พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 393 (เล่ม 79)

ด้วยเครื่องปรุง ด้วยข้าวกล้าทุกชนิค ก็ในที่นี้ น้ำสุราเท่านั้นจัดว่ามีโทษ แต่
บุคคลนี้มีความสำคัญแม้ในน้ำส่าหมักนั้นว่ามีโทษ. บทว่า "เอกาคาริโก"
ได้แก่ ได้ภิกษาในเรือนหลังหนึ่งเท่านั้นแล้วก็กลับไป. บทว่า "เอกาโลปิโก"
ได้แก่ เขาย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยคำข้าวเพียงคำเดียว. แม้ในคำว่า "ป่า
และบ้าน" เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สองบทว่า "เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา" แปลว่า ถาดใบหนึ่ง ถาดใบเล็กๆ
ใบหนึ่งชื่อว่า ทตฺติ ก็ชนทั้งหลายบรรจุภิกษาอันเลิศตั้งไว้ในที่ใด. บทว่า
"เอกาหิกํ" แปลว่า ภัตที่เขาถวายวันหนึ่ง. บทว่า "อฑฺฒมาสิกํ" แปลว่า
ภัตที่เขาถวายมีกำหนดเดือนหนึ่ง. บทว่า "ปริยายภตฺตโภชนํ" ได้แก่ ภัต
ที่เขาบริโภคตามวาระ การบริโภคภัตที่เขานำมาโดยวาระแห่งวันอย่างนี้ คือ
ตามวาระหนึ่งวัน สองวัน เจ็ดวัน กึ่งเดือน. บทว่า "สากภกฺโข" ได้แก่ มี
ผักสดเป็นอาหาร. บทว่า "สามากภกฺโข" ได้แก่ มีเมล็ดข้าวฟ่างเป็นอาหาร.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า นิวารา แปลว่า การห้าม เป็นต้น พึงทราบ
ธัญชาติที่เกิดขึ้นเองในป่าก่อน. บทว่า "ททฺทุลํ" ได้แก่ เศษหนังที่ช่าง
หนังขูดหนังออกทิ้ง. ยางก็ดี สาหร่ายก็ดี แม้ยางต้นไม้มีต้นกรรณิการ์เป็นต้น
เรียกว่า หฏํ. บทว่า "กณํ" แปลว่า รำข้าว. บทว่า "อาจาโม" ได้แก่ ข้าวตัง
ที่ติดอยู่ที่หม้อข้าว. เขาถือเอาข้าวตังนั้นในที่ที่คนทิ้งแล้วจึงเคี้ยวกิน. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า เขาบริโภคน้ำข้าวดังนี้บ้าง. บทว่า ปิญฺชาก เป็นต้นมี
ความปรากฏชัดแล้ว. บทว่า "ปวตฺตผลโภชี" แปลว่า ผู้บริโภคผลไม้ที่
หล่นเอง.
บทว่า "มสาถานิ" ได้แก่ ผ้าที่เขาทอปะปนกัน. บทว่า "ฉวทุสฺสานิ"
ได้แก่ ผ้าที่เขาทิ้งแล้วจากซากศพ. อีกอย่างหนึ่ง ผ้าที่เขาถักกระทำด้วยหญ้า

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 394 (เล่ม 79)

ตะไคร้น้ำเป็นต้น. บทว่า "ปํสุกุลานิ" ได้แก่ เศษผ้าที่เขาทิ้งที่แผ่นดิน.
บทว่า "คิริฏกานิ" ได้แก่ ผ้าที่เขาทอด้วยเปลือกไม้. บทว่า "อชินํ" ได้แก่
หนังเสือ (คือผ้าที่เขาทำด้วยหนังสือ.) บทว่า "อชินกฺขิปํ" ได้แก่ หนังเสือ
นั้นนั่นแหละ ที่เขาผ่าตรงกลาง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ผ้านุ่งที่เขาทำด้วย
หนังเสือพร้อมด้วยเล็บ ดังนี้บ้าง. บทว่า "กุสจีรํ" ได้แก่ ผ้าที่เขาถักกระทำ
ด้วยหญ้าคา แม้ในผ้าคากรองที่เขาทอด้วยเปลือกไม้ แผ่นไม้เป็นต้น ก็มีนัย
นี้เหมือนกัน. บทว่า "เกสกมฺพลํ" ได้แก่ ผ้ากัมพล ที่เขาทำด้วยผมมนุษย์
คำที่ท่านกล่าวหมายเอาไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ผ้าทั้งหลายเหล่านั้น เหล่าใด ที่
เขากรอแล้วถักแล้วมีอยู่ ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ เรากล่าวว่าเป็นของน่า
รังเกียจยิ่งกว่าผ้าเหล่านั้น." บทว่า "วาลกมฺพลํ" ได้แก่ ผ้ากัมพลที่ทำด้วย
หางม้าเป็นต้น. บทว่า "อุลูกปกฺขกํ" ได้แก่ ผ้าที่เขาถักกระทำด้วยปีก
นกเค้า.
บทว่า "อุพฺภฏฺฐโก" แปลว่า ผู้ยืนอยู่ในเบื้องบน. บทว่า "อุกฺกุฏิ-
กปฺปธานมนุยุตฺโต" ความว่า ผู้ประกอบความเพียรในการนั่งกระโหย่ง-
เมื่อไปก็เป็นผู้นั่งกระโหย่งเทียวแล้วกระโดดไป ๆ. บทว่า "กณฺฏกาปสฺส-
ยิโก" ความว่า ปักเหล็กแหลมหรือหนามแหลมที่แผ่นดินแล้วปูลาดด้วยหนัง
บนเหล็กแหลม หรือหนามแหลมนั้น แล้วจึงกระทำการยืน การเดิน เป็นต้น.
บทว่า "เสยฺยํ" ได้แก่ แม้เมื่อนอน ก็สำเร็จการนอนบนแผ่นหนังปูลาดนั้น
นั่นแหละ. ผู้นั้นประกอบการอาบน้ำเป็นครั้งที่ ๓ ในเวลาเย็น เพราะเหตุนั้น
ผู้นั้น ชื่อว่า สายตติยะ ผู้ประกอบการอาบน้ำเป็นครั้งที่ ๓ ในเวลาเย็น.
ผู้ประกอบความเพียรในการลงอาบน้ำด้วยตั้งใจว่า เราจักลอยบาปวันละ ๓ ครั้ง
คือ เวลาเช้า ๑ ครั้ง เวลาเที่ยงวัน ๑ ครั้ง และเวลาเย็น ๑ ครั้ง.

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 395 (เล่ม 79)

บุคคลใด ย่อมยังบุคคลอื่นให้เดือดร้อน เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น
จึงชื่อว่า ปรนฺตโป ผู้ยังบุคคลอื่นให้เดือดร้อน การประกอบความเพียรเพื่อ
ยังบุคคลอื่นให้เดือดร้อนชื่อว่า ปรปริตาปนานุโยค.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โอรพฺภิกา (ผู้ฆ่าแพะ) เป็นต้น แพะหรือ
แกะท่านเรียกว่า อุรพฺภา บุคคลใดย่อมฆ่าแพะหรือแกะ เพราะเหตุนั้น บุคคล
นั้นจึงชื่อว่า โอรพฺภิโก ผู้ฆ่าแพะหรือแกะ. แม้ในคำว่า ผู้ฆ่าช้างเป็นต้น
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า "ลุทฺโท" แปลว่า นายพราน ได้แก่ ผู้ทารุณ ผู้
กักขฬะ (ดุร้าย). บทว่า "มจฺฉาฆาฏโก" แปลว่า ชาวประมง ผู้จับปลา.
บทว่า "พนฺธนาคาริโก" แปลว่า ผู้รักษาเรือนจำ. บทว่า "กุรูรกมฺมนฺตา"
แปลว่า ผู้มีการงานอันหยาบ. บทว่า "มุทฺธาภิสิตฺโต" ได้แก่ ผู้อภิเษกบน
ศีรษะโดยการอภิเษกเป็นกษัตริย์. สองบทว่า "ปุรตฺถิเมน นครสฺส" ได้แก่
ในทิศตะวันออกแห่งพระนคร. บทว่า "สนฺถาคารํ" ได้แก่ โรงยัญ.
สองบทว่า "ขุราชินํ นิวาเสตฺวา" ได้แก่ นุ่งห่มหนังเสือพร้อมทั้ง
เล็บ. บทว่า "สปฺปิเตเลน" ได้แก่ เนยใส และน้ำมัน ก็ยกเว้นเนยใสเสีย
แล้ว ยางเหนียวอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหลือ ท่านเรียกว่า เตลํ น้ำมัน. บทว่า
"กณฺฑุวมาโน" ได้แก่ เพราะตนตัดเล็บเสีย จึงเอายางเหนียวเกาหลังในเวลา
ที่ควรเกา. บทว่า "อนนฺตรหิตาย" ได้แก่ เขามิได้ลาดเครื่องลาดไว้. บทว่า
"สรูปวจฺฉาย" ได้แก่ ลูกโคที่เหมือนแม่โค. อธิบายว่า ได้แก่ ลูกโคที่มีรูป
อย่างนี้ คือ ถ้าแม่โคขาว ลูกโคก็ขาวเทียว ถ้าแม่โคเหลืองหรือแดง แม้ลูกโค
ก็เป็นเช่นนั้น. ข้อว่า "โส เอวมาห" ได้แก่ พระราชานั้น ตรัสอย่างนี้.
บทว่า "วจฺฉรา" ได้แก่ ลูกโคหนุ่มที่มีกำลังก้าวล่วงความเป็นลูกโคอ่อน. แม้
ในลูกโคตัวเมีย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า "ปริหึสตฺถาย" ได้แก่ เพื่อต้อง

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 396 (เล่ม 79)

การแก่การล้อมรั้ว และเพื่อต้องการแก่การปูลาด ณ ที่ยัญญภูมิ. สองบทว่า
"ทิฏฺเฐว ธมฺเม" ได้แก่ ในอัตภาพนี้นั่นแหละ.
ตัณหา ท่านเรียกว่า ฉาตํ แปลว่า ความหิว ความกระหาย ความ
อยาก ในคำนี้ว่า นิจฺฉาโต ตัณหา คือความกระหายนั้นของบุคคลใดไม่มี
เพราะเหตุนั้นบุคคลนั้นจึงชื่อว่า นิจฺฉาโต ผู้ไม่มีตัณหาคือความกระหาย. ชื่อ
ว่า ผู้ดับสนิทแล้วเพราะกิเลสทั้งหมดดับไปแล้ว. ผู้ใด เป็นผู้เยือกเย็นเกิดขึ้น
เพราะความไม่มีกิเลสเป็นเครื่องให้เร่าร้อนในภายใน เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึง
ชื่อว่า สีติภูโต คือ ผู้เย็นแล้ว. ผู้ใดเสวยพร้อมเฉพาะซึ่งความสุขอันเกิดแต่
ฌาน มรรค ผล และพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า สุขปฏิสํเวที
คือ ผู้เสวยพร้อมเฉพาะซึ่งความสุข.
สองบทว่า "พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา" แปลว่า มีคนประเสริฐที่สุด.
ก็เพื่อจะแสดงบุคคลผู้ประเสริฐที่สุดนี้ จำเดิมแต่กาลอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า
พระองค์จึงตรัสคำว่า "อิธ ตถาคโต" เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
"ตถาคโต" บัณฑิตพึงทำการวินิจฉัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ทรงพระนาม
ว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการคือ
(๑) ตถา อาคโตติ ตถาคโต พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว
อย่างนั้นคือ เสด็จมาอย่างพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระ
นามว่า ตถาคต.
(๒) ตถา คโตติ ตถาคโต พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปอย่างนั้น
เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ตถาคต.
(๓) ตถลกฺขณํ อาคโตติ ตถาคโต. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
มาสู่ลักษณะอย่างนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ตถาคต.

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 397 (เล่ม 79)

(๔) ตถธมฺเม ยาถาวโต อภิสมฺพุทฺโธติ ตถาคโต พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสรู้สัจธรรมทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้น พระองค์-
จึงทรงพระนามว่า ตถาคต.
(๕) ตถทสฺสิตาย ตถาคโต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมีปกติเห็นอย่างนั้น.
(๖) ตถวาทิตาย ตถาคโต พระองค์ทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะมีปกติตรัสอย่างนั้น.
(๗) ตถการิตาย ตถาคโต พระองค์ทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะมีปกติทรงกระทำอย่างนั้น.
(๘) อภิภวนฏเฐน ตถาคโต พระองค์ทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะอรรถว่าทรงครอบงำ.
คำว่า "อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ" เป็นต้น ข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล. สองบทว่า "ตํ ธมฺมํ" ได้แก่ ย่อมฟังธรรมนั้น
อันถึงพร้อมด้วยคำมีประการตามที่กล่าวแล้ว. ข้อว่า "คหปติ ว" ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม กับคหบดีก่อน เพราะเหตุไร ? แก้ว่า
เพราะเขากำจัดมานะได้แล้ว และ เพราะเป็นผู้มีกุศลอันหนาแน่น จริงอยู่ ชน
เป็นจำนวนมากที่บวชมาจากขัตติยตระกูล อาศัยเชื้อชาติแล้วถือตัว ที่บวชมา
จากตระกูลพราหมณ์ อาศัยมนต์แล้วก็ถือตัว พวกที่มีตระกูลต่ำบวชแล้วก็ไม่
อาจดำรงอยู่ได้ เพราะความที่ตนมีชาติตระกูลต่ำ. ก็ทารกของคหบดีทั้งหลาย
ทำงานมีเหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง ๒ ข้าง มีหลังชุ่มอยู่ด้วยน้ำเค็มทำการไถ
ภาคพื้น เขาไม่มีมานะ ไม่มีความเย่อหยิ่ง เพราะความไม่มีมานะเย่อหยิ่งเช่น
นั้น ลูกคหบดีเหล่านั้นบวชแล้วจึงไม่กระทำมานะ ไม่กระทำความเย่อหยิ่ง เขา

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 398 (เล่ม 79)

จะเรียนพุทธพจน์ตามกำลัง กระทำการงานอยู่ด้วยวิปัสสนา ย่อมสามารถเพื่อ
ดำรงอยู่ในพระอรหัตได้. ก็ชื่อว่าชนผู้ออกจากตระกูลที่นอกจากนี้มาบวชมีไม่
มาก คหบดีเท่านั้นมีมาก ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงธรรมกับ
คหบดีก่อน เพราะเขาเป็นผู้ขจัดมานะ คือการถือตัวได้แล้ว และเพราะเขามี
กุศลอันสั่งสมมามากด้วย.
คำว่า "อญฺญตฺรสฺมึ วา" ได้แก่ ผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
แห่งตระกูลทั้งหลายที่นอกจากนี้. ข้อว่า "ตถาคเต สทฺธํ ปฏิลภติ" ความ
ว่า ผู้ฟังธรรมอันบริสุทธิ์แล้วได้เฉพาะซึ่งศรัทธา ในพระตถาคต ผู้เป็นธรรม
สามี คือ เจ้าของธรรม ว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงเป็น พระสัมมาสัม-
พุทธะ หนอ" ข้อว่า "อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ" ได้แก่ ย่อมพิจารณาอย่างนี้.
สองบทว่า "สมฺพาโธ ฆราวาโส" แปลว่า การอยู่ครองเรือนเป็นของคับ
แคบ ความว่า ก็ถ้าสามี และภรรยาทั้ง ๒ คน อยู่ครองเรือนมีประมาณ ๖๐
ศอก หรือตั้งร้อยโยชน์ แม้ถึงอย่างนั้นฆราวาส คือ การอยู่ครองเรือนของ
สามีและภรรยานั้น ก็ชื่อว่า คับแคบแท้ เพราะอรรถว่า มีการเป็นไปกับด้วย
กิเลสอันเป็นเครื่องเย้ายวน และกิเลสเป็นเครื่องกังวลใจ. คำว่า "รชปโถ"
ท่านกล่าวไว้ในมหาอรรถกถาว่า เป็นฐาน คือ เป็นที่ตั้งขึ้นแห่งธุลี มีราคะเป็น
ต้น แต่จะกล่าวว่าเป็นทางมาแห่งธุลี ดังนี้บ้างก็ควร.
บรรพชา ชื่อว่า มีโอกาสอันดี เพราะอรรถว่าไม่ต้อง. จริงอยู่
บุคคลผู้บวชแล้วแม้จะอยู่ในปราสาทแก้ว คือ เรือนยอดก็ดี อยู่ในที่ทั้งหลาย
มีวิมานเป็นต้นอันปกปิดดีแล้ว คือ มีประตูหน้าต่างอันปิดสนิทดีแล้วก็ดี เขา
ย่อมไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ผูกพัน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า "อพฺโภ-
กาโส ปพฺพชา" แปลว่า การบรรพชา มีโอกาสอันดียิ่ง.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 399 (เล่ม 79)

อีกอย่างหนึ่ง ฆราวาส ชื่อว่า คับแคบ เพราะไม่มีโอกาสในการ
สร้างกุศลตามสบาย. การอยู่ครองเรือน ชื่อว่าเป็นทางมาแห่งธุลี เพราะเป็น
ที่สันนิบาต คือการประชุมแห่งธุลี คือ กิเลสทั้งหลาย ดุจสถานที่กองหยาก
เยื่ออันบุคคลมิได้ปกปิดทิ้งไว้ การบรรพชาจึงชื่อว่า มีโอกาสอันดียิ่ง เพราะ
มีโอกาสในการสร้างกุศลได้ตามสบาย.
ในคำว่า "นยิทํ สุกรํ ฯเปฯ ปพฺพเชฺยํ" นี้มีคำกล่าวไว้โดยสังเขป
ดังต่อไปนี้ว่า พรหมจรรย์คือ ไตรสิกขานี้ ชื่อว่า บริบูรณ์แล้วโดยสิ้นเชิง
เพราะไม่กระทำให้ขาดตลอดวันหนึ่ง แล้วสามารถยังจริมกจิต คือ จิตดวงสุด
ท้ายให้ถึงได้. พรหมจรรย์นี้ ชื่อว่า บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง เพราะกระทำไม่ให้
มัวหมอง ด้วยกิเลสมลทินตลอดวันหนึ่งแล้ว ก็สามารถยังจริมกจิตให้ถึงได้.
บทว่า "สงฺขลขิตํ" ได้แก่ พึงประพฤติพรหมจรรย์ให้เป็นเช่นกับสังข์ที่
ลิขิตแล้ว คือ ให้มีส่วนเปรียบด้วยสังข์ที่ขัดดีแล้ว การประพฤติพรหมจรรย์
นี้ บุคคลผู้อยู่ครองเรือนกระทำไม่ได้ง่าย การที่บุคคลผู้อยู่ในท่ามกลางเรือน
ไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยสิ้นเชิงได้ ไฉนหนอ เราพึงปลงผม
โกนหนวดนุ่งห่มผ้า ชื่อว่า กาสายะ เพราะความเป็นผ้าสีเหลืองที่ย้อมด้วยน้ำฝาด
อันสมควรแก่บรรพชิต ผู้ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิต ผู้ไม่มีเรือน ดังนี้.
ก็ในอธิการนี้ กรรมมี กสิกรรม และพานิชกรรม เป็นต้น อันเป็น
ประโยชน์เกื้อกูลแก่การครองเรือน ท่านเรียกว่า "อคาริยํ" แปลว่า ผู้ครอง
เรือน ก็กสิกรรมเป็นต้นนั้นไม่มีในบรรพชา เพราะฉะนั้น การบรรพชา
บัณฑิต พึงทราบว่าเป็น "อนคาริยํ" แปลว่า ผู้ไม่ครองเรือน. การบวช
นั้นจึงเป็น อนาคาริยะ. บทว่า "ปพฺพเชยฺยํ" ได้แก่ พึงปฏิบัติ. บทว่า

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 400 (เล่ม 79)

"อปฺปํ วา" ความว่า กองโภคะต่ำกว่าหนึ่งพัน ชื่อว่า มีน้อย ตั้งแต่
หนึ่งพันขึ้นไปชื่อว่า มีมาก. ญาตินั่นแหละ ชื่อว่า เครือญาติ เพราะอรรถ
ว่าเกี่ยวเนื่องกัน เครือญาตินั้น ต่ำกว่า ๒๐ ชื่อว่า มีน้อย ตั้งแต่ ๒๐ ขึ้นไป
ชื่อว่า มีมาก. สองบทว่า "ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน" ความว่า
สิกขา กล่าวคือ อธิศีลสิกขาใดของภิกษุทั้งหลายมีอยู่ ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขา
นั้นด้วย ภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นอยู่ร่วมกันคือ เป็นผู้อยู่เป็นอันเดียวกัน เป็น
ผู้มีความประพฤติเสมอกัน ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วซึ่งสิกขาสาชีพ กล่าวคือ
สิกขาบทอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แล้วนั้นด้วย ในสิกขาสาชีพใด ด้วย
ภาวะ คือ การศึกษาในสิกขาสาชีพนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่า "ภิกฺขูนํ
สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน" แปลว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยสิกขาสาชีพของภิกษุทั้งหลาย
อธิบายว่า ภิกษุเป็นผู้ยังสิกขาให้บริบูรณ์ด้วย ไม่ก้าวล่วงสาชีพด้วย แล้วเข้า
ถึงซึ่งสิกขาสาชีพนั้นทั้ง ๒ อย่าง.
กถา คือ ถ้อยคำมี ปาณาติบาต เป็นต้น ในคำทั้งหลายมีคำว่า
"ปาณาตปาตํ ปหาย" เป็นต้น ข้าพเจ้าให้พิศดารไว้ในหนหลังนั่นเทียว.
บทว่า "ปหาย" ได้แก่ ละความเป็นผู้ทุศีลอันบัณฑิต นับพร้อมแล้วว่าเจตนา
เป็นเครื่องยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไปนี้. สองบทว่า "ปฏิวิรโต โหติ" ความ
ว่า เป็นผู้เว้นแล้ว คือ เว้นขาดแล้วจากความเป็นผู้ทุศีลนั้น จำเดิมแต่กาลเป็น
ที่ละแล้ว. สองบทว่า "นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ" อธิบายว่า ชื่อว่าผู้มี
ท่อนไม้และมีศาตราอันวางแล้ว เพราะการไม่ถือท่อนไม้หรือศาสตราเพื่อต้อง
การเบียดเบียนสัตว์อื่นให้เป็นไป. ก็ในอธิการนี้ ยกเว้น ทัณฑะคือ ท่อนไม้
เสียแล้ว อุปกรณ์ที่เหลือแม้ทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า สตฺถํ คือ
ศาสตรา เพราะเป็นเครื่องเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย. ก็ภิกษุถือเอาวัตถุใด คือ จะ

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 401 (เล่ม 79)

เป็นไม้เท้าคนแก่หรือมีดสำหรับเหลาไม้สีฟัน หรือมีดเล็กเที่ยวไป วัตถุนั้นไม่
ชื่อว่า ศาสตรา เพราะไม่เป็นไปเพื่อต้องการเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นย่อมถึงซึ่งการนับว่า เป็นผู้มีท่อนไม้และศาสตราอันวาง
แล้วเทียว.
บทว่า "ลชฺชี" ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความละอาย มีการรังเกียจ
บาปเป็นลักษณะ. บทว่า "ทยาปนฺโน" ได้แก่ ผู้ถึงความเอ็นดู คือ ผู้มี
จิตอันประกอบด้วยเมตตา. บทว่า "สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปิ" ได้แก่
ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวงด้วยประโยชน์เกื้อกูล อธิบายว่า ชื่อว่า ผู้มีจิตประกอบ
ด้วยประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง เพราะความเป็นผู้ถึงความเอ็นดูนั้น. บทว่า
"วิหรติ" ได้ย่อมแก่ ย่อมผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ คือย่อมรักษาอัตภาพ.
ผู้ใด ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาให้เท่านั้น เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึง
ชื่อว่า ทินฺนาทายี แปลว่า ผู้ถือเอาเฉพาะของเขาให้. ผู้ใด หวังสิ่งของ
ที่เขาให้แม้ด้วยจิตนั่นแหละ เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า ทินฺนปาฏิกงฺขี
แปลว่า ผู้หวังสิ่งของที่เขาให้. ผู้ใด ย่อมขโมย เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า เถโน
แปลว่า ผู้ขโมย การไม่ขโมยชื่อว่า อเถนะ. ชื่อว่า เป็นผู้สะอาด เพราะความ
ไม่เป็นขโมยนั้นแหละ.
บทว่า "อตฺตนา" แปลว่า อัตภาพ มีคำอธิบายไว้ว่า การกระทำ
อัตภาพไม่ให้ขโมย คือทำให้สะอาดอยู่. บทว่า "อพฺรหฺมจริยํ" แปลว่า
การประพฤติธรรม อันไม่ประเสริฐ. บุคคลใด ย่อมประพฤติอาจาระ คือ
จรรยาที่ดีงาม อันประเสริฐที่สุด เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า พฺรหฺมจารี
แปลว่า ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐที่สุด. บทว่า "อาราจารี" เเปลว่า
ประพฤติห่างไกลจากพรหมจรรย์.

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 402 (เล่ม 79)

บทว่า "เมถุนา" ได้แก่ อสัทธรรม อันถึงซึ่งการนับว่าเป็น
"เมถุนํ" เพราะภาวะอันบุคคลพึงเสพเฉพาะตามโวหารแห่งชาวโลก ที่ได้ชื่อ
ว่า เมถุนกา คือ ผู้เสพเมถุนธรรม เพราะเป็นเช่นกับด้วยอำนาจแห่ง
การรบเร้าของราคะอันครอบงำจิต. บทว่า "คามธมฺมา" แปลว่า ธรรม
ของชาวบ้าน.
บุคคลใด ย่อมพูดคำอันเป็นจริง เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า สจฺจวาที
แปลว่า ผู้พูดคำจริง. ผู้ใดติดต่อ คือ ย่อมสืบต่อวาจาสัจ ด้วยวาจาสัจ เหตุนั้น
ผู้นั้นชื่อว่า สจฺจสนฺโธ แปลว่า ผู้สืบต่อสัจจะ เขาเป็นผู้ไว้ใจได้ อธิบาย
ว่า ไม่พูดคำเท็จในระหว่าง ก็บุคคลใด บางคราวพูดคำเท็จ บางคราวพูดคำ
จริง คำของผู้นั้นไม่เชื่อมต่อความจริงด้วยความจริง เพราะคำของเขาคั่นด้วย
ความเท็จ เพราะเหตุนั้นเขาจึงชื่อว่า ผู้ไม่สืบต่อสัจจะ เป็นผู้ไว้ใจไม่ได้.
ก็บุคคลผู้นี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ เขาไม่ยอมพูดคำเท็จแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ย่อม
สืบต่อความจริงด้วยความจริงเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้นี้จึงชื่อว่า สจฺจสนฺโธ.
บทว่า "เถโต" แปลว่า ผู้มั่นคง อธิบายว่า ผู้มีวาจาอันตั้งมั่น.
บุคคลคนหนึ่งเป็นผู้มีวาจาอันไม่ตั้งมั่น เปรียบเหมือนกับผ้าที่เขาย้อมด้วยขมิ้น
เหมือนตอไม้ที่เขาปักไว้ที่กองแกลบ เหมือนลูกฟักที่เขาวางไว้ที่หลังม้า. บุคคล
คนหนึ่งมีวาจามั่นคงเหมือนรอยขีดที่ติดอยู่ ณ แผ่นหิน และเหมือนเสาเขื่อน
แม้จะถูกตัดศีรษะด้วยดาบ เขาก็ไม่กล่าวคำเป็นสองภาค ผู้นี้ท่านเรียกว่า
เถโต ผู้มีวาจามั่นคง.
บทว่า "ปจฺจยิโก" ได้แก่ ผู้มีวาจาควรเชื่อถือ คือ ได้แก่ผู้ที่ควร
เชื่อถือได้. ก็บุคคลบางคนเป็นผู้เชื่อถือไม่ได้ เมื่อใคร ๆ ถามว่า "คำนี้ใคร
พูด ก็กล่าวว่า คนโน้นพูด" เขาย่อมถึงวาทะอันใคร ๆ พึงกล่าวว่า "อย่า

402