้ว ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร ภิกษุนี้เป็นเลิศ เป็นเจริญที่สุด
เป็นประมุข เป็นผู้สูงสุด และประเสริฐสุดในภิกษุผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร
เหล่านั้นฉันนั้นเหมือนกัน.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 444 (เล่ม 79)

ก็บรรดาภิกษุผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้ ที่ถือการ
บิณฑบาตเป็นวัตรที่แท้จริงมี ๒ จำพวก ที่ไม่ถือมี ๓ จำพวก บัณฑิตพึง
ทราบ ชน ๓ จำพวกนี้ว่า เป็นผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตรเพียงแต่ชื่อ.
[๑๔๖] ภิกษุถือการห้ามภัตอันเขานำมาถวายต่อภายหลังเป็นวัตร ๕
จำพวก, ภิกษุถือการนั่งฉันบนอาสนะเดียวกันเป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุถือ
ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุถือไตรจีวรเป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุถือ
การอยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุ
ผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุถือการนั่งเป็นวัตร ๕ จำพวก,
ภิกษุถือการอยู่ในเสนาสนะที่ท่านจัดไว้เป็นวัตร ๕ จำพวก, ภิกษุถือการอยู่
ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวก เป็นไฉน ?
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวก
เป็นไฉน ?
๑. ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะความเป็นผู้เขลา เพราะความ
เป็นผู้งมงาย.
๒. ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถือ
การอยู่ป่าช้าเป็นวัตร.
๓. ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะเป็นบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน.
๔. ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะคิดว่า การอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
นี้เป็นข้อที่พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ.
๕. และอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพระอาศัยความ
ปรารถนาน้อยอย่างเดียว เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียว เพราะอาศัย

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 445 (เล่ม 79)

ความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว เพราะอาศัยความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามนี้
อย่างเดียว.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนี้ใด ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะอาศัย
ความปรารถนาน้อยอย่างเดียว เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียว เพราะ
อาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว เพราะอาศัยความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอัน
งามนี้อย่างเดียว ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุข เป็นผู้สูงสุด
และเป็นผู้ประเสริฐ บรรดาภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้
น้ำนมเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากน้ำนม เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจาก
เนยข้น ก้อนเนยใสเกิดจากเนยใส บรรดาเภสัชเหล่านั้น ก้อนเนยใส ชาว
โลกกล่าวว่าเลิศ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ใด เป็นผู้ถือ
บิณฑบาตเป็นวัตร เพราะอาศัยความปรารถนาน้อยอย่างเดียว เพราะอาศัยความ
สันโดษอย่างเดียว เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว เพราะอาศัยความ
ต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามนี้อย่างเดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุนี้เป็นผู้
เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุข เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐในภิกษุผู้ถือ
บิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้.
ภิกษุ ๕ จำพวกเหล่านี้ ชื่อว่าถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร.
จบบุคคล ๕ จำพวก
อรรถกถาภิกษุผู้ถือการห้ามภัตที่เขานำมาถวายภายหลัง
เป็นวัตรเป็นต้น
แม้ในภิกษุผู้ถือการห้ามภัตที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตรเป็นต้น
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อธิบายบุคคล ๕ จำพวก จบเพียงเท่านี้

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 446 (เล่ม 79)

ฉักกนิเทส
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๑๔๗] ๑. บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลนี้ใด ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย
ด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลาย ที่ไม่ได้สดับนาแล้วในกาลก่อน ทั้งบรรลุ
ความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้นด้วย ทั้งถึงความชำนาญในธรรมเป็นกำลัง
ทั้งหลายด้วย บุคคลนั้น พึงเห็นว่าเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย
พระสัพพัญญุตญาณนั้น.
๒. บุคคลนี้ใด ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม
ทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นสัพพัญญูใน
ธรรมนั้นด้วยทั้งมิได้ถึงความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลายด้วย บุคคลนั้น
พึงเห็นว่าเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยปัจเจกโพธิญาณนั้น.
๓. บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองใน
ธรรมทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐ-
ธรรมเทียว ทั้งบรรลุสาวกบารมีด้วย บุคคลเหล่านั้น พึงเห็นว่าเป็น พระ-
สารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ด้วยสาวกบารมีญาณนั้น
๔. บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม
ทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว
แต่ไม่บรรลุสาวกบารมี บุคคลเหล่านั้น พึงเห็นว่าเป็น พระอรหันต์ที่เหลือ
ด้วยการกระทำที่สุดแห่งทุกข์นั้น.
๕. บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม
ทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน ทั้งมิได้กระทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรม
เทียวเป็นพระอนาคามี ไม่มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้ บุคคลนั้น พึงเห็นว่า
เป็น พระอนาคามี ด้วยการไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้นั้น.

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 447 (เล่ม 79)

๖. บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย
ที่ไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน ทั้งไม่ได้ทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว ยังมา
สู่ความเป็นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น พึงเห็นว่าเป็น พระโสดาบัน พระ-
สกทาคามี ด้วยการมาสู่ความเป็นอย่างนี้นั้น.
จบบุคคล ๖ จำพวก
อรรถกถาฉักกนิทเทส
อธิบายบุคคล ๖ จำพวก
บทว่า "ตตฺร" ได้แก่ บรรดาบุคคลเหล่านั้น. ข้อว่า "สมฺมา-
สมฺพุทฺโธ เตน ทฏฺฐพฺโพ" ความว่า บุคคลเหล่านั้น บัณฑิตพึงเห็นว่า
เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น อันพระองค์ให้เกิดขึ้น
ด้วยพระองค์เองไม่มีใคร ๆ เป็นอาจารย์นี้ จัดเป็นพวกที่ ๑. แม้ในคำว่า
"ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เตน" เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยต่อไป.
บุคคลเหล่านั้น บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ด้วย
ปัจเจกสัมโพธิญาณนั้น นี้จัดเป็นพวกที่ ๒. บุคคลเหล่านั้น บัณฑิตพึงเห็น
ว่าเป็นพระอัครสาวก คือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ด้วยสาวกบารมี
ญาณนั้น นี้จัดเป็นพวกที่ ๓. บุคคลเหล่านั้น บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย ด้วยการกระทำสิ่งที่สุดแห่งทุกข์นั้น นี้จัดเป็นพวกที่ ๔.
บุคคลเหล่านั้น บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นพระอนาคามี เพราะไม่มาสู่โลกนี้อีก
นี้จัดเป็นพวกที่ ๕. บุคคลเหล่านั้น บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นพระโสดาบันและ
พระสกทาคามี เพราะการมาสู่โลกนี้นั้น นี้จัดเป็นพวกที่ ๖. รวมเป็น ๖
จำพวก ดังนี้แล.
อธิบายบุคคล ๖ จำพวก จบเพียงเท่านี้

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 448 (เล่ม 79)

สัตตกนิทเทส
ว่าด้วยบุคคล ๗ จำพวก
[๑๔๘] ๑. บุคคล ผู้จมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยอกุศลธรรมอันดำโดย
ส่วนเดียว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้จมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง.
๒. บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ ศรัทธาอันดี
ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ หิริอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ โอต-
ตัปปะอันดี ย่อมโผล่ขึ้นกุศลธรรม คือ วิริยะอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม
คือ ปัญญาอันดี ศรัทธาของบุคคลนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อม
เสื่อมไปถ่ายเดียว หิริของบุคคลนั้นไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไป
ถ่ายเดียว โอตตัปปะของบุคคลนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อม
ไปถ่ายเดียว ปัญญาของบุคคลนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไป
ถ่ายเดียว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก.
๓. บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือศรัทธาอันดี ใน
กุศลธรรม คือ หิริอันดี ในกุศลธรรม คือ โอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรม คือ
วิริยะอันดี ในกุศลธรรม คือ ปัญญาอันดี ศรัทธาของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 449 (เล่ม 79)

ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ หิริของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ โอตตัปปะ
ของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ วิริยะของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม
ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ ปัญญาของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่.
๔. บุคคล โผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ ศรัทธาอันดี ใน
กุศลธรรม คือ หิริอันดี ในกุศลธรรม คือ โอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรม
คือวิริยะอันดี ในกุศลธรรม คือ ปัญญาอันดี บุคคลนั้น เป็นพระโสดาบัน
เป็นผู้มีอันไม่ตกไปในอบายภูมิเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้มีความตรัสรู้
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไปแล้ว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า
โผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู.
๕. บุคคล โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ ศรัทธาอันดี
ในกุศลธรรม คือ หิริอันดี ในกุศลธรรม คือ โอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรม
คือ วิริยะอันดี ในกุศลธรรม คือ ปัญญาอันดี บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นพระ-
สกทาคามี เพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไปแล้ว เพราะราคะ โทสะ และโมหะเบา
บางลง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป.
๖. บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึง
แล้ว เป็นไฉน ?

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 450 (เล่ม 79)

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ ศรัทธาอันดี
ในกุศลธรรม คือ หิริอันดี ในกุศลธรรม คือ โอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรม
คือ วิริยะอันดี ในกุศลธรรม คือ ปัญญาอันดี บุคคลนั้นเป็นอุปปาติกะ เพราะ
โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ สิ้นไปแล้ว จะปรินิพพานในเทวโลกนั้น เป็นผู้มีอัน
ไม่กลับมาจากเทวโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นแล้วและ
ว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว.
๗. บุคคล ผู้โผล่ขึ้น ว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็น
พราหมณ์ยืนอยู่บนบก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ ศรัทธาอันดี
ย่อมโผล่ขึ้น ในกุศลธรรม คือ หิริอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ โอต-
ตัปปะอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม คือ วิริยะอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม
คือ ปัญญาอันดี บุคคลนั้นรู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงแล้วซึ่ง
เจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
แล้ว สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นและ
ว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนบนบก.
[๑๔๙] ๑. บุคคล ผู้เป็นอุภโตภาควิมุต เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่
และอาสวะทั้งหลายของบุคคลนั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้
เรียกว่า ผู้เป็นอุภโตภาควิมุต.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 451 (เล่ม 79)

๒. บุคคล ผู้เป็นปัญญาวิมุต เป็นไฉน ?
๓. บุคคล ผู้เป็นกายสักขี เป็นไฉน ?
๔. บุคคล ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน ?
๕. บุคคล ผู้เป็นสัทธาวิมุต เป็นไฉน ?
๖. บุคคล ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นไฉน ?
๗. บุคคล ผู้เป็นสัทธานุสารี เป็นไฉน ?
สัทธินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมี
ประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีศรัทธาเป็นตัวนำ มีศรัทธาเป็นประธาน บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้เป็นสัทธานุสารี. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้วซึ่งโสดาปัตติผล
ชื่อว่า สัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า สัทธาวิมุต ด้วยประการ
ดังนี้แล.
จบบุคคล ๗ จำพวก
อรรถกถาสัตตกนิทเทส
อธิบายบุคคล ๗ จำพวก
ข้อว่า "สกึ นิมุคฺโค" ความว่า บุคคลบางคน จมลงแล้วสิ้นวาระ
หนึ่ง. บทว่า "เอกนฺตกาฬเกหิ" ได้แก่ ด้วยธรรม คือ นิยตมิจฉาทิฏฐิ
ทั้งหลาย คือ นัตถิกวาทะและอกิริยวาทะ อันดำอย่างเดียวเท่านั้น. ข้อว่า "เอวํ
ปุคฺคโล" ความว่า บุคคลจมลงสิ้นวาระหนึ่งด้วยเหตุนี้ คือ ด้วยนิยตมิจฉา-
ทิฏฐินี้ แล้วก็จมอยู่อย่างนั้น นั่นแหละ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า "ก็ชื่อว่า
การออกจากภพของนิยตมิจฉาทิฏฐินั้น ย่อมไม่มี" เชื้อไฟ คือ สัตว์นรกทั้ง
หลาย มีอยู่ในภายใต้นั่นแหละ เหมือนศาสดาทั้งหลายมีมักขลิโคศาล เป็นต้น.
ข้อว่า "สาหุ สทฺธา กุสเลสุ ธมฺเมสุ" ความว่า ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 452 (เล่ม 79)

ทั้งหลาย ด้วยการคิดว่า "ชื่อว่าศรัทธา เป็นลัทธิที่ดี" บุคคลนั้น ชื่อว่า
ย่อมโผล่ขึ้นด้วยกุศลธรรมมีประมาณเท่านั้น นั่นแหละ. แม้ในคำว่า "สาธุ
หิริ" แปลว่า ความละอายเป็นลัทธิที่ดีเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า
"หายติเมว" ความว่า ผู้นั้นย่อมเสื่อมอย่างเดียวเท่านั้น เหมือนน้ำที่เทลงใน
เปือกตม. ข้อว่า "เอวํ ปุคฺคโล" ความว่า ก็นิยตมิจฉาทิฏฐิบุคคลนั้น
โผล่ขึ้นสิ้นวาระหนึ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาเป็นต้นเหล่านี้ว่า "เอวํ สาหุ
สทฺธา" แปลว่า ศรัทธาเป็นความดีอย่างนี้ดังนี้ และก็จมลงเพราะความเสื่อม
จากธรรมมีศรัทธาเป็นต้นนั้น นั่นแหละ เหมือนพระเทวทัต เป็นต้น.
ความย่อว่า พระเทวทัตแม้ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว
ก็เสื่อมจากคุณวิเศษเหล่านั้น เพราะความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธเจ้าอีก จึง
กระทำโลหิตุปบาทกรรม และสังฆเภทกรรมครั้นกายแตกทำลาย จึงเกิดใน
นรกด้วยวาระจิตที่ ๒. พระโกกาลิกะใส่โทษพระอัครสาวกทั้งสองจึงบังเกิดใน
ปทุมนรก.
ข้อว่า "เนว หายติ โน วฑฺฒติ" ความว่า ในเวลาที่ไม่เสื่อมก็
ดี ในเวลาที่เสื่อมก็ดี ศรัทธาก็ไม่ลด และไม่เจริญ. ก็เหตุทั้งสองนั้น บัณฑิต
พึงแสดงด้วยอคาริกบุคคล คือ คฤหัสถ์ และอนาคาริกบุคคล คือ บรรพชิต
แม้ทั้งสองเป็นอุทาหรณ์. ก็คฤหัสถ์บางคน ในเวลาที่คนไม่เสื่อมจากศรัทธา
จึงให้จัดแจงปักขิกภัต หรือสลากภัตหรือผ้าอาบน้ำฝน. คฤหัสถ์นั้น ในกาลที่
เสื่อมจากศรัทธา ในภายหลัง ย่อมยังสักว่าปักขิกภัตเป็นต้นให้เป็นไป ศรัทธา
ก็ไม่เจริญ. ฝ่ายบรรพชิต ในเวลาที่ไม่เสื่อม ในเบื้องต้น ย่อมเรียนเอาอุทเทส
หรือธุดงค์ แม้เวลาที่เสื่อมจากการถึงพร้อมด้วยปัญญา พละและวิริยะ ก็กระทำ
ให้ยิ่งกว่านั้นไม่ได้. ข้อว่า "เอวํ ปุคฺคโล" ความว่า บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า
โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ เพราะความตั้งอยู่แห่งธรรมทั้งหลาย มีศรัทธาเป็นต้นนี้.

452