พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 353 (เล่ม 79)

นั้น รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า เป็นคนเต็มปิด หม้อเต็มปิดนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมย
ฉันนั้น.
บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก.
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ ชนิด
บทว่า "กุมฺโภ" แปลว่า หม้อ.
บทว่า "ตุจฺโฉ" ได้แก่ ภายในว่าง.
บทว่า "ปีหิโต" ได้แก่ หม้อที่เขาปิดปากตั้งไว้.
บทว่า "ปูโร" ได้แก่ ภายในเต็ม.
บทว่า "วิวโฏ" ได้แก่ หม้อที่เขาเปิดปากตั้งไว้. ก็ในบรรดาบุคคล
ที่ท่านอุปมาแล้วในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า เป็นบุคคลผู้เปล่า เพราะ
เว้นจากสาระ คือคุณความดีอันมีในภายใน และชื่อว่า เป็นผู้ปิด เพราะความ
เป็นผู้งามในภายนอก. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ ชนิด
เป็นไฉน ?
[๑๑๙] ห้วงน้ำ ๔ ชนิด
ห้วงน้ำตื้น เงาลึก ๑
ห้วงน้ำลึก เงาตื้น ๑
ห้วงน้ำตื้น เงาตื้น ๑
ห้วงน้ำลึก เงาลึก ๑

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 354 (เล่ม 79)

[๑๒๐] บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ ชนิด มีปรากฏอยู่ในโลก
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคลมี ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
คนตื้น เงาลึก ๑
คนลึก เงาตื้น ๑
คนตื้น เงาตื้น ๑
คนลึก เงาลึก ๑
๑. คนตื้น เงาลึก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง แลตรง
เหลียวซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส
บุคคลนั้น ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า คนตื้น เงาลึก ห้วงน้ำตื้นเงาลึกนั้น แม้ฉันใด บุคคล
นี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๒. คนลึก เงาตื้น เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง แลตรง
เหลียวซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ไม่น่าเสื่อมใส
บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า คนลึก เงาตื้น ห้วงน้ำลึกเงาตื้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมย ฉันนั้น.

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 355 (เล่ม 79)

๓. คนตื้น เงาตื้น เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง แลตรง
เหลียวซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส
บุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า คนตื้น เงาตื้น ห้วงน้ำตื้นเงาตื้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๔. คนลึก เงาลึก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง แลตรง
เหลียวซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส
บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า คนลึก เงาลึก ห้วงน้ำลึกเงาลึกนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมย ฉันนั้น.
บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ใน
โลก
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ ชนิด
ก็เมื่อน้ำลึกมีประมาณแต่เข่า แต่ห้วงน้ำมีพื้นน้ำไม่ปรากฏ เพราะมีสี
น้ำอันเจือกัน หรือเพราะเป็นน้ำขุ่น ชื่อว่า เป็นน้ำตื้น มีเงาอันลึก. ก็แม้น้ำ
ลึกประมาณ ๓ หรือ ๔ บุรุษ ห้วงน้ำมีพื้นน้ำปรากฏ เพราะเป็นน้ำใส จึงชื่อ
ว่า เป็นน้ำลึก มีเงาอันตื้น. ก็บัณฑิตพึงทราบห้วงน้ำทั้งสองนอกนี้ เพราะมี
เหตุเป็นแดนเกิดพร้อมทั้ง ๒ เหตุ. แม้บุคคลผู้ประกอบด้วยอิริยาบถทั้งหลายมี

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 356 (เล่ม 79)

การก้าวไปข้างหน้าเป็นต้นอันเป็นเช่นกับด้วยความลึกซึ้งแห่งคุณธรรมทั้งหลาย
แต่เพราะความมีกิเลสหนา และเพราะความไม่มีแห่งคุณธรรมอันลึกซึ้ง จึง
ชื่อว่า เป็นเหมือนกับน้ำตื้น แต่มีเงาอันลึก (อุตฺตาโน คมฺภีโรภาโส นาม).
บุคคลที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยนี้.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก
เป็นไฉน ?
[๑๒๑] โคถึก ๔ จำพวก
โคดุพวกของตน ไม่ดุพวกอื่น ๑.
โคดุพวกอื่น ไม่ดุพวกของตน ๑.
โคดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น ๑.
โคไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น ๑.
[๑๒๒] บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก เหล่านี้ มีปรากฏ
อยู่ในโลกฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
คนดุพวกของตน แต่ไม่ดุพวกอื่น ๑.
คนดุพวกอื่น แต่ไม่ดุพวกของตน ๑.
คนดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น ๑.
คนไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น ๑.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 357 (เล่ม 79)

๑. บุคคล ดุพวกของตน ไม่ดุพวกอื่น เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบเบียดเบียนบริษัทของตน แต่ไม่เบียด-
เบียนบริษัทของผู้อื่น บริษัทอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ดุแต่ในพวกของ
ตน ไม่ดุพวกอื่น โคถึกที่ดุพวกของตน ไม่ดุพวกอื่น แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๒. บุคคล ดุพวกอื่น ไม่ดุพวกของตน เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบเบียดเบียนบริษัทของผู้อื่น แต่ไม่เบียด-
เบียนบริษัทของตน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ดุพวกอื่นแต่ไม่ดุ
พวกของตน โคถึกที่ดุพวกอื่น แต่ไม่ดุพวกของตน แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมย ฉันนั้น.
๓. บุคคล ดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เบียดเบียนทั้งบริษัทของตน เบียดเบียนทั้ง
บริษัทของผู้อื่น บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวก
อื่น โคถึกที่ดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
๔. บุคคล ไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เบียดเบียนทั้งบริษัทของตน ไม่เบียดเบียน
ทั้งบริษัทของคนอื่น บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ไม่ดุทั้งพวกของตน
และพวกอื่น โคถึกที่ไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น แม้ฉันใด บุคคล
นี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 358 (เล่ม 79)

บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ใน
โลก
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบเทียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก
พึงทราบโคถึกก่อน โคตัวใด ย่อมรบกวน คือย่อมทำฝูงโคพวกตน
ให้กลัว แต่สงบเสงี่ยม มีปกติเป็นสุขในฝูงโคหมู่อื่น โคตัวนี้ ชื่อว่าเป็นโค
ดุร้ายในพวกของตนแต่ไม่ดุร้ายในโคพวกอื่น แม้บุคคลก็เช่นกัน เบียดเบียน
ทิ่มแทงบริษัทของตน มีการร้องเรียกด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่เป็นผู้สงบเสงี่ยม
ประพฤติถ่อมตนในบริษัทผู้อื่น ชื่อว่าเป็นเหมือนโคที่ดุร้ายในฝูงตน แต่ไม่
ดุร้ายในโคฝูงอื่น ๆ บุคคลแม้ที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยนี้. ก็ในนิทเทส-
วาระในคำว่า "อุพฺเพชิตา โหติ" นี้ ได้แก่ การกระทบกระทั่ง การเสียด
แทง คือการทำอาการให้ตกใจกลัวนั่นแหละ.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก
เป็นไฉน ?
[๑๒๓] อสรพิษ ๔ จำพวก
อสรพิษมีพิษแล่นเร็ว แต่มีพิษไม่ร้าย ๑.
อสรพิษมีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเร็ว ๑.
อสรพิษมีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย ๑.
อสรพิษมีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย ๑.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 359 (เล่ม 79)

[๑๒๔] บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก เหล่านี้มีปรากฏ
อยู่ในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
บุคคลมีพิษแล่นเร็ว แต่มีพิษไม่ร้าย ๑.
บุคคลมีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเร็ว ๑.
บุคคลมีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย ๑.
บุคคลมีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย ๑.
๑. บุคคล มีพิษแล่นเร็ว แต่พิษไม่ร้าย เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้น
แล ย่อมไม่นอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้มีพิษแล่น
เร็วแต่พิษไม่ร้าย อสรพิษที่มีพิษแล่นเร็วแต่พิษไม่ร้ายนั้น แม้ฉันใด บุคคล
นี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๒. บุคคล มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเร็ว เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่โกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขา
นั้นแล ย่อมนอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า มีพิษร้าย
แต่มีพิษไม่แล่นเร็ว อสรพิษที่มีพิษร้ายแต่มีพิษไม่แล่นเร็ว แม้ฉันใด บุคคล
นี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๓. บุคคล มีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วยเป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนือง ๆ และความโกรธของเขานั้น
แล ย่อมนอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลเหล่านี้ชื่อว่า มีพิษแล่นเร็ว

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 360 (เล่ม 79)

ด้วยมีพิษร้ายด้วย อสรพิษที่มีพิษแล่นเร็วด้วยมีพิษร้ายด้วย แม้ฉันใด
บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๔. บุคคล มีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่โกรธเนือง ๆ ทั้งความโกรธของเขานั้น
ไม่นอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า มีพิษไม่แล่นเร็วด้วย
มีพิษไม่ร้ายด้วย อสรพิษที่มีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย แม้ฉันใด
บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ใน
โลก
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก
พึงทราบ อสรพิษก่อน. พิษของงูใด ย่อมแล่นมาโดยเร็ว คือ แผ่
ซ่านไปโดยเร็ว แต่มีพิษไม่ร้ายทั้งไม่เบียดเบียนอยู่นาน พิษของงูนี้ ชื่อว่า
มาแล้วเร็วแต่มีพิษไม่ร้าย. ในบทที่เหลือทั้งปวง ก็มีนัยนี้เหมือนกัน และ
การจำแนกบุคคลก็มีเนื้อความอันง่ายทั้งนั้น.
[๑๒๕] ๑. บุคคล ไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดสรร-
เสริญคนที่ไม่ควรสรรเสริญ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ พูดสรรเสริญพวกเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์
ผู้ปฏิบัติชั่วปฏิบัติผิด ว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่าง
นี้ชื่อว่า ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ไม่ควรสรรเสริญ.

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 361 (เล่ม 79)

๒. บุคคล ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียน
คนที่ควรสรรเสริญ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ พูดติเตียนพระพุทธเจ้า พระสาวกของพระ-
พุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติผิดบ้าง
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ.
๓. บุคคล ไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว มีความ
เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติชั่ว
ปฏิบัติผิด ว่าเป็นข้อปฏิบัติดีบ้าง เป็นข้อปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า
ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว มีความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส.
๔. บุคคล ไม่ใคร่ครวญแล้ว ไม่ไตร่ตรองแล้ว ไม่
เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดขึ้นในข้อปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ ว่าเป็นข้อปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นข้อปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า
ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส.
[๑๒๖] ๑. บุคคล ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคน
ที่ควรติเตียน เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมพูดติเตียนพวกเดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์
ผู้ปฏิบัติชั่ว ปฏิบัติผิด ว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วบ้าง ว่าเป็นผู้ปฏิบัติผิดบ้าง บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน.

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 362 (เล่ม 79)

๒. บุคคล ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญ
คุณของคนที่ควรสรรเสริญ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระสาวกของ
พระพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติดีประพฤติชอบ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีบ้าง ปฏิบัติชอบบ้าง
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคุณของคนที่ควร
สรรเสริญ.
๓. บุคคล ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสใน
ฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติ
ชั่ว ในข้อปฏิบัติผิด ว่าข้อปฏิบัตินี้ชั่วบ้าง ข้อปฏิบัตินี้ผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้
ชื่อว่า ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส.
๔. บุคคล ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว เลื่อมใสใน
ฐานะที่ควรเลื่อมใส เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ ว่านี้เป็นข้อปฏิบัติดีบ้าง นี้เป็นข้อปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้
ชื่อว่า ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส.
[๑๒๗] ๑. บุคคล พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน จริงแท้ตามกาล
แต่ไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ในคน ๒
คนนั้นผู้ใดควรติเตียน ย่อมติเตียนผู้นั้น จริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรสรรเสริญ

362