พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 363 (เล่ม 79)

ย่อมไม่พูดสรรเสริญผู้นั้น จริงแท้ตามกาล บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า พูดติเตียน
คนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ จริงแท้
ตามกาล.
๒. บุคคล สรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ จริงแท้ตาม
กาล แต่ไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ใน ๒ คน
นั้น ผู้ใดควรสรรเสริญ ย่อมพูดสรรเสริญผู้นั้น จริงแท้ตามกาล ผู้ใดควร
ติเตียน ย่อมไม่พูดติเตียนผู้นั้น จริงแท้ตามกาล บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า พูด
สรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน
จริงแท้ตามกาล.
๓. บุคคล พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน จริงแท้ตามกาล
และพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ใน ๒ คน
นั้น ผู้ใดควรติเตียน ย่อมพูดติเตียนผู้นั้นจริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรสรรเสริญ
ย่อมพูดสรรเสริญบุคคลผืนนั้นจริงแท้ตามกาล เป็นผู้รู้กาลเพื่อจะแก้ปัญหานั้น
ในที่นั้น บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า พูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล และ
พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล.
๔. บุคคล ไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน จริงแท้ตาม
กาล ทั้งไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน ?

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 364 (เล่ม 79)

บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ใน ๒ คน
นั้น ผู้ใดควรติเตียน ย่อมไม่พูดติเตียนผู้นั้นจริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรสรร-
เสริญ ย่อมไม่พูดสรรเสริญผู้นั้นจริงแท้ตามกาล เป็นผู้วางเฉย มีสติ มีสัมป-
ชัญญะ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล ทั้ง
ไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล.
อรรถกถาบุคคลพูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้
ตามกาล ฯลฯ เป็นต้น
บทว่า "อนนุวิจฺจ" ได้แก่ ไม่พิจารณา คือ ไม่สำรวจ.
บทว่า "อปริโยคาเหตฺวา" ได้แก่ ไม่ให้ถือเอาซึ่งคุณทั้งหลายด้วย
ปัญญา.
สองบทว่า "ภูตํ ตจฺฉ" ได้แก่ ที่ชื่อว่าเป็นจริง เพราะเป็นของมี
อยู่ ชื่อว่า เป็นของแท้ เพราะเป็นของไม่วิปริต.
บทว่า "กาเลน" ได้แก่ ตามกาลอันควรและเหมาะสม.
ข้อว่า "ตตฺร กาลญฺญู โหติ" ความว่า คำนี้ใด ท่านกล่าวไว้ว่า
"กาเลน" ก็บุคคลใดเป็นกาลัญญู คือเป็นผู้รู้จักกาล เพื่อประโยชน์แก่การ
พยากรณ์ปัญหานั้นว่า กาลนี้เมื่อข้าพเจ้าถูกเขาถามปัญหาไม่ควรกล่าว ในกาลนี้
ควรกล่าว" เพราะเหตุนี้ผู้นี้ จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวตามกาล.
สองบทว่า "อุเปกฺโข วิหรติ" ได้แก่ เป็นผู้ตั้งอยู่ในอุเบกขาอัน
มีความเป็นกลาง. ในคำทุก ๆ บทที่เหลือมีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 365 (เล่ม 79)

[๑๒๘] ๑. บุคคล ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยแห่งความหมั่น มิใช่
ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ เป็นไฉน ?
อาชีพของบุคคลใด ย่อมเจริญรุ่งเรืองเพราะความหมั่น ความขยัน
ความเพียรพยายาม มิได้บังเกิดแต่บุญ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผล
แห่งความหมั่น มิใช่ดำรงอยู่ด้วยผลแห่งบุญ.
๒. บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ มิใช่ดำรง-
ชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น เป็นไฉน ?
เทวดาชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ตลอดถึงเทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี ชื่อว่าผู้
ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ มิใช่ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น.
๓. บุคคล ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่นด้วย
ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย เป็นไฉน ?
อาชีพของบุคคลใด ย่อมเจริญรุ่งเรืองเพราะความหมั่น ความขยัน
ความเพียร ความพยายามด้วย เพราะบุญด้วย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ดำรงชีพอยู่
ด้วยผลแห่งความหมั่นด้วย ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย.
๔. บุคคล ผู้มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น
ด้วย มิใช่ดำรง พอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย เป็นไฉน ?
สัตว์นรกทั้งหลาย ชื่อว่าผู้มีใช่ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น
ด้วย มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย.

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 366 (เล่ม 79)

อรรถกถาบุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ฯลฯ เป็นต้น
ผู้ใด ให้เวลาล่วงไปตลอดวันด้วยความหมั่น คือ ความเพียรนั่นแหละ
ได้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งอันสักว่าเป็นผลอันไหลออกของความหมั่นนั้นแล้วสำเร็จ
การเลี้ยงชีพอยู่ ก็บุคคลอาศัยความหมั่นนั้นแล้วไม่ได้ผลแห่งบุญอย่างใดเอย่าง
หนึ่งตามที่ท่านหมายเอาบุคคลผู้นั้น แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า "ยสฺส ปุคฺคลสฺส
อุฏฺฐหโต" ดังนี้.
บทว่า "ตตูปรเทว" ได้แก่ เทวดาทั้งหลาย ในเบื้องบนจากนั้น
มีพวกพรหมเป็นต้น จริงอยู่ ชื่อว่า กิจ คือการงาน ด้วยความขยันหมั่นเพียร
ย่อมไม่มีแก่เทพเหล่านั้น พวกเทพเหล่านั้นอาศัยผลบุญเท่านั้นเป็นอยู่.
คำว่า "ปุญฺญโต" นี้กล่าวหมายถึงชนทั้งหลายผู้มีบุญ มีกษัตริย์
มหาศาล พราหมณมหาศาล และเทวดาทั้งหลาย ตั้งแต่ภุมมเทวดาจนถึงเทวดา
ชั้นนิมมานรดีเป็นที่สุด เพราะว่าเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นแม้ทั้งปวง ย่อม
เสวยผลแห่งความเพียร และผลแห่งบุญ ส่วนสัตว์นรกทั้งหลาย ย่อมไม่อาจ
เพื่อทำอาชีพให้เกิดขึ้นด้วยความเพียรได้เลย ทั้งอาชีพอะไร ๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่
สัตว์นรกเหล่านั้น ด้วยผลแห่งบุญก็ไม่มี.
[๑๒๙] ๑. ตโมตมปรายนบุคคล บุคคล บุคคลผู้มืดมา มืดไป
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมา ในตระกูลต่ำ คือตระกูล
คนจัณฑาล ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างสาน ตระกูลช่างหนัง ตระกูลคน
เทดอกไม้ ซึ่งขัดสนมีข้าวน้ำโภชนะน้อยมีความเป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารที่จะ
พึงกิน มีผ้านุ่งห่มหาได้ยาก และบุคคลนั้นเป็นผู้มีผิวพรรณขี้ริ้ว ไม่น่าดูเป็น

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 367 (เล่ม 79)

คนเตี้ย มีอาพาธมาก เป็นคนบอด คนมือเท้ากุด คนกระจอก หรือเป็นคนง่อย
มักไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย
วัตถุเป็นอุปกรณ์แห่งประทีป เขาย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทาง
วาจา ประพฤติทุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจแล้ว
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะความแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้มืดมา มืดไป.
๒. ตโมโชติปรายบุคคล บุคคลผู้มืดมา สว่างไป
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมา ในตระกูลต่ำ คือตระกูล-
จัณฑาล ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างสาน ตระกูลช่างหนัง ตระกูลคนเท
ดอกไม้ ซึ่งขัดสน มีข้าวน้ำโภชนะน้อย มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหาร
ที่จะพึงกิน มีผ้านุ่งห่มหาได้ยาก และบุคคลนั้นเป็นผู้มีผิวพรรณขี้ริ้ว ไม่น่าดู
เป็นคนเตี้ย มีอาพาธมาก เป็นคนบอด คนมือเทากุด คนกระจอก
หรือเป็นคนง่อย มักไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้
ที่นอน ที่อยู่อาศัย วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ประทีบ เขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย
ประพฤติสุจริตทางวาจา ประพฤติสุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติสุจริตทางกาย
วาจา ใจแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะความแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้มืดมา สว่างไป.
๓. โชติตมปรายนบุคคล บุคคลผู้สว่างมา มืดไป
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาแล้ว ในตระกูลสูง คือ
ตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณมหาศาล ตระกูลคหบดีมหาศาล ซึ่งมี

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 368 (เล่ม 79)

อำนาจวาสนามาก มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินเพียงพอ มีอุป-
กรณ์เครื่องปลื้มใจเพียงพอ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ และบุคคลนั้น
เป็นผู้มีรูปงามน่าดู น่าชม น่าเลื่อมใสประกอบด้วยเป็นผู้มีสรีระมีสีราวกับทอง
มีปกติได้ข้าว น้ำ ผ้า ยานดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย
วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริต ทาง
วาจา ประพฤติทุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจแล้ว
เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะความแตกแห่งร่างกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้สว่างมา มืดไป.
๔. โชติโชติปรายนบุคคล บุคคลผู้สว่างมา สว่างไป
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาแล้วในตระกูลสูง คือตระกูล
ขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณมหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาล ซึ่ง
มีอำนาจวาสนา มีโภคะมาก มีทองและเงินเพียงพอ มีทรัพย์และข้าวเปลือก
เพียงพอ และบุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วย
ความเป็นผู้มีสรีระราวกับทอง มีปกติได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม
เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมประพฤติ
สุจริตทางกาย ประพฤติสุจริตทางวาจา ประพฤติสุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติ
สุจริตทางกาย วาจา ใจ แล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะความแตกแห่งกาย
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้สว่างมา สว่างไป.
[๑๓๐] ๑. โอณโตณตบุคคล บุคคลผู้ต่ำมา ต่ำไปเป็นไฉน ?
ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ต่ำมา ต่ำไป (เหมือนบุคคลพวกที่ ๑
ข้อ ๑๒๙)

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 369 (เล่ม 79)

๒. โอณตุณณตบุคคล บุคคลผู้ต่ำมา สูงไปเป็นไฉน ?
ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ต่ำมา สูงไป (เหมือนบุคคลพวกที่ ๒
ข้อ ๑๒๙)
๓. อุณณโตณตบุคคล บุคคลผู้สูงมาต่ำไป เป็นไฉน ?
ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้สูงมาต่ำไป (เหมือนบุคคลพวกที่ ๓
ข้อ ๑๒๙)
๔. อุณณตุณณตบุคคล บุคคลผู้สูงมาสูงไป เป็นไฉน ?
ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้สูงมา สูงไป (เหมือนบุคคลพวกที่ ๔
ข้อ ๑๒๙)
อรรถกถาบุคคลผู้มืดมามืดไปเป็นต้น
บุคคลใด ประกอบด้วยความมืด เป็นต้นว่า เกิดมาในตระกูลต่ำ
เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ผู้นั้น จึงชื่อว่า ตโม แปลว่า ผู้มืด. บุคคลชื่อว่า
ตมปรายโน คือ ผู้มีความมืดเป็นไปในเบื้องหน้า เพราะการเข้าถึงความ
มืดในนรกอีก ด้วยทุจริตทั้งหลาย มีกายทุจริตเป็นต้น.
บทว่า "เนสาทกุเล" ได้แก่ ตระกูลนายพรานเนื้อเป็นต้น. คำว่า
"เวนกุเล" ได้แก่ ตระกูลช่างจักสาน. คำว่า "ปุกฺกกกุสกุเล" ได้แก่ ตระกูล
บุคคลผู้ทิ้งดอกไม้. คำว่า "กสิรวุตฺติเก" แปลว่า มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง.
บทว่า "ทุพฺพณฺโณ" ได้แก่ ผู้มีผิวพรรณดุจตอไม้ที่ถูกไฟไหม้ เหมือน
ปีศาจคลุกฝุ่น เล่นฝุ่น. บทว่า "ทุทฺทสฺสิโก" ได้แก่ใคร ๆ เห็นไม่เป็นที่

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 370 (เล่ม 79)

ชอบใจแม้แต่มารดาผู้บังเกิดกล้าของตน. คำว่า "โอโฏฏิมโก" แปลว่า เป็น
คนเตี้ย. บทว่า "กาโณ" ได้แก่ มีตาบอดข้างหนึ่ง หรือสองข้าง. บทว่า
"กุณี" ได้แก่ มีมือง่ายข้างหนึ่ง หรือสองข้าง. บทว่า "ขญฺโช" ดังที่
เท้าเขยกข้างหนึ่ง หรือสองข้าง. บทว่า "ปกฺขหโต" ได้แก่ ผู้ถูกโรค
กำจัดไปแถบหนึ่ง คือ เป็นผู้ง่อยเปลี้ย. บทว่า "ปทีเปยฺยสฺส" ได้แก่ อุป-
กรณ์แห่งประทีป มีน้ำมันและตะเกียงเป็นต้น.
ในคำว่า "เอวํ ปุคฺคโล ตโม โหติ ตมปรายโน" นี้ท่านอธิบาย
ไว้ว่า บุคคลพวกหนึ่งไม่เห็นแสงสว่างในภายนอก ทำกาละ คือ ตายในท้อง
มารดานั่นแหละแล้วเกิดในอบายทั้งหลาย เขาย่อมท่องเที่ยวไปตลอดกัปทั้งสิ้น
ชื่อว่า ตโม ตมปรายโน คือ ผู้มืดมามืดไปนั่นเทียว และเขาผู้นั้นพึงเป็น
กุหกบุคคล คือ บุคคลผู้หลอกลวง ก็การบังเกิดของกุหกบุคคลนั้น มีสภาวะ
เห็นปานนี้ อนึ่งในอธิการนี้ ท่านแสดงการวิบัติแห่งการมา และความวิบัติ
แห่งปัจจัยที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นของเขา ด้วยคำว่า "นีเจ กุเล ปจฺจาชาโต โหติ
จณฺฑาลกุเล วา" ดังนี้เป็นต้น ซึ่งแปลความว่า ผู้เกิดมาแล้วในตระกูลต่ำ
หรือตระกูลจัณฑาล. ท่านแสดงความวิบัติแห่งปัจจัยของกุหกบุคคลนั้น ด้วย
คำเป็นต้นว่า "ทลิทฺเท" แปลว่า ขัดสน. ท่านแสดงความวิบัติแห่งอุบายเป็น
เครื่องเลี้ยงชีพของเขา ด้วยตาเป็นต้นว่า "กสิรวุตฺติเก" แปลว่า ผู้เป็นอยู่
ลำบาก. ท่านแสดงความวิบัติแห่งรูปของเขา ด้วยคำเป็นต้นว่า "ทุพฺพณฺโณ"
แปลว่า มีวรรณะทราม. ท่านแสดงความประกอบพร้อมด้วยเหตุแห่งทุกข์ของ
เขาด้วยคำเป็นต้นว่า "พหฺวาพาโธ" แปลว่า มีอาพาธมาก. ท่านแสดงความ
วิบัติด้วยเหตุแห่งความสุข และความวิบัติแห่งเครื่องอุปโภค ด้วยคำเป็นต้นว่า
"น ลาภี" แปลว่าไม่มีลาภ. ท่านแสดงความประกอบเหตุแห่งความมีความมืด

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 371 (เล่ม 79)

เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยคำเป็นต้นว่า "กาเยน ทุจฺจริตํ" แปลว่า มีกาย
ทุจริตเป็นต้น . ท่านแสดงความเข้าถึงความมืดในภพเบื้องหน้า ด้วยคำเป็นต้น
ว่า "กายสฺส เภทา" แปลว่า เพราะกายแตกทำลาย. บัณฑิตพึงทราบ
ธรรมฝ่ายขาว โดยนัยตรงข้ามกับคำที่กล่าวแล้ว.
อีกประการหนึ่ง ในอธิการนี้ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า บุคคลประ-
กอบด้วยความรุ่งเรืองมีการเกิดในภายหลัง เพราะความถึงพร้อมด้วยตระกูล ๓
อย่าง คือ กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล และ คหบดีมหาศาล ชื่อว่า
โชติ ผู้รุ่งเรือง คือผู้สว่างมา และชื่อว่า โชติปรายโน แปลว่า ผู้สว่างไป
ข้างหน้า เพราะความเข้าถึงความเป็นผู้สว่าง คือ การอุบัติขึ้นในภพสวรรค์
ด้วยสุจริตทั้งหลายมีกายสุจริตเป็นต้น.
บัณฑิต พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า "ขตฺติยมหาสาลกุเล วา" เป็น
ต้น บทว่า "ขตฺติยมหาสาลา" ได้แก่กษัตริย์ผู้มีทรัพย์อันเป็นสาระมาก คือ
ว่า กษัตริย์ผู้ถึงพร้อมด้วยสาระแห่งสมบัติมาก. ก็กษัตริย์เหล่าใด มีพระราช-
ทรัพย์อย่างต่ำประมาณร้อยโกฏิอันเป็นทุนนอน และได้ตั้งขุมทรัพย์ไว้ ๓ หม้อ
กระทำให้เป็นกองในท่ามกลางเรือนเพื่อประโยชน์แก่การใช้สอย กษัตริย์
เหล่านั้นชื่อว่า ขัตติยมหาศาล. พราหมณ์เหล่าใดมีทุนทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ
ตั้งขุมทรัพย์ไว้หม้อครึ่งสำหรับใช้สอยในบ้าน พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า
พราหมณมหาศาล. คหบดีเหล่าใด มีทุนทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ตั้งขุมทรัพย์ไว้
หนึ่งหม้อ กระทำให้เป็นกองในท่ามกลางเรือนเพื่อต้องการใช้สอยในบ้าน
คหบดีเหล่านั้น ชื่อว่า คหบดีมหาศาล. อธิบายว่าบุคคลผู้รุ่งเรืองคือผู้สว่าง
มานั้น เกิดในตระกูลแห่งชนเหล่านั้น.
บทว่า "อฑฺเฒ" ได้แก่ ความเป็นอิสระ ชื่อว่ามีทรัพย์มาก เพราะ
มีทรัพย์อันเป็นทุนนอนมาก. ชื่อว่ามีโภคะมาก เพราะมีเครื่องอุปโภค มี

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 372 (เล่ม 79)

ภาชนะเงินเป็นต้นมาก. ชื่อว่า มีทองเงินมาก เพราะมีทองและเงินอันเป็น
ต้นทุนเก็บไว้มาก ๆ ชื่อว่า มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์เป็นเครื่องปลื้มใจ คือมีเหตุแห่ง
ความยินดีมาก. ชื่อว่า มีทรัพย์ และธัญญาหารมาก เพราะมีวัตถุทั้งหลาย
มีโคและทรัพย์เป็นต้นด้วย มีธัญญาหาร ๗ ชนิดด้วย มาก.
คำว่า "อภิรูโป" แปลว่า มีรูปงาม.
คำว่า "ทสฺสนีโย" แปลว่า น่าทัศนา คือ สมควรแล้วแก่อันใคร ๆ
จะละการงานอย่างอื่นแล้วมองดูแม้ตลอดวัน.
คำว่า "ปาสาทิโก" แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใสแห่งจิต ด้วย
การเห็นนั่น แหละ.
คำว่า "ปรมาย" แปลว่า สูงที่สุด.
บทว่า "วณฺณโปกฺขรตาย" ได้แก่ วรรณะแห่งสรีระ สรีระท่าน
เรียกว่า โปกฺขรํ อธิบายว่า เพราะความถึงพร้อมด้วยวรรณะแห่งสรีระนั้น.
บทว่า "สมนฺนาคโต" ได้แก่ เข้าถึงแล้ว. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย
ในคำ "โอณโตณตา" เป็นต้น ชื่อว่า ผู้ต่ำ เพราะเว้นจากสมบัติในทิฏฐธรรมิก-
ภพหรือในสัมปรายิกภพ อธิบายว่า เป็นผู้ต่ำ คือเป็นผู้ลามก. ชื่อว่า ผู้สูง
เพราะความเป็นสภาพตรงกันข้ามกับคนต่ำนั้น อธิบายว่า ผู้สูง คือ เป็นผู้เลิศ.
คำที่เหลือในที่นี้บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในคำว่า ผู้มืด เป็นต้น. อีก
อย่างหนึ่ง บทว่า "โอณโตณโต" ความว่า บัดนี้ คือชาตินี้เป็นผู้ต่ำ แม้ต่อไป
คือชาติต่อไป ก็จะเป็นผู้ต่ำนั่นแหละ. บทว่า "โอณตุณฺณโต" ความว่า ชาติ
นี้เป็นผู้ต่ำ แต่ชาติต่อไปจักเป็นผู้สูง. บทว่า "อุณฺณโตณโต" ความว่า ชาติ
นี้เป็นผู้สูง แต่ชาติต่อไปจักเป็นผู้ต่ำ. บทว่า "อุณฺณโตณฺณโต" ความว่า
ชาตินี้เป็นผู้สูง แม้ชาติต่อไปก็จักเป็นผู้สูง.

372