พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 413 (เล่ม 79)

คำว่า "เสยฺยถาปิ" เป็นต้นนั้น. สองบทว่า "ปกฺขี สกุโณ" ได้แก่ นก
ประกอบด้วยปีก. บทว่า "เฑติ" แปลว่า ย่อมบินไป. ก็ในอธิการนี้มีเนื้อ
โดยสังเขป ดังต่อไปนี้
ธรรมดาว่า นกทั้งหลายทราบว่า ต้นไม้ในประเทศโน้นมีผลาสุก ก็
พากันบินมาจากกทิศต่าง ๆ แล้วพากันจิกเจาะทำลาย และจิกกินผลไม้ทั้งหลาย
แห่งต้นไม้นั้น ด้วยเล็บ ปีก และจะงอยปากเป็นต้นเคี้ยวกิน. ก็ความห่วงใย
ของนกเหล่านั้นว่า ผลนี้ จักมีประโยชน์แก่พวกเราในวันนี้ ผลนี้ จักมีประ-
โยชน์แก่พวกเราในวันนี้ ผลนี้ จักมีประโยชน์แก่พวกเราในวันพรุ่งนี้ ดังนี้
ย่อมไม่มี. ก็ครั้นเมื่อผลไม้หมดแล้ว พวกนกก็ไม่ตั้งอารักขาต้นไม้ไว้เลย คือ
หมายความว่า พวกนกเหล่านั้นจะไม่เอาปีก หรือเล็บ หรือจะงอยปากแตะ
ต้องต้นไม้เพื่อต้องการรักษาไว้ ทีนั้นแล ฝูงนกผู้ไม่ห่วงใยในต้นไม้นั้นก็จะพา
กันไป นกตัวใดปรารถนาจะไปสู่ทิศภาคใด นกตัวนั้น ก็มีแต่เพียงปีกเท่านั้น
เป็นภาระแล้วก็โผบินไป ฉันใด ภิกษุนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือ เป็นผู้ไม่ข้อง
ไม่ห่วงใย ถือเอาเพียงบริขาร ๘ เท่านั้นแล้วก็หลีกไปด้วยประการฉะนี้.
บทว่า "อริเยน" แปลว่า ไม่มีโทษ. บทว่า "อชฺฌตฺตํ" แปลว่า
ในอัตภาพของตน. บทว่า "อนวชฺชสุขํ" แปลว่า ความสุขที่ปราศจากโทษ.
ข้อว่า "โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา" อธิบายว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบด้วย ศีล-
ขันธ์อันไม่มีโทษนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ. แม้ในบทที่เหลือ คำใดที่
ข้าพเจ้าพึงกล่าว คำนั้นทั้งหมดข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. บทว่า
"อพฺยาเสกสุขํ" ได้แก่ ความสุขที่กิเลสทั้งหลายไม่รั่วรด. คำนี้ท่านกล่าว
ว่า เป็นความสุขอันไม่เกลื่อนกล่น ดังนี้บ้าง. จริงอยู่ ความสุขในอินทรีย์สังวร
ชื่อว่าเป็นความสุขอันไม่เกลื่อนกล่นแล้ว เพราะความเป็นไปด้วยเหตุสักว่า

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 414 (เล่ม 79)

อารมณ์อันตนเห็นแล้วเป็นต้น ในบรรดาอารมณ์ทั้งหลายที่ตนเห็นแล้ว. ข้อว่า
"โส อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต" อธิบายว่า ภิกษุนั้นประกอบด้วยความสำรวม
อินทรีย์ทั้งหลาย ซึ่งมีใจเป็นที่หก ย่อมเป็นผู้กระทำสัมปชัญญะ ด้วยสามารถ
แห่งสติสัมปชัญญะในที่ทั้งหลาย ๗ มีการก้าวไปข้างหน้าและถอยหลังกลับ
เป็นต้นเหล่านี้. ในบรรดาบทเหล่านั้น คำใดที่ข้าพเจ้าพึงกล่าว คำนั้น
ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในฌานวิภังค์แล.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอะไรไว้ ด้วยคำเป็นต้นว่า
"โส อิมินา จ" ดังนี้
ตอบว่า พระองค์ทรงแสดงปัจจัยสมบัติ คือ การถึงพร้อมด้วยปัจจัย
ของภิกษุผู้อยู่ในป่า ด้วยว่าปัจจัย ๔ คือ ศีลขันธ์ ๑ อินทรีย์สังวร ๑ สติ-
สัมปชัญญะ ๑ ความสันโดษ ๑ เหล่านี้ไม่มีแก่ภิกษุใด การอยู่ในป่า ก็ไม่
สำเร็จประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หมายความว่า ภิกษุนั้นจะต้องถึงความเป็นผู้อัน
ใคร ๆ พึงตำหนิติเตียน กล่าวเปรียบด้วยสัตว์เดรัจฉาน และนายพรานป่า.
เทวดาผู้สิงอยู่ในป่า ย่อมประกาศคำให้ได้ยินเสียงอันน่ากลัวว่า จะมีประโยชน์
อะไร ด้วยการอยู่ป่าของผู้ลามกเห็นปานนี้ พวกมนุษย์ทั้งหลายจะพากันเอามือ
ลูบคลำศีรษะกระทำอาการให้เธอหนีไป ความไม่มียศของเธอย่อมฟุ้งไปว่า
ภิกษุชื่อโน้นเข้าไปอยู่ป่าแล้วสร้างกรรมอันลามกอย่างนี้ ๆ ก็ปัจจัย ๔ เหล่านี้
มีอยู่แก่ภิกษุใด การอยู่ในป่าก็ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ภิกษุนั้น เพราะว่า เมื่อ
เธอพิจารณาศีลของตน เมื่อไม่เห็นจุดดำด่างแต่สักอย่างหนึ่ง เธอก็จะยังปีติ
ปราโมชให้เกิดขึ้นแล้ว ก็พิจารณาปีตินั้นอยู่ โดยความเสื่อมไปสิ้นไป แล้ว
ย่อมหยั่งลงสู่ภูมิแห่งพระอริยะ. เหล่าเทพทั้งหลายที่สถิตอยู่ในป่ามีใจเป็นของตน

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 415 (เล่ม 79)

มีจิตใจเบิกบาน ย่อมกล่าวสรรเสริญคุณ ด้วยเหตุนี้ ยศของภิกษุนั้น ย่อมแผ่
กว้างออกไป เหมือนหยาดน้ำมันที่บุคคลใส่เข้าไปในน้ำ ย่อมแผ่ขยายกว้างออก
ไป ฉันนั้น.
บทว่า "วิวิตฺตํ" เป็นต้น มีความเหมือนคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหน
หลังนั่นแหละ. คำใดที่ควรกล่าวในฐานมีประมาณเท่านี้ว่า "โส เอวํ สมา-
หิเต จิตฺเต ฯเปฯ ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ" ดังนี้ คำนั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล. บัณฑิตพึงทราบ จตุตถฌานจิต อัน
เป็นบาทแห่งวิปัสสนา ในคำว่า "โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต" แห่งตติยวิชชา
คือ วิชชาที่ ๓ ได้แก่ อาสวักขยญาณ. ข้อว่า "อาสวานํ ขยญาณาย" ได้แก่
เพื่อประโยชน์แก่ พระอรหัตมรรคญาณ. ก็พระอรหัตมรรค อันยังอาสวะ
กิเลสให้พินาศ ท่านเรียกว่า "อาสวานํ ขโย" แปลว่า ธรรมเป็นที่สิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลาย. จริงอยู่ ญาณในอรหัตมรรคญาณนั้น ท่านเรียกว่า
"อาสวานํ ขโย" เพราะเป็นธรรมอันนับเนื่องในอรหัตมรรคนั้น. ข้อว่า
"จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ" ได้แก่ วิปัสสนาจิตของเขา ย่อมมุ่งไป.
ในคำทั้งหลาย มีคำว่า "โส อิทํ ทุกฺขํ" เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบ
เนื้อความอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมรู้ทั่ว คือ ย่อมแทงตลอด ทุกขสัจจะแม้ทั้งปวง
ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า "เอตฺตกํ ทุกฺขํ
น อิโต ภิยฺโย" แปลว่า ทุกข์มีประมาณเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้. ก็ภิกษุย่อม
รู้ทั่ว คือ ย่อมแทงตลอดตัณหาอันเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์นั้นตามความเป็นจริง
ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า "อยํ ทุกฺขสมุทโย" สภาวธรรม
นี้เป็นแดนเกิดแห่งทุกข์. ภิกษุย่อมรู้ทั่ว คือ ย่อมแทงตลอด ซึ่งพระนิพพาน
อันเป็นที่ถึงความดับคือไม่เป็นไปของธรรมแม้ทั้งสองเหล่านั้นตามความเป็น
จริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า "อยํ ทุกฺขนิโรโธ" สภาว-

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 416 (เล่ม 79)

ธรรมนี้เป็นที่ดับทุกข์. ก็ภิกษุย่อมรู้ทั่ว คือ ย่อมแทงตลอดอริยมรรค อัน
เป็นสัมปาปกะเหตุแห่งพระนิพพานนั้นตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอด
ลักษณะพร้อมทั้งรสว่า "อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา" สภาวธรรมนี้ เป็น
ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสัจจะทั้ง
หลายโดยสรุปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสัจจะโดยปริยาย ด้วยอำนาจ
กิเลส พระองค์จึงตรัสคำเป็นต้นว่า "อิเม อาสวา."
ข้อว่า "ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต" ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าย่อมตรัสประโยชน์อันถึงที่สุดพร้อมด้วยวิปัสสนาแก่ภิกษุผู้นั้น ผู้รู้อยู่
อย่างนี้ผู้เห็นอยู่อย่างนี้. บทว่า "กามาสวา" ได้แก่ (ย่อมพ้น) จากกามาสวะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงขณะแห่งมรรค ด้วยบทนี้ว่า "วิมุจฺจติ"
ซึ่งแปลว่า กำลังหลุดพ้น. ทรงแสดงขณะแห่งผล ด้วยบทนี้ว่า "วิมุตฺตสฺมึ"
แปลว่าหลุดพ้นแล้ว. ก็จิตในขณะแห่งมรรค ชื่อว่า กำลังหลุดพ้น จิตในขณะ
แห่งผลชื่อว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อมทรงแสดงญาณในปัจจเวกขณะ ด้วยคำนี้ว่า
"วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ" เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า จิตหลุดพ้นแล้ว
ทรงแสดงภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณนั้น ด้วยคำว่า "ชาติ ขีณา" เป็นต้น.
ก็พระขีณาสพนั้นเมื่อพิจารณาด้วยญาณนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติของท่านสิ้นแล้ว.
บทว่า "วุสิตํ" ได้แก่ อยู่แล้ว คืออยู่จบแล้ว คือกระทำแล้ว ประพฤติเสร็จ
กิจแล้ว อธิบายว่า สำเร็จกิจแล้ว. บทว่า "พฺรหฺมจริยํ" ได้แก่ มรรค-
พรหมจรรย์.
ก็ พระเสกขบุคคล ๗ จำพวก กับ กัลยาณปุถุชน ชื่อว่า ย่อมอยู่ อยู่
ประพฤติพรหมจรรย์ พระขีณาสพ ชื่อว่า มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์จบ
แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อพระขีณาสพ ท่านพิจารณาการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ของท่าน ท่านย่อมรู้ชัดว่าพรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว. สองบทว่า "กตํ

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 417 (เล่ม 79)

กรณียํ" อธิบายว่า กิจแม้ ๑๖ อย่างในสัจจะทั้ง ๔ ที่พระขีณาสพทำให้สำเร็จ
แล้ว ด้วยสามารถปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจ และภาวนากิจ ด้วย
มรรคทั้ง ๔. จริงอยู่ กัลยาณปุถุชนเป็นต้น กำลังทำกิจนั้นอยู่ แต่พระขีณาสพ
ทำกิจนั้นสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อพระขีณาสพพิจารณากรณียกิจของตน
ท่านย่อมทราบชัดว่า "กตํ กรณียํ" แปลว่า กรณียกิจเรากระทำเสร็จแล้ว.
ข้อว่า "นาปรํ อิตฺถตฺตาย" ความว่า พระขีณาสพ ย่อมทราบชัดว่า "บัดนี้
กิจด้วยการเจริญมรรคอื่นอีก ย่อมไม่มี จะด้วยการเจริญกิจในที่นี้ หรือด้วย
การเจริญกิจ ๑๖ อย่าง หรือด้วยการสิ้นกิเลสก็ตาม.
[๑๓๖] ๑. สราคบุคคล บุคคลผู้มีราคะ เป็นไฉน ?
บุคคลใด ละราคะยังไม่ได้ บุคคลนี้ เรียกว่า ผู้มีราคะ
๒. สโทสบุคคล บุคคลผู้มีโทสะ เป็นไฉน ?
บุคคลใด ละโทสะยังไม่ได้ บุคคลนี้ เรียกว่า ผู้มีโทสะ
๓. สโมหบุคคล บุคคลผู้มีโมหะ เป็นไฉน ?
บุคคลใด ละโมหะยังไม่ได้ บุคคลนี้ เรียกว่า ผู้มีโมหะ
๔. สมานบุคคล บุคคลผู้มีมานะ เป็นไฉน ?
บุคคลใด ละมานะยังได้ได้ บุคคลนี้ เรียกว่า ผู้มีนานะ.

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 418 (เล่ม 79)

อรรถกถาบุคคลผู้มีราคะเป็นต้น
วินิจฉัยในคำทั้งหลาย มีคำว่า "ผู้มีราคะ" เป็นต้น. บทว่า
"อปฺปหีโน" ความว่า ผู้ประหานราคะยังไม่ได้ ด้วยวิกขัมภนปหาน หรือ
ด้วยตทังคปหาน.
[๑๓๗] ๑. บุคคล ผู้ได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ปัญญา
ที่เห็นแจ้งในธรรมกล่าวคือ อธิปัญญา เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูป หรือสหรคตด้วย
อรูป แต่ไม่ได้โลกุตตรมรรค หรือโลกุตตรผล บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้ได้
เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ปัญญาที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ
อธิปัญญา.
๒. บุคคล ผู้ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ
อธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้โลกุตตรมรรค หรือโลกุตตรผล แต่
ไม่ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูป หรือสหรคตด้วยอรูป บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็น
ผู้ได้ปัญญาที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ อธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโต-
สมถะในภายใน.
๓. บุคคล ผู้ได้เจโตสมถะในภายใน ด้วย ได้ปัญญา
ที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคืออธิปัญญาด้วย เป็นไฉน ?

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 419 (เล่ม 79)

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูป หรือ สหรคต
ด้วยอรูป เป็นผู้ได้โลกุตตรมรรคหรือโลกุตตรผล บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้
ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ได้ปัญญาที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ
อธิปัญญาด้วย.
๔. บุคคล ผู้ไม่ได้เจโตสมละในภายใน ด้วย ไม่
ได้ปัญญาที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคืออธิปัญญาด้วย เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูป หรือ
สหรคตด้วยอรูป ไม่เป็นผู้ได้โลกุตตรมรรคหรือโลกุตตรผล บุคคลอย่างนี้
ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ไม่ได้ปัญญาที่เห็นแจ้ง
ในธรรมกล่าวคืออธิปัญญาด้วย.
อรรถกถาบุคคลผู้ได้เจโตสมถะในภายใน ฯลฯ เป็นต้น
วินิจฉัย ในคำทั้งหลายมีคำว่า "ลาภี โหติ" เป็นต้น. บทว่า "ลาภี"
แปลว่า ผู้มีปกติได้ คือ ได้เฉพาะแล้วดำรงอยู่. สองบทว่า "อชฺฌตฺตํ
เจโตสมถสฺส" ได้แก่ เจโตสมถะที่บังเกิดขึ้นในจิตของตน กล่าวคือ เป็น
ไปในภายในของตนเอง. บทว่า "อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย" ความว่า
ด้วยวิปัสสนา คือ อธิปัญญา ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนิจจลักษณะ เป็นต้น
ในธรรมขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า "รูปสหคตานํ" ได้แก่ รูปาวจรสมาบัติ
ที่มีรูปนิมิตเป็นอารมณ์. บทว่า "อรูปสหคตานํ" ได้แก่ อรูปสมาบัติซึ่ง
ไม่มีรูปนิมิตเป็นอารมณ์. ก็ในอธิการนี้ พึงทราบว่า บุคคลพวกที่ ๑ ได้แก่

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 420 (เล่ม 79)

ปุถุชนผู้มีสมาบัติ ๘, บุคคลพวกที่ ๒ ได้แก่ พระอริยสาวกผู้สุกขวิปัสสก บุคคล
พวกที่ ๓ ได้แก่ พระอริยสาวกผู้ได้สมาบัติ ๘, บุคคลพวกที่ ๔ ได้แก่ โลกีย-
ปุถุชน.
[๑๓๘] ๑. อนุโสตคามีบุคคล บุคคลผู้ไปตามกระแส เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเสพกาม ย่อมกระทำกรรมอันลามก นี้
เรียกว่าบุคคลผู้ไปตามกระแส.
๒. ปฏิโสตคามีบุคคล บุคคลผู้ไปทวนกระแส
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เสพกามและไม่กระทำกรรมอันลามก บุคคล
นั้น ถึงจะมีทุกข์ มีโทมนัส มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ก็ยังประพฤติพรหม-
จรรย์บริบูรณ์บริสุทธิ์อยู่ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไปทวนกระแส.
๓. ฐิตัตตบุคคล บุคคลผู้ตั้งตัวได้แล้ว เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดผุดขึ้น เพราะความสิ้นไปแห่ง
โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับมาจากโลกนั้น
เป็นธรรมดา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ตั้งตัวได้แล้ว.
๔. บุคคล ผู้ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก เป็นพราหมณ์
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ กระทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงแล้วซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะรู้
ยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรม บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ข้ามถึงฝั่ง
ยืนอยู่บนบก เป็นพราหมณ์.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 421 (เล่ม 79)

อรรถกถาบุคคลผู้ไปตามกระแสเป็นต้น
วินิจฉัย ในคำว่า "อนุโสตคามี" คือ ผู้ไปตามกระแส เป็นต้น.
บทว่า "อนุโสตคามี" พึงทราบได้แก่ ปุถุชนผู้ไปตามกระแส คือ วัฏฏะ
ผู้จมลงในกระแสคือ วัฏฏะ. บทว่า "ปฏิโสตคามี" คือ ผู้ไปทวนกระแส.
คำว่า "ปฏิโสตคามี" นี้เป็นชื่อของท่านผู้ไม่ไปตามกระแส แต่ไปทวนกระแส.
ข้อว่า "ปาปญฺจ กมฺมํ น กโรติ" ได้แก่ ผู้ไม่ก้าวล่วงบัญญัติกระทำบาป.
ข้อว่า "สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน" ความว่า ครั้นเมื่อกิเลส
อันเป็นปริยุฏฐานยังมีอยู่ ย่อมกระทำกรรมอันลามก แม้กับด้วยทุกขโทมนัส
ที่เกิดขึ้น. บทว่า "ปริปุณฺณํ" ได้แก่ บรรดาสิกขาทั้ง ๓ ไม่บกพร่องแม้
สักอย่าง. บทว่า "ปริสุทฺธํ" ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส. บทว่า "พฺรหฺมจริยํ"
แปลว่า ประพฤติธรรมอันประเสริฐที่สุด. พระโสดาบัน และพระสกทาคามี
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยวาระนี้.
ถามว่า ก็บุคคลเหล่านี้ ร้องไห้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ตอบว่า ถูกแล้ว ท่านเหล่านี้ ชื่อว่าร้องไห้ประพฤติพรหมจรรย์ โดย
การร้องไห้ ด้วยอำนาจของกิเลส. แม้ภิกษุผู้ปุถุชนสมบูรณ์ด้วยศีล พระผู้มี
พระภาคเจ้าก็ทรงสงเคราะห์เข้าในบทว่า "พฺรหฺมจริยํ" นี้เหมือนกัน. บทว่า
" ิตตฺโต" ได้แก่ ผู้มีการดำรงตัวอยู่ได้เป็นสภาพ ก็พระอนาคามี ชื่อว่า ดำรง
ตัวอยู่ได้เป็นสภาพ เพราะท่านเป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหว ด้วยกามราคะ และ
พยาบาท และเป็นผู้ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. บทว่า "ติณฺโณ"
ได้แก่ ผู้ข้ามกระแสแห่งตัณหา. บทว่า "ปารคโต" ได้แก่ ผู้ถึงฝั่งคือ พระ-
นิพพาน. สองบทว่า "ผเล ติฏฺฐติ" ได้แก่ ยืนอยู่บนบก คือ อรหัตผลและ
สมาปัตติผล. บทว่า "เจโตวิมุตฺตึ" ได้แก่ ผลสมาธิ. บทว่า "ปญฺญาวิมุตฺตึ"

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 422 (เล่ม 79)

ได้แก่ ผลญาณ. สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า พระขีณาสพ ผู้ข้าม
กระแสตัณหาไปแล้ว ถึงฝั่ง คือ พระนิพพานแล้ว ยืนอยู่บนบก คือ อรหัตผล
และสมาปัตติผล ท่านเรียกว่าเป็น "พราหมณ์". ก็พระขีณาสพนี้ชื่อว่าเป็น
พราหมณ์ เพราะท่านเป็นผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว.
[๑๓๙] ๑. บุคคล ผู้มีสุตะน้อย และไม่ได้ประโยชน์เพราะ
สุตะ เป็นไฉน ?
สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ
อัพภูตธรรม เวทัลละ ของบุคคลบางคนในโลกนี้มีน้อย บุคคลนั้นไม่รู้อรรถ
ไม่รู้ธรรมแห่งสุตะอันน้อยนั้น ไม่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า ผู้มีสุตะน้อย และไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะนั้น.
๒. บุคคล ผู้มีสุตะน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะ
สุตะ เป็นไฉน ?
สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ
ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ของบุคคลใดในโลกนี้มีน้อย บุคคลนั้นรู้อรรถ
รู้ธรรมของสุตะน้อยนั้น เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า
ผู้มีสุตะน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ.
๓. บุคคล ผู้มีสุตะมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะ
สุตะ เป็นไฉน ?

422