พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 403 (เล่ม 79)

เชื่อถือถ้อยคำของเขา. บุคคลคนหนึ่งเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้ เมื่อใคร ๆ ถามว่า
"คำนี้ใครพูด ก็กล่าวว่า คนโน้นพูด" เขาย่อมถึงวาทะอันใคร ๆ พึงกล่าวว่า
"ผิว่า คำของผู้นั้นกล่าว คำนี้เท่านั้นถือเป็นประมาณได้ บัดนี้การสอบถาม
ย่อมไม่มี คำนี้เป็นอย่างนี้เท่านั้น.
สองบทว่า "อวิสํวาทโก โลกสฺส" อธิบายว่า ย่อมไม่ลวงชาวโลก
เพราะความที่คนมีปกติกล่าวคำสัจนั้น. สองบทว่า "อิเมสํ เภทาย" ได้แก่
เพื่อการทำลายเหล่าชนที่ตนฟังในสำนักของชนที่เขากล่าวจากข้างนี้. ข้อว่า
"ภินฺนานํ วา สนฺธาตา" ได้แก่ การเข้าไปหาทีละฝ่าย ในชนทั้งสองฝ่าย
คือ ผู้เป็นมิตร หรือผู้ร่วมอุปัชฌาย์เป็นต้น ที่แตกสามัคคีกันด้วยเหตุอย่างใด
อย่างหนึ่งแล้วกล่าวว่า การวิวาทกันนี้ไม่สมควรแก่ท่านทั้งหลายผู้เกิดในตระกูล
เช่นนี้ ผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้ แล้วกระทำการสมัครสมานสามัคคีกันให้มั่นคง.
บทว่า "อนุปฺปทาตา" ได้แก่ ผู้สนับสนุนความพร้อมเพรียงกัน อธิบายว่า
เห็นคนทั้งสองคนผู้มีความสามัคคีกันแล้วกล่าวว่า ข้อนี้เหมาะสมแก่ท่านผู้เกิด
ในตระกูลเห็นปานนี้ ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายเห็นปานนี้ แล้วกระทำให้เป็น
ผู้มั่นคง.
ความยินดีทั่วในชนผู้พร้อมเพรียงกัน ของผู้นั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น
ผู้นั้นจึงชื่อว่า สมคฺคาราโม แปลว่า ผู้มีความยินดีในชนผู้สามัคคีกัน อธิบาย
ว่า ชนผู้พร้อมเพรียงกันไม่มีในที่ใด เขาย่อมไม่ยอมไปแม้เพื่อจะอยู่ในที่นั้น.
พระบาลีว่า สมคฺคราโม ดังนี้บ้าง คำนี้มีเนื้อความเหมือนกัน. บทว่า
"สมคฺครโต" ได้แก่ ผู้ยินดีในชนผู้พร้อมเพรียงกัน อธิบายว่า เขาละชนผู้
พร้อมเพรียงกันนั้นแล้ว เขาก็ไม่ปรารถนาแม้จะไปที่อื่น.
ผู้ใด เห็นก็ดี ฟังก็ดี ซึ่งชนผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน
เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า สมคฺคนนฺที แปลว่า ผู้เพลิดเพลินในชนผู้

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 404 (เล่ม 79)

พร้อมเพรียงกัน. ข้อว่า "สมคฺคกรณี วาจํ ลาสิตา" ความว่า วาจาใดย่อม
กระทำสัตว์ทั้งหลายให้เป็นผู้พร้อมเพรียงกันเท่านั้น เขาย่อมกล่าววาจานั้น อัน
แสดงถึงคุณแห่งความสามัคคีนั่นแหละไม่กล่าววาจานอกจากนี้.
ผู้ใด ย่อมกล่าวในกาลอันสมควร เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า กาลวาที
แปลว่า ผู้มีปกติกล่าวในกาล อธิบายว่า เขากำหนดกาลอันสมควรแก่คำอัน
ตนพึงกล่าวแล้วจึงกล่าว.
ผู้ใด ย่อมกล่าวคำอันเป็นจริง คือ คำอันเป็นสภาวะเท่านั้น เหตุนั้น
ผู้นั้นชื่อว่า ภูตวาที แปลว่า ผู้มีปกติกล่าวคำอันเป็นจริง.
ผู้ใด ย่อมกล่าวคำอิงอาศัยประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ในภพ
หน้าเท่านั้น เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า อตฺถวาที แปลว่า ผู้มีปกติกล่าวคำอัน
เป็นประโยชน์.
ผู้ใด ย่อมกล่าวคำอิงอาศัยโลกุตตรธรรม ๙ ประการ เหตุนั้น ผู้นั้น
จึงชื่อว่า ธมฺมวาที แปลว่า ผู้มีปกติกล่าวธรรม.
ผู้ใด ย่อมกล่าวคำอิงอาศัยสังวรวินัย และปหานวินัย เพราะเหตุนั้น
ผู้นั้นจึงชื่อว่า วินยวาที แปลว่า ผู้มีปกติกล่าววินัย.
โอกาสอันเป็นที่ตั้งของวาจานั้น ท่านเรียกว่า นิธานํ. โอกาสอันเป็น
ที่ตั้งของวาจานั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า นิธานวตี แปลว่า
วาจามีหลักฐาน อธิบายว่า กล่าววาจาอันสมควรแก่คำอันบุคคลพึงฝังไว้ใน
หทัย.
บทว่า "กาเลน" ความว่า ก็เขาคิดว่า เราจักกล่าววาจาอันมีหลัก.
ฐาน แม้เมื่อกล่าววาจาเห็นปานนี้แล้ว เขาย่อมไม่กล่าวโดยกาลอันไม่สมควร
หมายความว่าพิจารณาเวลาอันเหมาะสมแล้วจึงกล่าว. บทว่า "สาปเทสํ" ได้

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 405 (เล่ม 79)

แก่ ถ้อยคำมีอุปมา คือ ได้แก่ ถ้อยคำมีเหตุ. บทว่า "ปริยนฺตวฺตี" ได้แก่
แสดงการกำหนด อธิบายว่า การกำหนดวาจานั้น ย่อมปรากฏโดยวิธีใด ย่อม
กำหนดโดยวิธีนั้น. บทว่า "อตฺถสญฺหิตํ" ความว่า ชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยประ-
โยชน์อันใคร ๆ ผู้จำแนกอยู่ โดยนัยแม้มิใช่น้อย ก็ไม่อาจจะกำหนดได้. อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ย่อมกล่าววาจาอันเป็นประโยชน์และประโยชน์เกื้อกูลพร้อม
เพราะประกอบไปด้วยประโยชน์อันดี ที่ท่านอัตถเวทีนั้นกล่าวเนื้อความไว้.
ท่านอธิบายไว้ว่า ไม่ละทิ้งคำอย่างหนึ่ง กล่าวคำอีกอย่างหนึ่ง.
บทว่า "พีชคามภูตคามสมารมฺภา" ความว่า การพรากพืชคาม
๕ อย่าง คือ มูลพีชํ พืชเกิดจากราก, ขนฺธพีชํ พืชเกิดจากลำต้น, ผลพีชํ
พืชเกิดจากผล, อคฺคพีชํ พืชเกิดจากยอด, พีชพีชํ พืชเกิดจากเมล็ดพืช,
และการพราก (การทำลาย) ภูตคามมีหญ้าเขียวสด และต้นไม้เป็นต้น อย่างใด
อย่างหนึ่ง อธิบายว่า ได้แก่เป็นผู้เว้นขาดจากการทำลายโดยภาวะมีการตัด
การต้มเป็นต้น.
บทว่า "เอกภตฺติโก" ความว่า ภัต ๒ อย่าง คือ ภัตสำหรับเวลา
เช้า และภัตสำหรับเวลาเย็น ในภัต ๒ อย่างนั้น ภัตที่บริโภคในเวลาเช้า ท่าน
กำหนดภายในเวลาเที่ยงวัน ภัตที่บริโภคในเวลาเย็นท่านกำหนดตั้งแต่เที่ยงวัน
ไปจนถึงเวลาอรุณยังไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อภิกษุบริโภคอาหารอยู่สิ้น ๑๐ ครั้ง
ภายในเวลาเที่ยงวัน ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า "เอกภตฺติโก" คือ ผู้มีภัตเดียวเทียว.
คำว่า "เอกฺภตฺติโก" นี้ท่านกล่าวหมายเอาภัตที่บริโภคในเวลาเช้านั้น. การ
บริโภคภัตในเวลากลางคืน ชื่อว่า รตฺติ. ผู้ใดเว้นขาดจากการบริโภคภัตใน
เวลากลางคืนนั้น เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า รตฺตูปรโต แปลว่าผู้เว้นขาด
จากการบริโภคภัตในเวลากลางคืน. การบริโภคภัต ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันล่วงไป

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 406 (เล่ม 79)

แล้วจนถึงพระอาทิตย์ตก ชื่อว่า วิกาลโภชนํ แปลว่า การบริโภคภัตในเวลา
วิกาล เป็นผู้เว้นขาดจากการบริโภคภัตในเวลาวิกาลนั้น.
การดูการเล่นอันเป็นข้าศึก อันเป็นปฏิปักษ์ต่อพรหมจรรย์ เพราะ
เป็นของไม่เหมาะสมกับพระศาสนา ฉะนั้น การดูนั้น จึงชื่อว่า วิสูกทสฺสนํ
แปลว่า การดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ (วิสูก ข้าศึก, ทสฺสนํ
การดู). การฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี ด้วยสามารถแห่งการ
ฟ้อนรำด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นฟ้อนรำเป็นต้นก็ดี การดูการฟ้อนเป็นต้น
โดยที่สุด แม้ดูการฟ้อนรำของนกยูงเป็นต้นก็ดี จัดเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์
เพราะฉะนั้น การฟ้อนรำเป็นต้นนั้น จึงชื่อว่า นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา
แปลว่า จากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึก
ต่อพรหมจรรย์. (นจฺจ การฟ้อนรำ คีต การขับร้อง วาทิต การประโคม
ดนตรี) ก็การที่จะประกอบการฟ้อนรำเป็นต้นก็ดี ให้ผู้อื่นประกอบก็ดี การดู
การเล่นที่เราประกอบแล้วก็ดี ไม่สมควรแก่ภิกษุและภิกษุณีเลย.
พึงทราบ วินิจฉัยในคำว่า "มาลา" เป็นต้น. บทว่า "มาลา" ได้
แก่ดอกไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า "คนฺธํ" ได้แก่ คันธชาติอย่างใดอย่าง
หนึ่ง. บทว่า "วิเสปนํ" ได้แก่ การย้อมผิว. ในอธิการนี้ บุคคลเมื่อ
ประดับตกแต่งอยู่ ชื่อว่า ย่อมทรงไว้ เมื่อบุคคลทำสิ่งที่บกพร่องให้บริบูรณ์
ชื่อว่า ย่อมประดับ. ผู้ยินดีอยู่ด้วยของหอมก็ดี ด้วยการย้อมผิวก็ดี ชื่อว่า
ย่อมตบแต่ง. การกระทำ ท่านเรียกว่า ฐาน อธิบายว่า มหาชน ย่อมกระทำ
การทัดทรงดอกไม้เป็นต้นนั้น ด้วยเจตนาเป็นเครื่องทุศีลอันใด ผู้มีศีลย่อม
เป็นผู้เว้นขาด จากเจตนาเป็นเครื่องทุศีลนั้น.

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 407 (เล่ม 79)

ที่นอนสูงเกินประมาณ ท่านเรียกว่า อุจฺจาสยนํ แปลว่าที่นอนสูง
ที่นอนที่มีเครื่องปูลาดด้วยวัตถุอันไม่สมควร, ท่านเรียกว่า มหาสยนํ แปลว่า
ที่นอนใหญ่ ผู้มีศีลเป็นผู้เว้นขาดจากที่นอนนั้น .
ทองคำ ชื่อว่า ชาตรูปํ. กหาปณะ ชื่อว่า รชตํ. กหาปณะเหล่าใด
ที่เรียกว่า โลหมาสโก คือ มาสกทำด้วยโลหะ ชตุมาสโก คือ มาสกทำด้วย
ยาง ทารุมาสโก คือ มาสกทำด้วยไม้ อธิบายว่า ท่านเป็นผู้เว้นขาดจากการ
รับเงินและทองทั้ง ๒ อย่างนั้น คือ ทั้งไม่รับเองและไม่ให้ผู้อื่นรับแทน ทั้งไม่
ยินดีเงินและทอง ที่เขาเก็บไว้เพื่อตน.
บทว่า "อามกธญฺญปฏิคฺคหณา" ได้แก่ เว้นขาดจากการรับ
ธัญชาติดิบ ๗ ชนิด คือ. ๑. สาลิ ข้าวสาสี ๒. วีหิ ข้าวเจ้า ๓. ยวะ
ข้าวเหนียว ๔. โคธุมะ ข้าวละมาน ๕. กังคุ ข้าวฟ่าง ๖. วรกะ ลูกเดือย
๗. กุทรูสกะ หญ้ากับแก้. ก็การรับธัญชาติดิบ ๗ ชนิดนั้น ไม่ควรแก่ภิกษุ
ทั้งหลายเท่านั้น ก็หาไม่ แม้การจับต้องสิ่งเหล่านั้น ก็ไม่ควรเหมือนกัน. ก็
ในคำว่า "อามกมํสปฏิคฺคหณา" นี้ การรับเนื้อปลาดิบก็ไม่ควรแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้โดยเฉพาะเท่านั้น ทั้งการ
จับต้องเนื้อปลาดิบ ก็ไม่ควร.
ในคำว่า "อิตฺถีกุมาริกาปฏิคฺคหณา" นี้ หญิงที่ไปสู่ระหว่างบุรุษ
ชื่อว่า อิตถี หญิงนอกจากนี้ ชื้อว่ากุมาริกา (หญิงสาว) การรับไว้ก็ดี การจับ
ต้องก็ดีซึ่งหญิงทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นของไม่ควรทั้งสิ้น. ในคำว่า "ทาสี-
ทาสาปฏิคฺคหณา" นี้การรับหญิงและ ชาย เหล่านั้นไว้สำหรับเป็นทาสีเป็น
ทาสย่อมไม่เหมาะสม ก็เมื่อใคร ๆ กล่าวอย่างนี้ว่า "ข้าพเจ้าขอถวายกัปปิยการก
คือ ผู้อุปัฏฐาก ข้าพเจ้าขอถวายอารามิก คือ ผู้รับใช้ในวัด" ดังนี้ จะรับไว้
ก็สมควร. นัยที่ควรและไม่ควร แม้ในสัตว์ทั้งหลายมี แพะ แกะ เป็นต้น ใน
สถานที่ทั้งหลาย มีนาสวนเป็นที่สุด บัณฑิตพึงพิจารณาด้วยอำนาจพระวินัย.

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 408 (เล่ม 79)

ในสถานที่เหล่านั้น ที่ใด มีบุพพัณชาติงอกงามที่นั้นชื่อว่า ที่นา ในที่
ใดอปรัณชาติ ย่อมงอกงาม ที่นั้นชื่อว่า ที่สวน. อีกอย่างหนึ่ง บุพพัณชาติ
และอปรัณชาติทั้ง ๒ ย่อมงอกงามในที่ใด ที่นั้น ชื่อว่า นา. ภูมิภาคที่เขา
กระทำแล้วเพื่อต้องการบุพพัณชาติ. และอปรัณชาติ ชื่อว่า สวน. ก็ในอธิการ
นี้ แม้ที่บึง และหนองน้ำเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์เข้าด้วยการถือเอาที่ นา
และ ที่สวน เป็นประธาน.
การงานของทูต ท่านเรียกว่า ทูเตยฺยํ อธิบายว่า การถือเอาหนังสือ
หรือสาสน์ ของคฤหัสถ์ทั้งหลายแล้วไปในที่นั้น ๆ. การรับใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ
ของผู้ส่งข่าวไปสู่บ้านผู้อื่น ท่านเรียกว่า ปหิณคมนํ แปลว่า การรับใช้
เล็ก ๆ น้อย ๆ (หมายถึงผู้ส่งข่าว) การทำกิจทั้ง ๒ อย่างนั้น ชื่อว่า อนุโยโค
แปลว่า การตามประกอบ เพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำนี้อย่าง
นี้ว่า "ทูเตยฺยปหิณคมนานํ อนุโยโค" ซึ่งแปลว่า การประกอบทูตกรรม
และการรับใช้.
บัณฑิต พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ผู้โกงด้วยตาชั่ง เป็นต้น. บทว่า
"กูฏํ" แปลว่า การโกง คือ การหลอกลวง. บรรดาการโกงเหล่านั้น การ
โกงด้วยตาชั่งมี ๔ อย่าง คือ. ๑. รูปกูฏํ โกงด้วยรูป ๒. องฺคกูฎํ โกงด้วย
อวัยวะ ๓. คหณกูฏํ โกงด้วยการถือเอา ๔. ปฏิจฺฉนฺนกูฏํ โกงด้วยสิ่งที่
ปิดบังไว้. ในการโกงเหล่านั้น บุคคลกระทำเครื่องชั่งทั้ง ๒ ให้มีรูปคล้ายกัน
เมื่อจะถือเอาย่อมถือเอาส่วนมาก เมื่อให้ย่อมให้ด้วยส่วนที่น้อย ชื่อว่า รูปกูฏํ
โกงด้วยรูป. บุคคลเมื่อจะถือเอาสิ่งของ ย่อมใช้มือข่มตาชั่งไว้ในส่วนเบื้อง
หลัง เมื่อจะให้ย่อมใช้มือข่มตาชั่งไว้ในส่วนเบื้องต้น ชื่อว่า องฺคกูฏํ โกง
ด้วยอวัยวะ. บุคคลเมื่อจะถือเอา ย่อมถือเอาที่ต้นเชือก. เมื่อจะให้ก็ย่อมจับ

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 409 (เล่ม 79)

ถือเอาที่ปลายเชือก ชื่อว่า คหณกูฏํ โกงด้วยการจับถือ. บุคคลกระทำตาชั่ง
ให้เป็นโพรงแล้วใส่จุณเหล็กไว้ในภายใน เมื่อจะถือเอาสิ่งของ ย่อมทำจุณ
เหล็กนั้นไว้ในส่วนเบื้องหลัง เมื่อให้ก็ทำจุณเหล็กนั้นไว้ในส่วนเบื้องปลาย
ชื่อว่า ปฏิจฺฉนฺนกูฏํ โกงด้วยสิ่งของที่ปกปิดไว้.
ถาดที่ทำด้วยทองคำ ท่านเรียกว่า กํโส. การลวงด้วยถาดทองคำนั้น
ชื่อว่า กํสกูฏํ. ถามว่าทำอย่างไร. แก้ว่า ชนทั้งหลายทำถาดทองคำไว้ใบ
หนึ่ง ทำเทียมไว้ ๒-๓ ใบ แต่นั้นเขาก็ไปสู่ชนบทเข้าไปสู่ตระกูลมั่งคั่งตระกูล
ใดตระกูลหนึ่งแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลาย จงซื้อถาดทองคำ เมื่อใคร ๆ ถามถึง
ราคา เขามีความประสงค์ให้ราคาเสมอกัน แต่เวลานั้นเมื่อชนเหล่านั้นกล่าวว่า
ข้าเจ้าพึงทราบความเป็นภาชนะทองคำ ของถาดเหล่านี้ได้อย่างไร ? เขาจึง
เอาถาดทองคำถูเข้ากับแผ่นหิน กล่าวว่า ท่านทั้งหลายทดลองเสียก่อนแล้วจึง
ถือเอา แล้วให้ถาดทั้งหมด คือขายทั้งหมดแล้วก็ไป. มานกูฏํ แปลว่า โกง
ด้วยการวัดระยะมี ๓ อย่าง คือ ๑. หทยเภทะ วัดแบ่งด้วยการถ่ายออก ๒.
สิขาเภทะ วัดแบ่งด้วยยอด ๓. รัชชุเภทะ วัดแบ่งด้วยเชือก . ในการวัดเหล่า
นั้น หทยเภโท ชื่อว่า การวัดแบ่งด้วยการถ่ายออก ย่อมได้ในเวลาที่เขาตวง
เนยใส และน้ำมันเป็นต้น ก็บุคคลเมื่อจะถือเอาเนยใสเป็นต้นเอาเสียเอง ก็
พูดว่า ท่านจงเทค่อย ๆ เพราะเครื่องวัดเป็นรูทะลุข้างล่าง แล้วก็ให้ไหลออก
ไปภายในภาชนะที่รองมากมาย จึงถือเอา เมื่อจะให้ผู้อื่นก็ปิดช่องรูนั้นเสียแล้ว
รีบให้เต็มโดยเร็วแล้วก็ให้. สิขาเภโท ชื่อว่าการวัดแบ่งด้วยยอด ย่อมได้ใน
กาลตวงงาและข้าวสารเป็นต้น ก็เมื่อจะถือเอาสิ่งของนั้นเสียเอง ก็ให้พูนยอดของ
นั้นค่อยๆ สูงขึ้นไป แล้วถือเอา เมื่อจะให้ก็ทำให้เต็มโดยเร็วทำลายยอดเสียแล้ว
ย่อมให้. รชฺชุเภโท ชื่อว่าการวัดแบ่งด้วยเชือก ย่อมได้ในเวลาที่วัดนาวัด

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 410 (เล่ม 79)

สวน ก็บุคคลทั้งหลาย เมื่อไม่ได้สินบน ย่อมกระทำการวัดนาแม้ไม่กว้างให้
กว้าง.
บัณฑิต พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า "อุกฺโกฏนํ" เป็นต้น. การกระทำ
สิ่งของ ๆ เจ้าของทั้งหลายมิให้เป็นเจ้าของ แล้วก็ถือเอาสินบน ชื่อว่า อุกโกฏ-
นํ แปลว่า การคดโกง. การหลอกลวงผู้อื่นด้วยอุบายนั้น ๆ ชื่อว่า วญฺจนํ
แปลว่า การหลอกลวง ในเรื่องเหล่านั้น มีเรื่องหนึ่งเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้
ได้ยินว่า นายพรานเนื้อคนหนึ่งจับได้เนื้อและลูกเนื้อเดินทางมา นัก
เลงการพนันคนหนึ่ง พูดกับนายพรานนั้นว่า แน่ะท่านผู้เจริญ เนื้อกับลูกเนื้อ
ราคาเท่าไร ? เมื่อนายพรานตอบว่า เนื้อราคา ๒ กหาปาณะ ลูกเนื้อ ๑
กหาปณะ ดังนี้แล้วนายนักเลงการพนันก็ให้เงินหนึ่งกหาปณะแล้วก็จับเอาลูก
เนื้อไป ครั้นไปได้หน่อยหนึ่งแล้วก็กลับมา พูดว่า ท่านผู้เจริญ เราไม่ต้อง
การลูกเนื้อ ท่านจงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า. นายพรานพูดว่า ถ้าอย่างนั้น จงให้
ข้าพเจ้า ๒ กหาปณะ. นายนักเลงการพนันนั้นพูดว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้าให้หนึ่ง
กหาปณะก่อนแล้วมิใช่หรือ เมื่อนายพรานตอบว่า ถูกแล้วท่านให้ข้าพเจ้า
หนึ่งกหาปณะ. นายนักเลงจึงพูดว่า ท่านจงจับเอาลูกเนื้อแม้นี้ ก็ครั้น เมื่อ
ความเป็นอย่างนั้น กหาปณะนั้นด้วย ลูกเนื้อมีราคาหนึ่งกหาปณะนี้ด้วย ก็รวม
เป็น ๒ กหาปณะ. นายพรานนั้น พิจารณาดูว่า นายนักการพนันนี้ย่อมกล่าว
ถึงเหตุควร แล้วจึงรับเอาลูกเนื้อ และได้ให้เนื้อแก่นายนักเลงการพนันไป นี้
ก็เรียกว่า วญฺจนํ *การหลอกลวง.
การทำ อปามงฺคํ คือ ซึ่งวัตถุมิใช่สายสังวาลย์ว่าเป็นสังวาลย์ก็ดี ทำ
วัตถุมิใช่แก้วมณีให้เป็นเหมือนแก้วมณีก็ดี ทำทองเทียมให้เหมือนทองคำแท้ก็ดี
* ในที่อื่นท่านเรียกว่า อุปายกถา อทินนาทาน

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 411 (เล่ม 79)

แล้วลวงด้วยของปลอมนั้น ด้วยสามารถ การประกอบ หรือด้วยกลมายา ชื่อว่า
นิกติซึ่งแปลว่า การปลอม. ผู้ประกอบในการคดโกง ชื่อว่า สาวิโยคะ๑ ก็คำว่า
สาวิโยคะ นี้เป็นชื่อของการโกง ซึ่งมีการรับสินบนเป็นต้นนั่นแหละ เพราะ
ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบอธิการอย่างนี้ คือ อุกฺโกฏนสาวิโยโค คือ ผู้ประกอบ
การโกงด้วยการรับสินบน วญฺจนสาวิโยโค คือ ผู้ประกอบการโกงด้วยการ
หลอกลวง นิกติสาวิโยโค คือ ผู้ประกอบการโกงด้วยการปลอมแปลง-
เกจิอาจารย์ กล่าวว่า การแสดงของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนของอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
สาวิโยคะ ก็คำว่า สาวิโยคะ นี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยการหลอกลวงนั่นแหละ.
พึงทราบคำวินิจฉัยในคำว่า เฉทนํ เป็นต้น. บทว่า "เฉทนํ"
แปลว่า การตัดมีการตัดมือเป็นต้น. บทว่า "วโธ" แปลว่า การฆ่าให้ตาย.
บทว่า "พนฺโธ" แปลว่า เครื่องจองจำด้วยเชือกเป็นต้น. บทว่า "วิปรา-
โมโส" แปลว่า การตีชิง. การตีชิงมี ๒ อย่าง คือ หิมวิปราโมโส การี
ชิงอาศัยหิมะ คุมฺพวิปราโมโส การตีชิงอาศัยพุ่มไม้. จริงอยู่ ในสมัยใดที่
หิมะตก พวกนักเลงทั้งหลาย ปกปิดตนด้วยหิมะที่ตกแล้ว จึงตีชิงผู้เดินทาง
ภาวะเช่นนี้ชื่อว่า หิมวิปราโมโส. สมัยใด พวกนักเลงอาศัยกำบังคนด้วย
พุ่มไม้ แล้วตีชิงผู้เดินทาง ภาวะเช่นนี้ ชื่อว่า คุมฺพวิปราโมโส. การปล้น
สดมภ์ตามบ้าน และหมู่บ้านเป็นต้น ท่านเรียกว่า อาโลโป ซึ่งแปลว่า การ
ปล้นสดมภ์. การเข้าไปสู่บ้านผู้อื่นด้วยกิริยาท่าทางที่ดุร้ายแล้วเอาศาสตราจ่อที่
อกมนุษย์ แล้วก็ถือเอาสิ่งของที่ตนปรารถนา ชื่อว่า สหสาราโร แปลว่า
การกรรโชก. ผู้มีศีลย่อมเว้นขาดจากการทำความดุร้าย มีการตัดมือเป็นต้นนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
๑. ม. สาจิโยโคติ กุฏิลโยโค.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 412 (เล่ม 79)

ข้อว่า "โส สนฺตุฏฺโฐ โหติ" ความว่า เธอเป็นผู้ประกอบด้วย
ความสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้ ๑๒ อย่างในปัจจัย ๔ อย่าง. บทว่า "กาย-
ปริหาริเกน" แปลว่า ด้วยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่สักว่าเป็นเครื่องบริหารกาย.
บทว่า "กุจฺฉิปริหาริเกน" แปลว่า ด้วยปัจจัย สักว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง.
สองบทว่า "สมาทาเยว ปกฺกมติ" ความว่า เธอถือเอาบริขาร ๘ ทั้งหมด
อันเป็นบริขารสำหรับภิกษุเท่านั้น กระทำให้เนื่องด้วยกายแล้วก็ไป เธอเป็น
ผู้ไม่ข้อง ไม่ผูกพันว่า "วิหารของเรา บริเวณของเรา อุปัฏฐากของเรา"
เธอใช้สอยเสนาสนะที่เป็นไพรสณฑ์ มีโคนไม้ ทิวป่า เงื้อมเขา ตามที่
ปรารถนา เป็นผู้ยืนคนเดียว นั่งคนเดียว ไม่มีเพื่อนสองในอิริยาบถทั้งปวง
เหมือนลูกศรที่พ้นจากสาย เหมือนช้างซับมันหลีกออกจากโขลง ฉะนั้น เธอ
ย่อมถึงความเป็นผู้เหมือนนอแรด ที่ท่านพรรณนาคำเป็นคาถาไว้อย่างนี้ว่า
"จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ ว โหติ
สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน
ปริสฺสยานํ สหิตา อจฺฉมฺภี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป."
แปลความว่า ภิกษุเป็นผู้ไม่เดือดร้อนเที่ยวไปไนทิศทั้ง ๔ เธอเป็น
ผู้สันโดษอยู่ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ เป็นผู้อดทนต่ออันตรายทั้งหลาย เป็นผู้
ไม่สะดุ้งหวาดเสียว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บัดนี้ พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงยังเนื้อความนั้นให้สำเร็จประโยชน์
ด้วยคำอุปมาจึงตรัสคำว่า "เสยฺยถาปิ" เป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยใน

412