กล่าวยืนยันว่าภิกษุรูปโน้นบอกข้าพเจ้าว่า "ภิกษุรูปนี้ ไม่มีสมณสารูป จึงเชื่อ
ถ้อยคำของภิกษุรูปก่อนเท่านั้น. แม้บุคคลอื่นอีก ย่อมกล่าวถึงภิกษุผู้มีศีลว่า
เป็นผู้ไม่มีศีล เธอเชื่อคำของผู้นั้นแล้ว แม้ภิกษุอื่นอีกกล่าวว่า "ภิกษุนี้ ไม่
มีสมณสารูป ไม่ควรเข้าไปสู่สำนักของท่าน" ดังนี้ เธอไม่เชื่อถือคำของผู้นั้น
ย่อมเชื่อฟังถ้อยคำของภิกษุรูปก่อน เท่านั้น. บุคคลอื่นอีก ย่อมยึดถือถ้อยคำ
ที่ผู้อื่นกล่าวถึงความดีบ้างความชั่วบ้างนั่นแหละ บุคคลแม้นี้ชื่อว่า ผู้มีความ
เชื่อถืออันตั้งไว้ อธิบายว่า ผู้มีความเชื่ออันตั้งไว้นี้ ฟังคำใด ๆ ย่อมเป็นผู้มี
ความเชื่อถืออันตั้งไว้ในคำนั้น ๆ.
บทว่า "โลโล" ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้โลเล คือ ผู้หวั่นไหว เพราะ
ความที่ตนเป็นผู้หวั่นไหวด้วยความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น เพราะเหตุที่
ศรัทธาเป็นต้น เป็นธรรมชาติตั้งอยู่ชั่วกาลนิดหน่อย. บทว่า "อิตฺตรสทฺโท"
ได้แก่ ผู้มีศรัทธาน้อย คือ มีศรัทธาไม่บริบูรณ์. แม้ในคำที่เหลือ ก็มีนัยนี้
เหมือนกัน. บุคคลผู้มีศรัทธาอันไม่จริงจังนี้ ย่อมเป็นไปด้วยสามารถแห่งการ
คบบ่อย ๆ ในอธิการนี้. ชื่อว่าความรัก จะเป็นความรักที่เกิดจากศรัทธาก็ดี
จะเป็นความรักอันเกิดจากตัณหาก็ดี ก็ควร. ความเลื่อมใส ก็คือความเลื่อมใส
ที่เกิดจากศรัทธานั่นแหละ. ข้อว่า "เอวํ ปุคฺคโล โลโล โหติ" ความว่า
บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้โลเล เพราะความที่ตนเป็นผู้มีศรัทธานิดหน่อยเป็นต้น อธิบาย
ว่า บุคคลผู้โลเลนี้ เป็นผู้มีฐานะอันไม่ตั้งมั่น ดุจผ้าที่ย้อมด้วยขมิ้น ดุจหลัก
ที่ปักไว้ในกองแกลบ ดุจลูกฟักที่เขาวางไว้บนหลังม้า เขาย่อมเลื่อมใสโดย
กาลครู่หนึ่ง ย่อมโกรธโดยกาลครู่หนึ่ง หมายคามว่าประเดี๋ยวรักประเดี๋ยวชัง.
ข้อว่า "มนฺโท โมมูโห" ความว่าบุคคลชื่อว่า โง่ เพราะไม่มีญาณ (อญาณํ)
ชื่อว่า งมงาย เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาด อธิบายว่า ผู้หลงใหลมาก.